- หน้าแรก
- ยอดคุณพ่อชาวประมงกับเกาะหรรษา
- บทที่ 2 ชาตินี้ อย่าหวังว่าใครจะมาทำร้ายลูกสาวฉันได้อีก
บทที่ 2 ชาตินี้ อย่าหวังว่าใครจะมาทำร้ายลูกสาวฉันได้อีก
บทที่ 2 ชาตินี้ อย่าหวังว่าใครจะมาทำร้ายลูกสาวฉันได้อีก
บทที่ 2 ชาตินี้ อย่าหวังว่าใครจะมาทำร้ายลูกสาวฉันได้อีก
สิ้นเสียงของหลี่รุ่ย
เสียงแหลมแสบแก้วหูของเฉินเอ๋อก็ดังแทรกขึ้นมาราวกับมลพิษทางเสียง
“หลี่รุ่ย ไอ้สารเลว แกยังจะถ่วงความเจริญลูกสาวฉันไปถึงเมื่อไหร่”
“ก่อนหน้านี้ ใช่ว่าฉันไม่เคยให้โอกาสแก แต่แกเคยคว้ามันไว้ได้ไหม?”
“เลิกพล่ามไร้สาระกับฉันได้แล้ว ตอนนี้แกกับเซียงยวี่รีบไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตซะ”
เฉินเอ๋อจ้องมองหลี่รุ่ยด้วยสายตาที่รังเกียจเดียดฉันท์เต็มทน
ในสายตาของนาง หลี่รุ่ยก็มีค่าเท่ากับขยะข้างทาง
ชาตินี้ นางไม่อยากจะข้องเกี่ยวกับหลี่รุ่ยอีกแม้แต่นิดเดียว
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของหลี่รุ่ยก็เย็นชาลงทันที
ชาติที่แล้ว ก็เป็นยัยแก่คนนี้แหละที่บีบบังคับให้เซียงยวี่ต้องแต่งงานกับไอ้เดรัจฉานสวีไห่หลง
เรียกได้ว่าโศกนาฏกรรมของเซียงยวี่และกั่วกัวในชาติก่อน ยัยแก่คนนี้ก็มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าว่านางเป็นแม่ของเซียงยวี่ หลี่รุ่ยคงพุ่งเข้าไปซัดให้น่วมไปนานแล้ว
“หลี่รุ่ย แกมองฉันด้วยสายตาแบบนั้นหมายความว่ายังไง! นี่แกอยากจะตบฉันงั้นเหรอ! มาสิ แน่จริงก็เข้ามาตบฉันเลย!” เฉินเอ๋อยืดคอท้าทาย แล้วขยับเข้าไปกดดันหลี่รุ่ยทีละก้าว
ซูเจี้ยนกั๋วเห็นท่าไม่ดี จึงรีบคว้าตัวเฉินเอ๋อเอาไว้
เขาขมวดคิ้วแล้วเอ่ยปรามว่า “พอได้แล้ว เรื่องไม่เป็นเรื่อง เลิกพูดสักทีเถอะ”
พูดจบ เขาก็หันไปมองหลี่รุ่ยแล้วพูดด้วยสีหน้าเย็นชาว่า “หลี่รุ่ย แตงที่บิดขั้วมาฝืนกินไปก็ไม่หวานหรอกนะ ลูกสาวฉันไม่อยากทนอยู่กับแกอีกต่อไปแล้ว”
“แกจะดันทุรังไปเพื่ออะไร?”
“มีแต่จะพังกันไปทั้งสองฝ่าย”
ซูเจี้ยนกั๋วหวังว่าหลี่รุ่ยจะยอมจากกันด้วยดีกับลูกสาวของเขา
ก่อนหน้านี้ ซูเซียงยวี่เคยเปรยๆ กับพ่อแม่ไว้ว่า เธอไม่อยากใช้ชีวิตร่วมกับหลี่รุ่ยอีกต่อไปแล้ว
หลี่รุ่ยหันไปสบตาซูเซียงยวี่ “เซียงยวี่ ได้โปรดเชื่อใจผมอีกสักครั้ง จะได้ไหม?”
มือน้อยๆ อวบอูมของกั่วกัว ตบแปะๆ ลงบนไหล่ของซูเซียงยวี่
เห็นได้ชัดว่าหนูน้อยร้อนรนจนทำตัวเหมือนแม่ไก่ที่กางปีกปกป้องลูกเจี๊ยบ สองมือโบกไปมาไม่หยุด “หม่าม้า หนูไม่ให้หม่าม้าแยกทางกับป่าป๊านะ”
เด็กที่ไม่มีพ่อ มักจะโดนคนอื่นรังแก
ตอนอยู่ที่โรงเรียนอนุบาล เธอเห็นภาพแบบนั้นอยู่บ่อยๆ
“แกน่ะ หุบปากไปเลย!” เฉินเอ๋อถลึงตาใส่กั่วกัวอย่างดุร้าย ในเวลานี้ นางดูเหมือนแม่มดเฒ่าไม่มีผิด
กั่วกัวตกใจจนหดคอหนี
หลี่รุ่ยลูบหลังกั่วกัวเบาๆ เอ่ยปลอบโยนเสียงนุ่มว่า “กั่วกัวไม่ต้องกลัวนะ มีพ่ออยู่ตรงนี้ พ่อจะปกป้องหนูเอง”
พูดจบเขาก็หันขวับไปตำหนิเฉินเอ๋อทันที
“แม่ครับ กรุณาอย่าพูดจาแบบนั้นกับเด็ก!”
ชาตินี้ ใครหน้าไหนก็อย่าหวังว่าจะมาทำร้ายลูกสาวของเขาได้อีก
ซูเซียงยวี่มองค้อนเฉินเอ๋อด้วยสายตาตำหนิ ก่อนจะพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “แม่คะ กั่วกัวยังเล็กขนาดนี้ ทำไมแม่ต้องตะคอกลูกด้วยคะ?”
เฉินเอ๋อกรีดร้องโวยวายขึ้นมาทันที “เซียงยวี่ นี่แกกล้าพูดกับแม่แบบนี้เหรอ!”
“ที่แม่ทำไปทั้งหมดเนี่ย ก็เพื่อตัวแกทั้งนั้นไม่ใช่หรือไง?”
“ถ้าไม่ใช่เพราะอยากให้แกมีความสุข แม่จะยอมเป็นคนใจร้ายแบบนี้เหรอ?”
ได้ยินคำพูดนี้ หลี่รุ่ยก็เบ้ปาก ยิ้มเยาะในใจอย่างอดไม่ได้
เฉินเอ๋อทำเพื่อลูกสาวตัวเองที่ไหนกันเล่า!
นางแค่อยากจะขายลูกสาวตัวเองอัพราคาให้ได้สูงๆ ต่างหาก
“เซียงยวี่ ลูกตัดสินใจมาเลยดีกว่า!” ซูเจี้ยนกั๋วไม่อยากให้เรื่องราวมันวุ่นวายไปมากกว่านี้ และไม่อยากจะทนอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อแล้ว
พอเฉินเอ๋อได้ยิน นางก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที “ใช่ เซียงยวี่ รีบๆ บอกมาเลย!”
“ถ้าแกต้องการหย่า แล้วหลี่รุ่ยมันไม่ยอมหย่า พวกเราก็จะฟ้องศาล”
พูดจบ นางก็มองหลี่รุ่ยด้วยสายตาเหยียดหยาม
ลูกสาวฉันไม่อยากอยู่กับแกตั้งนานแล้ว
ตอนนี้ต่อให้แกพล่ามอะไรไปก็ไร้ประโยชน์
กั่วกัวมองซูเซียงยวี่ตาละห้อย เบะปากทำหน้าตาน่าสงสารสุดขีด
หลี่รุ่ยเองก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้
ชั่วขณะหนึ่ง สายตาของทุกคนในห้องต่างจับจ้องไปที่ซูเซียงยวี่เป็นจุดเดียว
หลังจากไตร่ตรองอยู่นาน ซูเซียงยวี่ก็ขบริมฝีปากแน่น แล้วพูดเสียงเบาว่า “พ่อคะ หนูอยากจะให้โอกาสหลี่รุ่ยอีกสักครั้งค่ะ”
ทันทีที่ซูเซียงยวี่เอ่ยปาก
เฉินเอ๋อก็หันไปมองหลี่รุ่ยอย่างผู้ชนะ “ไอ้หนู ได้ยินชัดแล้วใช่ไหม? ลูกสาวฉันบอกว่าหล่อน...”
พูดมาถึงตรงนี้ เฉินเอ๋อถึงเพิ่งจะได้สติและเข้าใจความหมาย
นางเบิกตากว้างจ้องมองซูเซียงยวี่ด้วยความเหลือเชื่อ “เมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ?”
“ซูเซียงยวี่ สมองแกมีปัญหาหรือเปล่า!”
“ทำไมแกถึงยังคิดจะให้โอกาสไอ้หลี่รุ่ยมันอีก?”
“หลี่รุ่ยมันเป็นคนเฮงซวยแค่ไหน ตลอดหลายปีมานี้ แกยังเห็นธาตุแท้มันไม่พออีกหรือไง?”
เฉินเอ๋อพูดไม่ออกจริงๆ
หลี่รุ่ยมันเป็นผีพนัน
เพื่อการพนันแล้ว หลายปีมานี้หลี่รุ่ยทำเรื่องระยำตำบอนอะไรไว้บ้าง ลูกสาวของนางย่อมรู้ดีกว่าใคร
“เซียงยวี่ มันยังจำเป็นอยู่อีกเหรอ?” ซูเจี้ยนกั๋วรู้สึกสงสารลูกสาวจับใจ
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ซูเซียงยวี่ขบริมฝีปาก ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น “จำเป็นค่ะ เพื่อกั่วกัว หนูต้องให้โอกาสหลี่รุ่ยเป็นครั้งสุดท้าย”
“ก็ได้! ถ้าแกอยากจะเสียเวลากับไอ้หลี่รุ่ยต่อไป ก็เชิญเสียเวลาตามสบาย!” ซูเจี้ยนกั๋วขมวดคิ้วมุ่น
หลายปีมานี้ ลูกสาวให้โอกาสหลี่รุ่ยมากี่ครั้งแล้ว เขาจำแทบไม่ได้
ดังนั้น เขาจึงไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของลูกสาว
แต่เขาก็ยังคงเคารพการตัดสินใจของเธอ
เฉินเอ๋อชี้นิ้วใส่หน้าหลี่รุ่ย แล้วพูดด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า “เซียงยวี่ คนอย่างมันขุดยังไงก็ไม่ขึ้นหรอก ต่อให้แกให้โอกาสมันอีกกี่ร้อยครั้ง มันก็ยังทำตัวเหมือนเดิมนั่นแหละ”
“พ่อครับ แม่ครับ ผมจะปรับปรุงตัว” หลี่รุ่ยหันมาสบตากับซูเซียงยวี่ด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนจะหันไปมองพ่อแม่ตาของซูเซียงยวี่ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นเด็ดขาด
“แกคิดว่าฉันจะเชื่อแกเหรอ?” เฉินเอ๋อแค่นเสียงฮึในลำคอ
ซูเจี้ยนกั๋วมองหลี่รุ่ย แล้วส่ายหน้าอย่างอดไม่ได้
เห็นได้ชัดว่า เขาคิดเหมือนกับเฉินเอ๋อ
เขาคิดว่าหลี่รุ่ยไม่มีทางเปลี่ยนสันดานได้
ในสายตาของพวกเขา ถ้าหลี่รุ่ยจะเปลี่ยนได้ ก็คงเปลี่ยนไปนานแล้ว
“หลี่รุ่ย แกฟังฉันให้ดีนะ หนี้สินที่แกไปก่อไว้ข้างนอก ลูกสาวฉันจะไม่รับรู้ด้วยแม้แต่แดงเดียว ถ้าแกกล้าดึงลูกสาวฉันลงเหวไปด้วยเมื่อไหร่ แม่จะฉีกอกแกแน่”
“ฉันให้เวลาแกอีกแค่เดือนเดียว ภายในหนึ่งเดือนนี้ ถ้าแกยังทำตัวเหลวแหลกเหมือนเดิม ลูกสาวฉันจะต้องหย่ากับแกแน่นอน”
เฉินเอ๋อประกาศคำเตือน
พูดจบ นางก็ลากแขนซูเจี้ยนกั๋ว เดินหน้าบึ้งออกจากบ้านไป
หลังจากเฉินเอ๋อกลับไปแล้ว
กั่วกัวถึงกล้าหันหน้าออกมา
หนูน้อยยื่นปากสีชมพูระเรื่อออกมา พูดด้วยท่าทีหวาดๆ ว่า “ป่าป๊า หม่าม้า คุณยายดุจังเลย กั่วกัวไม่ชอบเลย”
ซูเซียงยวี่กุมมือน้อยๆ ของกั่วกัวไว้ แล้วทำหน้าดุเล็กน้อย “กั่วกัว อย่าพูดแบบนั้นลูก”
“ก็ได้ค่ะ!” กั่วกัวยู่ปาก ทำหน้าไม่ค่อยจะสบอารมณ์เท่าไหร่
“กั่วกัวอย่าหน้าบึ้งสิลูก เดี๋ยวพ่อจะไปทำกับข้าวแล้ว หนูอยากกินเต้าหู้ทรงเครื่อง, แตงกวาผัดแฮม, ไข่ตุ๋น, ปูขน ไม่ใช่เหรอ? เดี๋ยวพ่อทำให้กินนะ” หลี่รุ่ยขยี้หัวเล็กๆ ของกั่วกัวด้วยความเอ็นดู
แปะ แปะ แปะ...
พอกั่วกัวได้ยินดังนั้น ก็ดีใจจนตบมือรัวๆ ร้องลั่น “เย้ เย้ ดีจังเลย”
ร้องไปร้องมา น้ำลายก็เริ่มย้อยออกมาที่มุมปาก เจ้าตัวเล็กจึงรีบใช้ลิ้นสีชมพูเล็กๆ กวาดน้ำลายพวกนั้นกลับเข้าปากไปจนเกลี้ยง
เมื่อเข้าไปในครัว หลี่รุ่ยสวมผ้ากันเปื้อน แล้วเริ่มลงมือทำอาหารอย่างขะมักเขม้น
ในห้องนั่งเล่น ซูเซียงยวี่นั่งลงบนโซฟาไม้เก่าคร่ำครึ รู้สึกเหมือนฝันไป ไม่สมจริงเอาเสียเลย
ไม่นานนัก หลี่รุ่ยก็เดินออกมาจากห้องครัวพร้อมกับอาหารที่ส่งกลิ่นหอมฉุย
“หอมจังเลย!”
กั่วกัวหลับตาพริ้ม สูดดมกลิ่นหอมเข้าปอดเฮือกใหญ่ บนใบหน้าเล็กๆ เผยสีหน้าเคลิบเคลิ้มสุดขีด
เมื่อครอบครัวพ่อแม่ลูกทั้งสามคนนั่งลงประจำที่ หลี่รุ่ยก็คีบปูขนตัวโตใส่ลงในชามของซูเซียงยวี่ แล้วยิ้มพลางกล่าวว่า “เซียงยวี่ กินเยอะๆ นะ หลายปีมานี้ คุณอยู่กับผมต้องลำบากตรากตรำมาตลอด ผมรู้สึกผิดต่อคุณจริงๆ”
เขาว่ากันว่าลูกผู้ชายมีน้ำตาไม่หลั่งรินง่ายๆ
แต่ในเวลานี้ ขอบตาของหลี่รุ่ยกลับแดงก่ำ
ชาตินี้... เขาติดค้างซูเซียงยวี่มากเหลือเกิน
แต่ทันใดนั้นเอง กั่วกัวก็เอามือสองข้างกอดอก เชิดจมูกขึ้นเล็กน้อยแล้วส่งเสียงฮึดฮัด
“ป่าป๊าลำเอียง คีบกับข้าวให้แต่หม่าม้า ไม่เห็นคีบให้กั่วกัวบ้างเลย กั่วกัวงอนแล้ว”