- หน้าแรก
- การเป็นเซียนเริ่มต้นจากการขุดเหมือง
- ตอนที่ 13 มนตร์ชำระใจดั่งสายน้ำ
ตอนที่ 13 มนตร์ชำระใจดั่งสายน้ำ
ตอนที่ 13 มนตร์ชำระใจดั่งสายน้ำ
ตอนที่ 13 มนตร์ชำระใจดั่งสายน้ำ
คนส่วนใหญ่ยืนกอดอก ตัวสั่นเทาอยู่ท่ามกลางลมหนาวที่พัดผ่าน
หนิงกู่ถ่าตั้งอยู่ทางทิศเหนือสุดของแดนเหนือ สภาพแวดล้อมโหดร้ายทารุณ ช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิอาจติดลบถึงหกสิบเจ็ดสิบองศา
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ หากปล่อยตัวอยู่ข้างนอก ไม่นานก็จะหนาวตาย
โชคดีที่ตอนนี้ยังไม่เข้าหน้าหนาว
ไม่ไกลนัก คนกลุ่มหนึ่งที่เคยถูกสวีอวิ๋นฟานข่มขู่ ล้วนมีสีหน้าด้านชา เมื่อสังเกตเห็นสายตาของสวีอวิ๋นฟานที่กวาดมองมา ต่างก็ทำตัวลีบเหมือนนกกระทา ไม่กล้าปริปาก
พวกคนพาลที่รังแกคนอ่อนแอแต่กลัวคนแข็งแกร่ง
สวีอวิ๋นฟานแค่นเสียงในลำคอ พลางนึกถึงตอนที่คนพวกนี้ทำตัววางก้ามอวดเบ่งในเมืองอวี้จิง
หอนางโลมในเมืองล้วนถูกคนพวกนี้เที่ยวจนพรุนไปหมดแล้ว
หลี่ฮ่าวเหมี่ยวที่ถูกแบกอยู่บนหลัง เหม่อมองทุ่งน้ำแข็งรกร้างเบื้องหน้า อดถอนใจไม่ได้
“แพรขาวห่มคลุมแปดร้อยลี้ ทุ่งน้ำแข็งทอดตัวยาวสามพันสาย
ดินแดนเหนือสุด สมคำร่ำลือจริงๆ ตอนอยู่เมืองอวี้จิง ข้าเคยคิดอยากมาดูแดนเหนือสักครั้ง วันนี้ได้เห็น สมคำร่ำลือ”
สวีอวิ๋นฟาน: “ตอนถูกคุมตัวมาท่านไม่เห็นเหรอ?”
“ข้าสลบไสลไม่ได้สติมาตลอด”
เวลานั้น เสียงหยาบกระด้างและเย็นชาของหยางก่านก็ดังขึ้น
“พวกเจ้าได้พักสามวัน บ้านหินข้างๆ คือที่พักของพวกเจ้า ไม่ไกลมีบ่อน้ำพุร้อน ให้พวกเจ้าอาบน้ำได้ ห้ามออกไปที่อื่นโดยพลการ ฝ่าฝืน ฆ่า”
ทุกคนไม่กล้าพูดอะไร เดินตามฝูงชนไปยังบ้านหิน สวีอวิ๋นฟานก็ไหลไปตามน้ำ เงียบกริบ
เพียงแต่เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่า สายตาเย็นชาของหยางก่านกวาดมองมาที่เขาหลายครั้ง
“ซวยเพราะท่านแท้ๆ”
หลี่ฮ่าวเหมี่ยวย่อมรู้ความหมายของสวีอวิ๋นฟานดี บนใบหน้าเผยรอยยิ้มบางๆ
สวีอวิ๋นฟานหันกลับไปมองแวบหนึ่ง รอยยิ้มของหลี่ฮ่าวเหมี่ยวทำให้แผลเป็นน่าเกลียดสามรอยบนหน้าย่นเข้าหากัน ดูบิดเบี้ยวน่ากลัวยิ่งนัก
“...”
ในบ้านหิน ในที่สุดก็ได้กินของร้อนๆ ข้าวต้มผักชามหนึ่ง พอกินเสร็จ ก็ไปแช่ตัวในบ่อน้ำพุร้อน
แช่จนตัวเปื่อย ขณะเตรียมจะลุกออกไป สวีอวิ๋นฟานก็เหลือบไปเห็นโจวเฟิงที่ไม่ได้เจอกันนานอยู่ไม่ไกล
ข้างกายโจวเฟิงมีชายร่างกำยำ ผมเผ้ายุ่งเหยิงคนหนึ่ง
ทั้งสองกำลังกระซิบกระซาบอะไรกันอยู่
โจวเฟิงเงยหน้าขึ้น เห็นสายตาของสวีอวิ๋นฟานที่มองมา เขาสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย สุดท้ายก็หันหน้าหนี
สวีอวิ๋นฟานลอบถอนหายใจ เลิกคิดจะเข้าไปทักทาย
เขาเทความสนใจส่วนใหญ่ไปที่ชายข้างกายโจวเฟิง เขามั่นใจว่าไม่เคยเห็นคนคนนี้ในเหมืองมาก่อน
เพราะอยู่ใกล้ เขาจึงเห็นชัดเจนว่าตามซอกเล็บของชายคนนั้นไม่มีคราบฝุ่นเหมืองดำๆ ที่เกิดจากการขุดเหมืองเป็นเวลานาน
สวีอวิ๋นฟานหรี่ตาลง เจ้านี่ แอบแฝงตัวเข้ามา
หลี่ฮ่าวเหมี่ยวที่อยู่ข้างๆ เห็นเข้า จึงเอ่ยเสียงเบา “ดูท่าเจ้าจะฉลาดใช้ได้”
สวีอวิ๋นฟานลดเสียงต่ำ
“ท่านรู้อยู่แล้ว?”
“นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุด ที่นี่รวมคนจากหลายขั้วอำนาจไว้มากเกินไป และยังเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่นางแพศยานั่นจะกวาดล้างพวกกบฏให้สิ้นซาก”
แววตาของหลี่ฮ่าวเหมี่ยวลึกล้ำ “หาโอกาส พาข้าออกไป เร็วๆ นี้ จะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่”
ดูท่า โจวเฟิงคงเป็นฝ่ายเข้าหาใครสักคน แล้วได้รู้ข้อมูลพวกนี้มา
สวีอวิ๋นฟานครุ่นคิด หากไม่มีข่าวจากหลี่ฮ่าวเหมี่ยว ถึงตอนนี้เขาคงได้แค่สงสัยว่ามีอะไรผิดปกติ
ทันใดนั้นเขาได้สติ
“ข้าพาท่านออกไป?”
สวีอวิ๋นฟานชี้ตัวเองอย่างงุนงง “ท่านหมายถึงข้า?”
หลี่ฮ่าวเหมี่ยวสีหน้าเรียบเฉย “ทำไมจะไม่ได้”
“ข้าไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้นนะ การแก่งแย่งในราชสำนักของพวกท่าน อย่าดึงข้าเข้าไปเกี่ยวด้วยเลย”
หลี่ฮ่าวเหมี่ยว “ข้าสามารถถ่ายทอดเคล็ดลมปราณรุ่งอรุณให้เจ้าได้ เมื่อเจ้าฝึกเอ็น กระดูก ผิว จนสำเร็จขั้นสูง ใช้วิชานี้ผสานสามส่วนภายนอกเข้าด้วยกัน แล้วฝึกจากภายนอกสู่ภายใน ฝึกเนื้อ เลือด ไขกระดูก และลมปราณ นี่คือยอดวิชาแห่งยุค”
“ท่านสอนมาก่อน”
“ด้วยนิสัยเจ้า เกรงว่าพอได้วิชาปุ๊บก็คงทิ้งข้าทันที”
สวีอวิ๋นฟานทำหน้าจริงจัง “ท่านเยี่ยนอ๋อง ท่านมองผิดไปแล้ว ข้าน้อยเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต รักษาคำพูด จริงใจเปิดเผย เป็นลูกผู้ชายอกสามศอก จะผิดคำพูดง่ายๆ ได้อย่างไร”
หลี่ฮ่าวเหมี่ยวหัวเราะเหอะๆ ไม่พูดอะไร
สวีอวิ๋นฟานจนปัญญา เจ้านี่ก็เป็นพวกไม่เห็นกระต่ายไม่ปล่อยเหยี่ยวเหมือนกัน เคล็ดลมปราณรุ่งอรุณนั่นต้องล้ำค่ามากแน่ๆ ถ้าพลาดไป คงไม่มีโอกาสดีๆ แบบนี้ หรืออาจจะไม่มีทางได้ยอดวิชามาง่ายๆ แบบนี้อีก
แช่น้ำต่ออีกพักหนึ่ง สวีอวิ๋นฟานสังเกตดูทาสเหมืองรอบๆ อย่างละเอียด รู้สึกประหลาดใจ
“คนฝึกยุทธ์มีไม่น้อยเลย”
หลี่ฮ่าวเหมี่ยวเอ่ยเรียบๆ “ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานขุนนาง ตระกูลผู้ดีเก่า ฝึกยุทธ์จะมีอะไรแปลก ถ้าไม่ใช่แบบนั้น พวกผู้คุมจะมีวรยุทธ์ทุกคนได้ยังไง”
ใบหน้าเขาเสียโฉม แขนขาขาดไปสาม เดิมทีเป็นเยี่ยนอ๋องผู้โด่งดัง ที่นี่กลับไม่มีใครจำเขาได้
ที่สวีอวิ๋นฟานสนใจที่สุดคือ ในบ่อน้ำพุร้อนข้างๆ มีเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเขาคนหนึ่ง ดวงตากลอกกลิ้งไปมาไม่หยุด
ท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่เพรียวแกร่ง แสดงว่าฝึกยุทธ์มาไม่น้อย
“เอ๊ะ บุตรชายแม่ทัพใหญ่ผู้พิทักษ์แผ่นดิน ฟางมู่ซาน”
หลี่ฮ่าวเหมี่ยวสีหน้าอาลัยอาวรณ์ ถอนหายใจว่า “ขุนนางในราชสำนักครึ่งหนึ่ง คงกลายเป็นผีใต้คมดาบของนางแพศยานั่นไปแล้ว แม่ทัพใหญ่ผู้พิทักษ์แผ่นดิน ฟางเหวิน ผู้นั้น เป็นผู้สนับสนุนอดีตฮ่องเต้อย่างเหนียวแน่น ป่านนี้คงถูกจับขังคุกหลวงไปแล้ว
เด็กคนนี้มีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์สูงมาก ฝึกวิชา ทวนหุนเทียน แถมร่างกายยังพิเศษ อย่าเห็นตัวผอมๆ แบบนั้น พละกำลังมหาศาลจนน่าตกใจ แม้แต่อดีตฮ่องเต้ยังเคยชมเชยว่าเป็นอัจฉริยะที่สามารถสู้ข้ามระดับได้”
หยุดไปครู่หนึ่ง เขาเอ่ยเบาๆ “ถึงตอนนั้น ตามเขาไป ให้เขาเปิดทาง พวกเราจะปลอดภัยที่สุด”
สวีอวิ๋นฟานยกนิ้วโป้งให้
“เรื่องขายเพื่อนนี่ท่านคือที่หนึ่ง”
“...”
ตกดึก ภายในบ้านหินเกือบสามสิบหลัง มีคนนอนเบียดเสียดกันบนกองฟางจนแทบเต็ม
ลมนอกบ้านพัดหวีดหวิว แค่พัดมาเบาๆ ก็รู้สึกหนาวเข้ากระดูก
สวีอวิ๋นฟานนั่งหันหน้าเข้ากำแพงในมุมมืด สองมือประสานกันแน่น นิ้วชี้เหยียดออกจรดกัน ปากท่อง มนตร์ชำระใจดั่งสายน้ำเงียบๆ
เคล็ดหลินที่ได้จากหนังมนุษย์ผืนนั้นคือวิชาฝึกจิตให้มั่นคง
มีความหมายถึงการเผชิญหน้ากับเรื่องราว หมายถึงกายใจมั่นคง เผชิญเรื่องราวไม่หวั่นไหว รักษารากฐานจิตใจที่ไม่สั่นคลอนและไม่หลงทาง แสดงออกถึงร่างกายและจิตใจที่เข้มแข็ง
ในการฝึกบำเพ็ญของสำนักเต๋า มักใช้เพื่อปรับสภาพจิตใจก่อนเข้าสู่สมาธิ ช่วยให้ผู้ฝึกขจัดความคิดฟุ้งซ่าน รวบรวมสมาธิ เพื่อเผชิญกับบททดสอบและความท้าทายต่างๆ ในการฝึกด้วยจิตใจที่แน่วแน่
ขณะเดียวกันในการต่อสู้ การท่องตัวอักษรนี้จะช่วยให้คนสงบเยือกเย็น ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง
นี่คือวิชาปาฏิหาริย์ที่ช่วยเสริมการฝึกตน
ทำให้จิตใจมั่นคง เจตจำนงแข็งแกร่ง เสริมสร้างพลังใจ
ตามคำอธิบายของเคล็ดหลินนี้ หากฝึกจนถึงขีดสุด สิ่งรบกวนภายนอกนับหมื่นไม่อาจกล้ำกราย สามารถรับรู้ทุกสิ่งรอบตัวได้ในชั่วพริบตา รับข้อมูลมหาศาลในเวลาสั้นๆ เพื่อประมวลผลและตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
ความสามารถที่น่ากลัวมาก ถ้าเทียบกับนิยายเซียน ก็คือไม่กลัวภาพลวงตาทั้งปวง สามารถหลอมรวมกายใจเข้ากับฟ้าดิน เข้าสู่สภาวะรู้แจ้งฉับพลัน เพิ่มประสิทธิภาพการฝึกตนได้
เรียกได้ว่าเป็นอิทธิฤทธิ์เลยทีเดียว
สวีอวิ๋นฟานข่มความตื่นเต้นในใจ ปากท่องมนตร์ชำระใจดั่งสายน้ำ ทำจิตใจให้ใสกระจ่าง เข้าสู่สภาวะว่างเปล่า
‘ท่านกำลังฝึกเคล็ดหลิน ท่องคัมภีร์ แต่ดูเหมือนจะยังจับทางไม่ถูก ลองตรึกตรองดูแล้ว ก็ยังจับต้นชนปลายไม่ได้’