- หน้าแรก
- ย้อนเวลากลับมาเป็นยอดคุณพ่อ
- บทที่ 57 เปิดโรงงานสาขา
บทที่ 57 เปิดโรงงานสาขา
บทที่ 57 เปิดโรงงานสาขา
บทที่ 57 เปิดโรงงานสาขา
“ตรงไหนที่ว่าเก่งเหรอ?” หลี่อี้หยางถามด้วยน้ำเสียงที่มีเลศนัย
เหวินเสี่ยวฮุ่ยยังไม่ทันตั้งตัวจึงตอบกลับไปทันที “ก็เก่งไปหมดทุกตรงนั่นแหละ!”
ทันทีที่พูดจบ เมื่อเธอเห็นสายตาที่ผิดปกติของหลี่อี้หยาง ใบหน้าของเธอก็แดงซ่านขึ้นมาทันที “ฉันพูดเรื่องจริงจังกับคุณอยู่นะ!”
“ฮ่าๆๆ ไม่แกล้งคุณแล้ว พรุ่งนี้พวกเราส่งอันอันไปโรงเรียนอนุบาลฉี่ซิงเลยดีไหม?” หลี่อี้หยางรู้ว่าเหวินเสี่ยวฮุ่ยขี้อายจึงไม่ได้แกล้งต่อ
เหวินเสี่ยวฮุ่ยพยักหน้า ทว่าจู่ๆ เธอก็นึกถึงปัญหาหนึ่งขึ้นมาได้ “คุณคะ ฉันได้ยินมาว่าที่โรงเรียนอนุบาลฉี่ซิง ค่าเทอมปีละหนึ่งแสนหยวนเชียวนะ! คุณมีเงินมากขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“เรื่องเงินคุณไม่ต้องกังวลหรอกครับ สิ่งที่คุณต้องทำตอนนี้คือบอกเรื่องนี้กับอันอัน ให้ลูกเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการไปพบเพื่อนใหม่ในวันพรุ่งนี้” หลี่อี้หยางรู้ดีว่าการย้ายโรงเรียนและการให้เด็กปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย
โชคดีที่อันอันยังเล็ก เพิ่งเข้าโรงเรียนอนุบาลได้ไม่นาน ยังไม่ได้มีความผูกพันกับเพื่อนในชั้นเรียนเดิมมากนัก ไม่อย่างนั้นเธออาจจะไม่ยอมย้ายโรงเรียนจริงๆ ก็ได้ และหลี่อี้หยางก็ไม่อยากบังคับให้อันอันทำอะไร แม้เขาต้องการให้ลูกสาวได้รับการศึกษาที่ดีที่สุดเสมอ แต่นั่นก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความสุขของลูกเป็นสำคัญ
เหวินเสี่ยวฮุ่ยเดินมาที่ห้องนั่งเล่น มองดูลูกสาวที่กำลังดูการ์ตูนอยู่ เธอนั่งลงข้างๆ อันอันแล้วถามเบาๆ “อันอันจ๊ะ พ่อกับแม่หาโรงเรียนอนุบาลแห่งใหม่ให้ลูกนะ ลูกจะได้ไปทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ ลูกอยากไปไหมจ๊ะ?”
อันอันได้ยินที่แม่พูดก็กะพริบตาปริบๆ “ถ้าหนูไปโรงเรียนใหม่ พ่อกับแม่จะมีความสุขไหมคะ?”
“แน่นอนจ๊ะ โรงเรียนนั้นเป็นโรงเรียนอนุบาลที่ดีที่สุดในเมืองเราเลยนะ ถ้าอันอันไปเรียนที่นั่น ลูกจะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายเลย” เหวินเสี่ยวฮุ่ยรีบตอบ
“งั้นหนูยอมไปค่ะ ขอแค่พ่อกับแม่มีความสุข อันอันยอมทำทุกอย่างเลย!” อันอันตอบตกลงโดยไม่ลังเล
จังหวะนั้น หลี่อี้หยางก็เดินเข้ามานั่งลงอีกข้างของลูกสาว แล้วกล่าวอย่างจริงจัง “แต่อันอันไปโรงเรียนใหม่แล้ว จะไม่ได้เล่นกับเพื่อนที่โรงเรียนเดิมอีกนะลูก ลูกยังเต็มใจจะไปอยู่ไหม?”
เขาไม่ต้องการให้อันอันยอมไปเพียงเพื่อให้เขาและเสี่ยวฮุ่ยมีความสุขเท่านั้น
อันอันพยักหน้าอีกครั้ง “คุณพ่อคะ อันอันเต็มใจไปจริงๆ ค่ะ อันอันอยากเรียนรู้เยอะๆ จะได้หาเงินได้มากๆ มาเลี้ยงดูคุณพ่อคุณแม่ค่ะ”
เมื่อได้รับคำตอบที่ยืนยันหนักแน่น หลี่อี้หยางและเหวินเสี่ยวฮุ่ยก็โผเข้ากอดอันอันพร้อมกัน การที่มีลูกสาวที่รู้ความขนาดนี้ ถือเป็นวาสนาที่พวกเขาสั่งสมมาแต่ชาติปางก่อนจริงๆ
วันต่อมา หลี่อี้หยางและเหวินเสี่ยวฮุ่ยพากันไปส่งอันอันที่โรงเรียนอนุบาลฉี่ซิงเพื่อรายงานตัว ครูใหญ่ได้รับแจ้งเรื่องเด็กย้ายเข้ากลางคันไว้ก่อนแล้ว จึงให้พวกหลี่อี้หยางเข้าไปข้างในได้ทันที
ไม่นานนัก ขั้นตอนการเข้าเรียนก็เสร็จสิ้นเรียบร้อย หลี่อี้หยางเห็นว่าครูใหญ่ไม่ได้พูดถึงเรื่องค่าเทอมเลยแม้แต่นิดเดียว จึงอดถามไม่ได้ “ครูใหญ่ครับ ค่าเทอมของลูกสาวผมในปีนี้เท่าไหร่ครับ ผมจะได้โอนให้”
ครูใหญ่ยิ้มแล้วตอบว่า “ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายค่ะ ทางเบื้องบนได้แจ้งกับฉันไว้แล้ว เด็กคนนี้จะได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียนไปจนถึงชั้นปฐมวัยค่ะ”
ไม่ต้องเดาก็รู้ หลี่อี้หยางมั่นใจว่าเป็นฝีมือของเฉินเจี้ยนหัวแน่นอน ไม่อย่างนั้นค่าเทอมตลอดสามปีนี้ที่มีมูลค่ากว่าสามแสนหยวน ต่อให้สนิทกันแค่ไหนก็ไม่มีทางยกเว้นให้ฟรีๆ แบบนี้ เรื่องนี้ทำให้หลี่อี้หยางรู้สึกเกรงใจอยู่ไม่น้อย ทั้งช่วยใช้เส้นสาย ทั้งช่วยออกค่าเทอมให้ ดูเหมือนเขาจะเป็นฝ่ายรับอยู่ฝ่ายเดียว และเขาเป็นคนที่กลัวการติดค้างบุญคุณคนที่สุด ดูท่าว่าเขาต้องหาโอกาสตอบแทนบุญคุณครั้งนี้เสียแล้ว
ทางด้านเหวินเสี่ยวฮุ่ยที่ได้ยินว่าลูกสาวจะได้เรียนฟรีไปจนจบการศึกษา เธอก็ถึงกับอึ้งกิมกี่ไปเลย เธอนึกไม่ถึงว่าตอนนี้หน้าตาของสามีเธอจะมีอิทธิพลมากขนาดนี้ ลูกเข้าโรงเรียนอนุบาลได้แถมไม่ต้องเสียค่าเทอม ตลอดสามปีนี้สามารถประหยัดเงินไปได้กว่าสามแสนหยวน ซึ่งนั่นเท่ากับเงินเดือนสี่ปีของเธอโดยที่ไม่กินไม่ใช้เลยทีเดียว แต่เจ้าของโรงเรียนกลับยกเว้นให้หน้าตาเฉย เห็นได้ชัดว่า เมื่อคนเรามีความสามารถแล้ว ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ต้องให้ความเคารพเกรงใจ ชีวิตในตอนนี้คือสิ่งที่เธอไม่เคยกล้าแม้แต่จะฝันถึงในอดีต
หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการเข้าเรียน อันอันก็ถูกคุณครูพามุ่งหน้าไปยังห้องเรียนชั้นอนุบาล 1 และในช่วงครึ่งปีหลังเธอจะได้เลื่อนขึ้นชั้นอนุบาล 2
“อันอัน อยู่โรงเรียนต้องเชื่อฟังคุณครูนะลูก หลังเลิกเรียนเดี๋ยวแม่มารับ” เหวินเสี่ยวฮุ่ยกล่าวเสียงนุ่ม
“ค่ะ พ่อกับแม่สวัสดีค่ะ!” อันอันโบกมือลา แล้วเดินเข้าห้องเรียนไปด้วยความร่าเริง เธอไม่มีอาการหวาดกลัวหรือกังวลกับการต้องพบเจอกับสภาพแวดล้อมใหม่เลยแม้แต่นิดเดียว
หลังจากส่งอันอันเข้าห้องเรียนแล้ว หลี่อี้หยางกล่าวบอกลากับครูใหญ่ก่อนจะเดินออกมาพร้อมกับเหวินเสี่ยวฮุ่ย
ระหว่างทางกลับ หลี่อี้หยางได้รับโทรศัพท์จากเฉินไท่อัน
“ฮัลโหล น้องชายหลี่ ตอนนี้ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองของพวกเราอยู่ในสภาวะของขาดตลาดแล้วนะ ถ้าเราอยากจะขยายแบรนด์ออกไปให้ครอบคลุม เราจำเป็นต้องขยายกำลังการผลิต ดังนั้นผมจึงตั้งใจจะใช้จังหวะที่กำลังรุ่งนี้เปิดโรงงานสาขาเพิ่มอีกแห่ง เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการส่งสินค้าไม่ทัน ไม่ทราบว่าคุณมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง!”
หลี่อี้หยางเองก็มีความคิดเช่นนี้อยู่แล้ว “ได้ครับ พวกเราก็นำเงินในบัญชีของโรงงานออกมาเปิดโรงงานแห่งใหม่ คุณช่วยสั่งคนให้คอยควบคุมดูแล ผมอยากให้เริ่มดำเนินการได้ภายในครึ่งเดือน”
เฉินไท่อันได้ยินดังนั้นก็รีบทักท้วง “แบบนั้นไม่ได้หรอก ตกลงกันไว้แล้วว่าคุณถือเจ็ดผมถือสาม จะนำเงินทั้งหมดจากบัญชีโรงงานมาใช้ได้ยังไง! เดี๋ยวผมจะโอนเงินส่วนตัวตามสัดส่วนการลงทุนเข้าไปสมทบเอง”
เขาเป็นคนมองการณ์ไกล ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาทำให้เขาเห็นอนาคตของโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองนี้ว่าประเมินค่าไม่ได้แน่นอน หากผลิตภัณฑ์ของพวกเขาสามารถยึดครองตลาดฝั่งกังนัมได้ มูลค่าทางการตลาดย่อมไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านหยวน ถึงตอนนั้นก็สามารถก่อตั้งบริษัทและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อเปิดขายหุ้นต่อสาธารณชนได้อย่างเป็นทางการ สรุปคือ หากบริษัทสามารถเข้าจดทะเบียนได้ ย่อมมีแต่ผลดีอย่างแน่นอน
“งั้นก็เอาตามที่คุณเฉิงว่าครับ สรุปคือเรื่องในโรงงานคุณเป็นคนตัดสินใจ ผมรอรับส่วนแบ่งก็พอ” หลี่อี้หยางยิ้มตอบ เขาเชื่อมั่นในความสามารถของเฉินไท่อัน และเขาภารกิจของเขาเพียงแค่จัดหาสูตรลับสำหรับผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว นี่คือเหตุผลที่เขาเลือกเฉินไท่อันมาร่วมถือหุ้น
เฉินไท่อันเป็นคนฉลาด ทันทีที่ได้ยินก็ระเบิดหัวเราะออกมาทันที “ในเมื่อน้องชายหลี่เชื่อใจผมขนาดนี้ ผมก็จะลงมือทำอย่างเต็มที่เลยครับ”
หลังจากวางสาย เหวินเสี่ยวฮุ่ยรีบถามทันที “คุณคะ พวกเรากำลังจะเปิดโรงงานสาขาแล้วเหรอ?”
“ใช่ครับ โรงงานของเราของไม่พอขาย ถ้าอยากขยายการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เราจำเป็นต้องเปิดโรงงานสาขา” หลี่อี้หยางอธิบาย
ทันทีที่พูดจบ เหวินเสี่ยวฮุ่ยก็มองดูเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใส “คุณคะ ทำไมคุณถึงเก่งขนาดนี้?”
“ผมยังมีเรื่องที่เก่งกว่านี้อีกเยอะครับ ไป... พวกเรากลับบ้านกัน!” หลี่อี้หยางหัวเราะร่า
เหวินเสี่ยวฮุ่ยลาออกจากงานอย่างเป็นทางการแล้ว ทางฝ่ายบัญชีจ่ายเงินเดือนล่วงหน้าให้เธอถึงหนึ่งปี โดยอ้างว่าเป็นโบนัสสำหรับความทุ่มเทในการทำงานตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเหวินเสี่ยวฮุ่ยไม่อาจปฏิเสธได้ จริงๆ เธอก็รู้ดีว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะบารมีของหลี่อี้หยาง เมื่อได้รับเงินก้อนนี้มา เหวินเสี่ยวฮุ่ยตั้งใจว่าจะนำเงินที่เคยหยิบยืมมาจากแม่เมื่อสองปีก่อนไปคืนให้ทั้งต้นทั้งดอก เพื่อเป็นการปรับความเข้าใจระหว่างเธอกับแม่ไปในตัว