- หน้าแรก
- ย้อนเวลากลับมาเป็นยอดคุณพ่อ
- บทที่ 44 คุณยังเป็นภรรยาผมอยู่หรือเปล่า
บทที่ 44 คุณยังเป็นภรรยาผมอยู่หรือเปล่า
บทที่ 44 คุณยังเป็นภรรยาผมอยู่หรือเปล่า
บทที่ 44 คุณยังเป็นภรรยาผมอยู่หรือเปล่า
"จริงด้วยค่ะ ฉันทำงานที่บริษัทมาตั้งหลายปี มีหลายคนที่คอยช่วยเหลือฉันอยู่เสมอ ฉันเลยอยากจะเลี้ยงชานมพวกเขาหน่อยได้ไหมคะ?" เหวินเสี่ยวฮุ่ยเอ่ยถาม
หลี่อี้หยางแสร้งทำสีหน้าไม่พอใจ "คุณพูดจาอะไรแบบนั้นน่ะ?"
"ไม่เป็นไรค่ะ งั้นไม่ส่งแล้วก็ได้!" เหวินเสี่ยวฮุ่ยคิดว่าเขาไม่เห็นด้วย จึงตอบกลับไปอย่างง่ายๆ
"คุณยังเป็นภรรยาผมอยู่หรือเปล่า?"
"ก็เป็นสิคะ ถามอะไรแปลกๆ" เหวินเสี่ยวฮุ่ยไม่เข้าใจ
หลี่อี้หยางวางมือทั้งสองข้างลงบนไหล่ของภรรยา พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างที่สุด "ในเมื่อคุณเป็นภรรยาผม เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ยังต้องขออนุญาตผมอีกเหรอ? ต่อไปนี้คุณอยากจะเลี้ยงชานมใครก็เลี้ยงได้ตามสบาย ต่อให้เลี้ยงจนร้านเจ๊ง ผมก็ยังมีปัญญาเลี้ยงดูคุณให้เป็นคุณนายได้อยู่ดี!"
เหวินเสี่ยวฮุ่ยเพิ่งจะเข้าใจความหมายของเขา เธอทำท่าทางเขินอายแล้วใช้กำปั้นเล็กๆ ทุบเบาๆ ที่หน้าอกของเขา "บ้าจริง ใครจะไปโง่เลี้ยงคนอื่นจนร้านตัวเองเจ๊งกันเล่า"
"ฮ่าๆๆ ก็ผมชอบตอนที่คุณทำตัวซื่อๆ แต่น่ารักแบบนี้ไงครับ" หลี่อี้หยางหัวเราะอย่างร่าเริง เขาชอบเวลาที่เหวินเสี่ยวฮุ่ยออดอ้อนแบบนี้ที่สุด
"พวกคุณมาแต่เช้าคงยังไม่ได้ทานข้าวใช่ไหม? มาครับ เดี๋ยวผมพาไปทานข้าวเอง"
เหวินเสี่ยวฮุ่ยชำเลืองมองร้านชานมที่มีลูกค้ายังหนาตาอยู่ "แต่ว่า... ร้านชานมล่ะคะ?"
"ที่ร้านมีพนักงานอยู่ครับ ไม่วุ่นวายหรอก"
หลังจากนั้น หลี่อี้หยางก็พาเหวินเสี่ยวฮุ่ยและโจวรั่วไปทานมื้อเที่ยงง่ายๆ ที่ร้านอาหารแถวๆ นั้น เมื่อทานเสร็จ เขาก็ให้พนักงานจัดเตรียมชานมใส่ถุงไว้เรียบร้อย เพื่อให้เหวินเสี่ยวฮุ่ยนำไปแจกที่บริษัท
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่แผนก เสียงอันดังของโจวรั่วก็ประกาศขึ้นทันที "ตื่นได้แล้วทุกคน เลิกนอนได้แล้ว! หัวหน้าเหวินของเราจะเลี้ยงชานมทุกคนค่ะ"
เพื่อนร่วมงานที่กำลังฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะต่างพากันสะดุ้งตื่นและหันมามองคนทั้งคู่ เหวินเสี่ยวฮุ่ยและโจวรั่วช่วยกันเดินแจกชานมให้ทีละโต๊ะ ส่วนพนักงานที่หลี่อี้หยางจ้างมาส่งของ เมื่อวางของเสร็จก็ขอตัวกลับไปก่อน
หลายคนมองดูชานมบนโต๊ะด้วยความประหลาดใจ พวกเขารู้สถานะครอบครัวของเหวินเสี่ยวฮุ่ยดีว่าอาศัยอยู่ในห้องแคบๆ สามคนพ่อแม่ลูก สามีก็เอาแต่ดื่มเหล้าเล่นพนันและเกียจคร้าน เงินที่หามาได้แทบไม่พอใช้จ่ายประจำวัน แม้ช่วงหลังเธอจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าทีม แต่ก็ยังไม่ถึงเวลาออกเงินเดือน แล้วเธอจะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงคนทั้งแผนก?
บางคนจึงไม่กล้าดื่มและเอ่ยถามว่า "หัวหน้าเหวินคะ ชานมราคาเท่าไหร่ เดี๋ยวฉันโอนเงินคืนให้ค่ะ"
"ใช่ๆ ขอบคุณหัวหน้ามากนะคะ แต่จะให้ลำบากคุณออกเงินเองได้ยังไงล่ะคะ"
ทว่าก็มีคนบางกลุ่มที่ชอบของฟรี รีบเสียบหลอดดื่มทันทีพร้อมทำท่าทางไม่ยี่หระ "พวกคุณนี่ก็แปลก มีเงินเหลือใช้กันนักหรือไง เสี่ยวฮุ่ยบอกว่าเลี้ยงก็คือเลี้ยงสิ ขืนยัดเยียดเงินให้แบบนี้มันเหมือนดูถูกหัวหน้าเขานะ" ฉินชิงกล่าวแทรก
"นั่นสิ หัวหน้าเลี้ยงเราก็ดื่มๆ ไปเถอะ จะจ่ายเงินทำไม ถ้าพวกคุณเงินเหลือล้นนักก็เอามาให้ฉันก็ได้นะ ฉันไม่เกี่ยงหรอก"
เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งทนฟังไม่ไหวจึงแย้งขึ้น "พวกคุณไม่รู้เหรอว่าครอบครัวหัวหน้าเหวินเป็นยังไง? พวกคุณยังกล้าดื่มลงคออีกเหรอ?"
เมื่อเห็นท่าทางว่าคนในแผนกจะเริ่มทะเลาะกัน เหวินเสี่ยวฮุ่ยจึงรีบห้าม "ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงฉันนะคะ ฉันมีเงินจริงๆ ค่ะ!"
ฉินชิงได้ยินดังนั้นก็พูดเหน็บแนมขึ้นมาทันที "โอ๊ย พูดจามีน้ำหนักแบบนี้สงสัยจะรวยขึ้นมาจริงๆ แล้วล่ะมั้ง? หรือว่าไปหาเถ้าแก่รวยๆ มาเลี้ยงได้จริงๆ คะเนี่ย?"
"ปากคุณนี่มันเหม็นจริงๆ นะ ไม่ได้แปรงฟันมาหรือไง? คุณคิดว่าทุกคนจะเหมือนคุณหรือไงที่วันๆ เอาแต่เพ้อฝันอยากจะโดนตาแก่มหาเศรษฐีรับเลี้ยงน่ะ หัดดูสภาพตัวเองบ้างนะว่าขี้เหรขนาดไหนแต่กลับฝันสูงเหมือนหมูจ้องกระจกไม่มีผิด" โจวรั่วด่าสวนกลับไปทันที เธอเป็นคนที่เกลียดผู้หญิงประเภทเห็นแก่ตัวอย่างฉินชิงที่สุดในแผนก
ฉินชิงโกรธจนตัวสั่น "พูดอะไรของคุณน่ะ ฉันไปทำอะไรให้คุณ! อีกอย่างที่ฉันพูดมันก็เรื่องจริง ใครๆ ก็รู้สถานะบ้านเหวินเสี่ยวฮุ่ย ซื้อชานมทีเดียวตั้งยี่สิบกว่าแก้วมันต้องใช้เงินเท่าไหร่? เมื่อก่อนแค่น้ำเปล่าขวดเดียวยังไม่กล้าซื้อเลย"
โจวรั่วเชิดหน้าตอบ "นั่นเขาเรียกว่าพวกตาถั่วมองคนไม่ออก เมื่อก่อนเขาไม่ซื้อเพราะสภาพเศรษฐกิจมันไม่อำนวย แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เขามีสามีที่ทั้งรัก ทั้งหลง แถมยังหาเงินเก่งสุดๆ ชานมแค่นี้มันจะไปสลักสำคัญอะไร มีแต่คุณนั่นแหละที่มองว่ามันราคาแพงหูฉี่"
"เหอะ จะหาข้ออ้างก็ช่วยหาที่มันฟังดูดีกว่านี้หน่อยเถอะ ในบริษัทนี้มีใครไม่รู้บ้างว่าสามีเธอน่ะวันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่เล่นการพนัน แค่เขามาส่งข้าวให้ไม่กี่วันก็กลายเป็นสามีที่ประเสริฐหาเงินเก่งไปซะแล้วเหรอ? ตลกสิ้นดี" ฉินชิงยังคงเยาะเย้ยไม่หยุด
"แล้วคุณรู้ไหมว่าร้านชานมแสงตะวันน่ะใครเป็นเจ้าของ?" โจวรั่วถามขึ้นมาดื้อๆ
"จะไปรู้ได้ยังไงล่ะ ฉันไม่รู้จักหรอก หรือคุณจะบอกว่าเป็นสามีเธอเปิดล่ะ?" ฉินชิงถามกลับอย่างขี้เกียจ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
โจวรั่วยิ้มอย่างมีชัย "ใช่แล้วล่ะ! สามีเธอเป็นคนเปิดเอง และเมื่อตอนเที่ยงเขาก็ประกาศต่อหน้าทุกคนเลยว่า ร้านชานมแสงตะวันน่ะคือของขวัญที่เขามอบให้เสี่ยวฮุ่ย! คุณไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นผู้หญิงแถวนั้นอิจฉาเสี่ยวฮุ่ยกันขนาดไหน!"
เห็นท่าทางตื่นเต้นของโจวรั่วแล้ว คนไม่รู้คงนึกว่าเธอเป็นนางเอกของเรื่องเสียเอง เหวินเสี่ยวฮุ่ยรู้สึกเขินอายเล็กน้อยจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย "ความจริงก็ไม่ได้เว่อร์ขนาดที่โจวรั่วพูดหรอกค่ะ ทุกคนรีบดื่มชานมเถอะนะคะ"
"เสี่ยวฮุ่ย คุณสุดยอดไปเลยนะเนี่ย กลายเป็นเถ้าแก่เนี้ยไปแล้ว"
"โบราณว่าไว้ว่าลูกพาลกลับใจมีค่าดั่งทองคำจริงๆ ฉันว่าสามีคุณกลับตัวกลับใจได้จริงๆ แล้วล่ะ รักษาความสัมพันธ์ครั้งนี้ไว้ให้ดีนะ"
เมื่อรู้ความจริงว่าสามีเพื่อนเป็นเจ้าของร้าน ทุกคนก็ดื่มชานมได้อย่างสบายใจโดยไม่มีความรู้สึกผิดอีก ฉินชิงที่คาดไม่ถึงว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้ รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง เธอฟึดฟัดและพูดทิ้งท้ายอย่างโอหัง "ก็แค่เปิดร้านชานม มีอะไรให้น่าภูมิใจนักหนา ใครจะไปรู้ว่าร้านจะเจ๊งวันไหน" พูดจบเธอก็เดินสะบัดก้นกลับที่นั่งไป
"คนประเภทที่เห็นคนอื่นดีกว่าตัวเองไม่ได้นี่มันจริงๆ เลย!" โจวรั่วบ่นพึมพำ แต่ก็ไม่ได้ตามไปหาเรื่องต่อตามคำห้ามของเหวินเสี่ยวฮุ่ย
เวลาสี่โมงเย็น หลี่อี้หยางไปรับอันอันที่โรงเรียนอนุบาลและพาหนูน้อยมาที่ร้านชานม
"ว้าว พ่อจ๋า นี่คือร้านชานมของบ้านเราจริงๆ เหรอคะ?" อันอันถามด้วยความตื่นเต้นขณะยืนอยู่ในร้าน
หลี่อี้หยางยิ้มด้วยความเอ็นดู "แน่นอนครับลูก แต่ลูกยังเด็กอยู่ทานชานมไม่ได้นะ แต่พ่ออนุญาตให้ทานไอศกรีมโคนได้หนึ่งที่ ตกลงไหมครับ?"
อันอันรีบตอบรับทันที "ตกลงค่ะ ขอบคุณค่ะพ่อ!"
พนักงานในร้านเห็นภาพนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม "เถ้าแก่ครับ ลูกสาวคุณน่ารักและสวยมากเลยครับ"
"เถ้าแก่หล่อ เถ้าแก่เนี้ยก็สวย ลูกออกมาไม่สวยได้ยังไงล่ะ!" พนักงานอีกคนรีบประจบ แต่ก็เป็นเรื่องจริง หลี่อี้หยางอาจจะไม่ใช่คนประเภทที่หล่อจัดตั้งแต่แรกเห็น แต่เขาเป็นคนที่มีเครื่องหน้าชัดเจน แววตาดูฉลาดเฉลียว และมีเสน่ห์ของผู้ใหญ่ที่ยิ่งมองยิ่งดูดี
"เอาละ เลิกพูดเล่นได้แล้ว ตั้งใจทำงานกันได้แล้วครับ" หลี่อี้หยางไม่ได้เก็บคำชมมาใส่ใจ เพราะเขารู้ดีว่าคุณค่าของผู้ชายไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว