- หน้าแรก
- ย้อนเวลากลับมาเป็นยอดคุณพ่อ
- บทที่ 29 นั่นแหละคือความไร้ศีลธรรม
บทที่ 29 นั่นแหละคือความไร้ศีลธรรม
บทที่ 29 นั่นแหละคือความไร้ศีลธรรม
บทที่ 29 นั่นแหละคือความไร้ศีลธรรม
ทุกคนที่เห็นความดีใจที่ปิดไม่มิดของเขาต่างก็พากันมองด้วยความสงสัย จนมีคนหนึ่งอดใจไม่ไหวต้องรีบเอ่ยถามขึ้นมาทันที
“เหวินเฉิงเจี๋ย เมื่อกี้รองผู้จัดการจากโรงงานแปรรูปเต้าหู้ฟู่ไหลมาคุยเรื่องงานกับนายจริงๆ เหรอ?”
เหวินเฉิงเจี๋ยยกยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “ก็แหงสิ พวกเราอยู่แผนกขายนะ ถ้าไม่คุยเรื่องงานแล้วจะให้มาคุยเรื่องอะไรล่ะ?”
“แต่ฉันได้ยินมาว่าโรงงานนั้นใกล้จะเจ๊งแล้วนะ ขนาดค่าจ้างคนงานยังไม่มีปัญญาจ่ายเลย แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาจ้างโฆษณา เขามาหลอกให้นายดีใจเก้อหรือเปล่า?”
“นั่นสิ ระวังจะโดนแกงนะ”
เหวินเฉิงเจี๋ยชักสีหน้าไม่พอใจใส่ทันที “พวกคุณหมายความว่ายังไง เห็นฉันได้ดีหน่อยไม่ได้หรือไง?”
“โธ่ ใครจะไปคิดแบบนั้นล่ะ พวกเราก็แค่เป็นห่วง ไม่อยากให้ดีใจออกนอกหน้าเกินไป เดี๋ยวจะหน้าแตกเอา”
“ใช่ๆ คุณมองพวกเราในแง่ร้ายเกินไปแล้ว!”
สุดท้ายเป็นเสี่ยวเซี่ยที่ถามคำถามที่ทุกคนอยากรู้ที่สุด “เฉิงเจี๋ย บอกพวกเราหน่อยสิ นายปิดยอดโฆษณาครั้งนี้ได้เท่าไหร่ ห้าหมื่น หรือว่าหนึ่งแสน?”
เพราะเขารู้สถานการณ์ของโรงงานเต้าหู้นี้ดี จึงไม่กล้าประเมินตัวเลขไว้สูงนัก คนอื่นๆ ก็จ้องมองเหวินเฉิงเจี๋ยด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน
เมื่อเห็นทุกคนทำตัวเป็นเจ้าหนูจำไม เหวินเฉิงเจี๋ยก็เผยรอยยิ้มลึกลับแล้วชูมือขึ้นมาหนึ่งข้าง
ทุกคนที่เห็นต่างก็เดาว่าคงเป็นห้าหมื่นแน่นอน
ซึ่งสำหรับบริษัทโฆษณาของพวกเขา ยอดห้าหมื่นถือเป็นงานเล็กมาก หากไม่ใช่ช่วงที่บริษัทกำลังซบเซา พวกเขาแทบจะไม่รับงานระดับนี้ด้วยซ้ำ บางคนที่ไม่พอใจท่าทางของเหวินเฉิงเจี๋ยตั้งแต่แรกจึงเริ่มพูดจาจิกกัด
“ฉันก็นึกว่าเท่าไหร่ ที่แท้แค่ห้าหมื่นเองเหรอเนี่ย ก็น่าขำดีนะที่นายดีใจได้ขนาดนี้ งานแบบนี้บริษัทเราแทบจะไม่ได้กำไรเลยด้วยซ้ำ”
“นั่นสิ เงินแค่นี้จะไปทำอะไรได้ ไม่พอจ่ายค่าแรงพนักงานเราด้วยซ้ำมั้ง!”
เหวินเฉิงเจี๋ยไม่สนใจคำเหน็บแนมเหล่านั้น เขาหันไปหาเสี่ยวเซี่ยแล้วพูดเสียงดังด้วยความตื่นเต้น “ฉันไม่ได้หมายถึงห้าหมื่น แต่เป็น ห้าแสนหยวน!”
สิ้นคำพูดของเขา ทุกคนในโถงทำงานถึงกับอึ้งกิมกี่ ตาค้างกันไปตามๆ กัน
“ฮ่าๆๆ คาดไม่ถึงกันล่ะสิ! แถมเขายังบอกอีกนะว่าในอนาคตจะเซ็นสัญญาเป็นคู่ค้าระยะยาวกับบริษัทเราด้วย อิจฉาฉันล่ะสิ!”
จังหวะนั้น ผู้จัดการแผนกที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องทำงานได้ยินเรื่องที่เหวินเฉิงเจี๋ยปิดยอดใหญ่ห้าแสนได้พอดี
เขารีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มเดินเข้ามาหาทันที “เฉิงเจี๋ย เก่งมาก! แค่แป๊บเดียวปิดยอดได้ตั้งห้าแสน ทุกคนต้องดูเขาเป็นตัวอย่างนะ คนเราต้องมีแรงกดดันถึงจะมีแรงผลักดัน นี่แหละคือตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของแผนกเรา!”
เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือของผู้จัดการ เหวินเฉิงเจี๋ยก็ยิ่งลำพองใจ “ขอบคุณที่ชมครับผู้จัดการ!”
“อ้อ แล้วที่นายบอกว่าเขาอยากจะเซ็นสัญญาระยะยาวกับเราน่ะ เรื่องจริงใช่ไหม?” ผู้จัดการถามย้ำ
“เขาบอกผมแบบนั้นครับ ขอแค่ผลงานออกมาได้ตามที่เขาคาดหวัง เขาก็พร้อมจะร่วมงานกับเรายาวๆ แถมยังบอกอีกว่าช่วงบ่ายจะร่างสัญญามาให้ผมเซ็นด้วย!”
เหวินเฉิงเจี๋ยพูดด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยพลัง ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความภูมิใจ โดยไม่ได้สังเกตเห็นแววตาแปลกๆ ของผู้จัดการเลยแม้แต่น้อย
แม้ดีลห้าแสนหยวนจะถือเป็นเรื่องปกติในประวัติศาสตร์ของบริษัท แต่เมื่อเทียบกับช่วงที่บริษัทกำลังย่ำแย่ในหลายเดือนที่ผ่านมา เงินก้อนนี้ก็นับว่าเป็นรายได้ที่ยอดเยี่ยมมาก
“ดีมาก ตั้งใจรักษามาตรฐานไว้นะ!” ผู้จัดการตบบ่าเหวินเฉิงเจี๋ยเบาๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องทำงานไป
ใกล้เวลาสิบเอ็ดโมงเช้า ผู้จัดการแอบเดินออกจากห้องทำงาน ขับรถฟอร์ดคันโปรดมุ่งหน้าไปยังโรงงานแปรรูปเต้าหู้ฟู่ไหลทันที
เมื่อมาถึงหน้าโรงงาน เขาแจ้งจุดประสงค์กับรปภ. แล้วได้รับอนุญาตให้เข้าไปข้างใน
ในตอนนั้น โจวหลินซานกำลังอยู่ในห้องทำงานของหลี่อี้หยางเพื่อหารือเรื่องการซ่อมบำรุงเครื่องจักร
เมื่อคุยกันได้สักพัก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น พนักงานเดินเข้ามาแจ้ง “เถ้าแก่ครับ ท่านรองผู้จัดการโจว ผู้จัดการแผนกขายจากบริษัทนิวเซนจูรีขอเข้าพบเพื่อคุยเรื่องโฆษณาครับ!”
โจวหลินซานขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “เขามาทำไม? ผมก็บอกไปแล้วนี่ว่าช่วงบ่ายจะส่งคนไปเซ็นสัญญาเอง”
“พาเขาเข้ามาที่นี่” หลี่อี้หยางสั่งพนักงาน
เขาที่เป็นนักธุรกิจมาสามสิบกว่าปีในชาติก่อน มีหรือจะไม่รู้เจตนาของผู้จัดการที่แอบมาหาเป็นการส่วนตัวแบบนี้ หากเป็นบริษัทอื่นเขาอาจจะไม่สนใจ แต่นี่เห็นชัดว่าหมอนี่จงใจจะมาขโมยผลงานของน้องเขยเขา ในฐานะพี่เขยเขาจะนิ่งดูดายไม่ได้
ไม่นานนัก ผู้จัดการจูก็เดินเข้ามา พร้อมทักทายหลี่อี้หยางและโจวหลินซานอย่างนอบน้อมตามคำแนะนำของพนักงาน
โจวหลินซานดูจะไม่ค่อยประทับใจพนักงานที่มาพบโดยไม่นัดหมายเท่าไหร่นัก แต่ก็พยักหน้ารับตามมารยาท “ผู้จัดการจู เชิญนั่งครับ”
“ไม่ทราบว่าผู้จัดการจูมีธุระอะไรกับโรงงานเราหรือเปล่าครับ?” โจวหลินซานถามต่อทันที
ผู้จัดการจูยิ้มประจบ “คืออย่างนี้ครับ ผมได้ยินลูกน้องรายงานว่าโรงงานของพวกท่านสนใจจะเซ็นสัญญาโฆษณามูลค่าห้าแสนหยวนกับบริษัทเรา”
“ใช่ครับ แล้วมันมีปัญหาอะไรตรงไหน? หรือว่าผู้จัดการจูคิดว่ายอดมันน้อยไป?”
“เปล่าครับๆ ท่านรองผู้จัดการโจวเข้าใจผิดแล้ว ผมจะไปคิดแบบนั้นได้ยังไง! ในทางกลับกัน ผมคิดว่าในฐานะผู้จัดการ ผมสามารถมอบส่วนลดพิเศษให้พวกท่านได้อีกขั้นหนึ่ง ซึ่งนี่เป็นอำนาจตัดสินใจของผมที่พนักงานตัวเล็กๆ ทำแทนไม่ได้ ผมทำแบบนี้ก็เพื่อความสัมพันธ์ระยะยาวของเรา เรื่องราคาคุยกันได้ครับ ส่วนเรื่องผลงาน รับรองว่าท่านจะพอใจแน่นอน!”
เจตนาของเขาชัดเจนมาก... ต้องเซ็นสัญญากับเขาเท่านั้น ถึงจะได้ส่วนลดพิเศษ
โจวหลินซานเหลือบมองหลี่อี้หยาง ก่อนจะตอบไปว่า “ผู้จัดการจูทำแบบนี้มันจะไม่ค่อยดีมั้งครับ? ถ้าเจ้าของบริษัทคุณรู้ว่าคุณแอบลดราคาเองแบบนี้ เขาจะไม่ตำหนิคุณเอาเหรอ?”
ผู้จัดการจูหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ “ที่ผมทำไปก็เพื่อผลประโยชน์ในระยะยาวของทั้งสองบริษัทครับ ในเมื่อเราได้ประโยชน์ทั้งคู่ ใครจะกล้าว่าอะไรล่ะครับ!”
เขามั่นใจมากว่าทั้งคู่ต้องตอบตกลง เพราะนิสัยของมนุษย์ย่อมเห็นแก่ตัว ใครล่ะจะยอมจ่ายเพิ่มอีกห้าหมื่นหยวนในเมื่อลดราคาได้? ส่วนจะเซ็นกับใคร สำหรับลูกค้าแล้วมันก็มีค่าเท่ากัน
หลี่อี้หยางที่นั่งเงียบมานานเอ่ยขึ้น “ความคิดของผู้จัดการจูก็น่าสนใจดีนะครับ แต่โรงงานเราขาดทุกอย่าง ยกเว้นไอ้เงินห้าหมื่นหยวนนี่แหละ! การทิ้งความสัตย์จริงเพื่อแลกกับเงินห้าหมื่น นั่นแหละคือสิ่งที่ผมเรียกว่า ความไร้ศีลธรรม!”
คำพูดของหลี่อี้หยางทำเอาผู้จัดการจูหน้าถอดสี เปลี่ยนเป็นสีแดงสลับขาวด้วยความอับอาย
แต่เพื่อให้ได้งานนี้มา เขายังคงฝืนยิ้มจอมปลอมต่อไป “เถ้าแก่หลี่พูดแรงไปแล้วครับ เหวินเฉิงเจี๋ยเป็นลูกน้องผม ผมเซ็นหรือเขาเซ็นมันก็เหมือนกันนั่นแหละ ผมก็แค่หวังดีอยากจะช่วยลดภาระให้โรงงานท่านเท่านั้นเอง ไม่ได้มีเจตนาอื่นจริงๆ ครับ”
หลี่อี้หยางยิ้มตอบด้วยท่าทางสุขุม “ขอบคุณในความหวังดีของผู้จัดการจูนะครับ ในเมื่อมันเหมือนกัน งั้นก็ไม่ต้องรบกวนคุณให้เสียเวลาหรอกครับ ช่วงบ่ายผมจะส่งคนไปเซ็นสัญญาที่นั่นเอง และถ้าคนที่เซ็นสัญญาไม่ใช่เหวินเฉิงเจี๋ย ความร่วมมือครั้งนี้ก็ถือเป็นอันยกเลิก!”
เมื่อโดนตอกกลับหน้าหงายขนาดนี้ ผู้จัดการจูรู้ดีว่าขืนอยู่ต่อก็มีแต่จะโดนดูถูกหนักกว่าเดิม เขาจึงลุกขึ้นยืน “โรงงานท่านช่างใจปล้ำจริงๆ งั้นผมก็คงไม่มีอะไรจะพูด... ขอตัว!”
พูดจบ เขาก็เดินกระแทกเท้าออกไปจากห้องทำงานของหลี่อี้หยางด้วยความโกรธจัด
เดิมทีนึกว่างานง่ายหมูเข้าปาก แต่ผลลัพธ์กลับตาลปัตรขนาดนี้
เขาสงสัยเหลือเกินว่า... เหวินเฉิงเจี๋ยกับเถ้าแก่หลี่มีความสัมพันธ์อะไรกันแน่? ถึงยอมควักเงินเพิ่มอีกห้าหมื่นเพื่อเซ็นสัญญากับพนักงานระดับล่างอย่างมัน
หลังจากผู้จัดการจูไปแล้ว หลี่อี้หยางมองดูรองผู้จัดการโจวที่ทำท่าเหมือนอยากจะถามบางอย่าง “คุณอยากจะถามผมใช่ไหม ว่าทำไมผมถึงไม่เซ็นสัญญากับเขา?”