- หน้าแรก
- ย้อนอดีตโรงงานเครื่องจักรยุค80
- บทที่ 584 การพบกันของทีมแปลทางเทคนิค
บทที่ 584 การพบกันของทีมแปลทางเทคนิค
บทที่ 584 การพบกันของทีมแปลทางเทคนิค
บทที่ 584 การพบกันของทีมแปลทางเทคนิค
“พวกคุณนี่...”
เจ้าหน้าที่จากฝ่ายจัดงานประชุมกำลังจะเอ่ยปาก ก็เห็นเฉินลู่หยางก้มตัวโผล่ออกมาจากเบาะหลังสุดของรถเก๋ง
“สหาย ผมเอง!”
เฉินลู่หยางโบกมือทักทายเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดงานประชุม
“พวกเรากลับมารายงานตัวแล้วครับ!”
พอฝ่ายจัดงานประชุมเห็นว่าเป็นเฉินลู่หยาง ก็ร้องอ๋อ “อ้อ! คุณนี่เอง!”
“คุณไม่ได้บอกว่าไปกินข้าวเหรอ ทำไมถึงขับรถกลับมาล่ะ”
เฉินลู่หยางยิ้ม “พวกเรามีสัมภาระเยอะ คิดว่าที่โรงงานมีรถ ก็เลยขับมาเลยครับ”
เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดงานประชุมหัวเราะ “คนอื่นเขาหอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรังเบียดเสียดกันมาบนรถไฟ คุณนี่ดีจริงนะ ยังขับรถของตัวเองกลับมาได้ด้วย”
“ดูแล้วรถของคุณน่าจะสบายกว่ารถบัสขนาดกลางของเราอีก ไม่งั้นก็ขับตรงไปที่บ้านพักรับรองเลยสิ”
พูดจบ เขาก็หันไปเรียกพวกอวี๋อั้นซาน
“สหาย รถกำลังจะออกไปที่บ้านพักรับรองแล้วนะ ถ้าคนครบแล้วก็ไปพร้อมกันเลย!”
“ไม่กล้าหรอกครับ พวกเราต้องทำตามการจัดการของฝ่ายจัดงานประชุมสิ”
เฉินลู่หยางยิ้มตอบ พลางก้มตัวลงไปยกสัมภาระ
ขณะที่ยก ก็ยังสั่งไปด้วย
“เสี่ยวหลง ระวังหน่อยนะ วางกระเป๋าไว้ด้านหลัง อย่าให้ทับเสื้อผ้าของท่านผู้นำ”
เมื่อขนสัมภาระขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว
เสียงเครื่องยนต์ดังทุ้มขึ้นหนึ่งครั้ง รถก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป นำพาทุกคนมุ่งหน้าไปยังบ้านพักรับรองของงานแสดงสินค้านำเข้าส่งออกรอบคัดเลือก
บ้านพักรับรองของงานแสดงสินค้านำเข้าส่งออกรอบคัดเลือก ถูกจัดไว้ที่อาคารแยกของโรงแรมการค้าต่างประเทศ อยู่ห่างจากสถานที่จัดงานไม่ถึงสองกิโลเมตร
ในห้องโถงมีตัวแทนจากทั่วทุกสารทิศมากำลังลงทะเบียนรายงานตัวกันอยู่แล้ว
บางคนสวมชุดจงซานผ้าขนสัตว์สีเทา บางคนสวมชุดทำงานสีน้ำเงิน และยังมีตัวแทนจากฝ่ายการค้าต่างประเทศสองสามคนที่สวมสูทผูกเนกไทปะปนอยู่ด้วย
ทุกคนสะพายกระเป๋าผ้าใบตุงๆ ไว้บนบ่า ในมือถือถุงกระดาษสีน้ำตาลที่เต็มไปด้วยเอกสาร บรรยากาศทั้งวุ่นวายและคึกคัก มีสำเนียงพูดจากหลากหลายพื้นที่
ทั้งสี่คนเดินมาที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ ยื่นบัตรประชาชนและหนังสือราชการออกไป
เจ้าหน้าที่หญิงที่รับผิดชอบการลงทะเบียนได้แจกบัตรประจำตัว ป้ายติดหน้าอก และป้ายห้องพักให้พวกเขา
เฉินลู่หยางรับป้ายติดหน้าอกของตัวเองมาดูอย่างตั้งใจ!
‘ตัวแทนกระทรวงอุตสาหกรรมในงานแสดงสินค้านำเข้าส่งออกรอบคัดเลือก · ที่ปรึกษาด้านเทคนิคและล่ามโครงการรถยนต์ตัวอย่างเพื่อการส่งออก'
เฉาชิงหางที่อยู่ข้างๆ ถึงกับอุทาน “เสี่ยวเฉิน ตำแหน่งของคุณนี่ไม่เล็กเลยนะ ดูดีมีระดับทีเดียว”
เฉินลู่หยางเอียงศีรษะอย่างภาคภูมิใจ “มาดูของคุณบ้างสิ”
เฉาชิงหางยื่นป้ายติดหน้าอกในมือให้เขาดูอย่างใจกว้าง
'ตัวแทนในงานแสดงสินค้านำเข้าส่งออกรอบคัดเลือก · ผู้รับผิดชอบการออกแบบรถยนต์ตัวอย่าง'
เฉินลู่หยางดูจบก็ยิ้มออกมา
“ถึงจะด้อยกว่าของผมไปนิดหน่อย แต่ก็ถือว่าไม่เลวเลยนะ~”
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่ พนักงานต้อนรับหญิงก็หยิบแฟ้มเอกสารหนาปึกออกมาจากลิ้นชักเป็นพิเศษ
“สหายเฉินลู่หยาง นี่คือตารางภารกิจในงานประชุมของคุณค่ะ”
“คุณสังกัดฝ่ายเทคนิคของงานประชุม เป็นตำแหน่งที่ต้องเคลื่อนที่ตลอดเวลา หากมีผู้เชี่ยวชาญ แขกต่างชาติ หรืองานประชุมด้านเทคนิคใดๆ ในโซนจัดแสดงเครื่องกล คุณจะต้องไปให้ความช่วยเหลือค่ะ”
เฉินลู่หยางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรับแฟ้มเอกสารที่พิมพ์ว่า “คู่มือการปฏิบัติงานในงานแสดงสินค้านำเข้าส่งออกรอบคัดเลือก”
เมื่อเปิดหน้าแรกออกดูก็พบกับตารางงานที่เรียงรายกันอย่างหนาแน่น
ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมประสานงานตรวจสอบอุปกรณ์ในโซนจัดแสดงเครื่องกลและยานยนต์ ก็เป็นการแปลทางเทคนิคภาคสนามและตรวจสอบเอกสารให้กับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญของกรมการค้าต่างประเทศ หรือไม่ก็ต้องเตรียมการแปลปากเปล่าและบันทึกข้อมูลทางเทคนิคสำหรับการประชุมประเมินผลร่วมระหว่างกระทรวงการค้าต่างประเทศและบริษัทนำเข้าและส่งออกเครื่องกลไฟฟ้าแห่งชาติ...
รายการที่เรียงเป็นแถวยาวเหยียด ทำเอาตาลายไปหมด
ลูกตาของเฉินลู่หยางแทบจะถลนออกมา
นี่จะให้คนได้นอนบ้างไหมเนี่ย?
เมื่อเห็นเฉินลู่หยางถือแฟ้มเอกสารหนาปึก เฉาชิงหางก็หัวเราะอย่างสมน้ำหน้า
“เสี่ยวเฉิน คุณนี่ได้รับการดูแลดีจังนะ มีเอกสารงานให้ด้วย?”
เฉินลู่หยางถอนหายใจ “การดูแลดีจริงๆ ครับ ปริมาณงานก็ดีจริงๆ ด้วย”
หลังจากลงทะเบียนเสร็จสิ้น ฝ่ายจัดงานประชุมก็นำพวกเขาขึ้นไปยังโซนที่พักชั้นบน
ประตูห้องที่เรียงรายอยู่สองข้างทางเดินมีป้ายคำว่า “ห้องตัวแทน” ติดอยู่ ในอากาศยังมีกลิ่นปูนขาวที่เพิ่งทาสีใหม่ๆ
อวี๋อั้นซาน ห่าวเฟิงชุน และเฉาชิงหางสามคนพักอยู่ที่โซนตัวแทนชั้นสี่
ส่วนเฉินลู่หยางต้องพักรวมกับสมาชิกทีมแปล โดยพักอยู่ที่ชั้นสองซึ่งเป็นชั้นสำหรับฝ่ายแปลโดยเฉพาะ
โชคดีที่ห้องของเฉินลู่หยางอยู่ตรงกลางของชั้นสอง ค่อนข้างเงียบสงบ
ห้องไม่ใหญ่มาก มีเตียงเดี่ยวสองเตียง โต๊ะเขียนหนังสือที่ใช้ร่วมกันหนึ่งตัว บนโต๊ะมีโคมไฟตั้งโต๊ะโป๊ะสีเขียว กาน้ำเคลือบ และกระดาษบันทึกเปล่าหนึ่งปึกวางอยู่
เขาวางแฟ้มเอกสารหนาปึกลงบนโต๊ะ แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนขอบเตียงที่ชิดผนัง ก่อนจะล้มตัวลงนอน
ดวงตาทั้งสองข้างมองเพดาน อดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา
“นึกว่าจะได้มาเปิดหูเปิดตาเสียอีก”
“หูเปิดตายังไม่ได้เปิดเลย ตัวเองกลับจะโดนหลอมเป็นวัตถุดิบเสียก่อน”
ขณะที่กำลังหงุดหงิดอยู่ ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดเข้ามาอีกครั้ง
เฉินลู่หยางรีบลุกพรวดขึ้นจากเตียงทันที ก็เห็นสหายชายอายุราวๆ ยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปีคนหนึ่งถือกระเป๋าเดินทางเดินเข้ามา
เมื่อเห็นเฉินลู่หยาง สหายชายคนนั้นก็ทักทายอย่างกระตือรือร้น “สวัสดีครับสหาย ผมชื่อไป๋หลี มาจากกระทรวงการค้าต่างประเทศและเศรษฐกิจครับ”
พลางพูด ไป๋หลีก็ชูป้ายติดหน้าอกที่เพิ่งได้รับมาให้ดูอย่างเป็นมิตร
เฉินลู่หยางก็ตอบกลับอย่างกระตือรือร้นเช่นกัน “สวัสดีครับสหายไป๋ ผมเฉินลู่หยาง มาจากโรงงานเครื่องกลประจำมณฑลครับ”
ไป๋หลีกำลังจะวางกระเป๋าลงข้างเตียง พอได้ยินดังนั้นก็ถึงกับตัวแข็งทื่อไปทั้งคน
“คุณคือเฉินลู่หยาง?”
เฉินลู่หยางพยักหน้า “ใช่ครับ ผมคือเฉินลู่หยาง”
กลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่เชื่อ เฉินลู่หยางรีบชูป้ายติดหน้าอกในมือขึ้นมาทันที
หลังจากเห็นป้ายติดหน้าอกแล้ว แววตาของไป๋หลีก็พลันเปล่งประกายร้อนแรงขึ้นมาทันที!
เขารีบวางกระเป๋าเดินทางลง แล้วยื่นมือทั้งสองข้างมาจับมือเฉินลู่หยาง น้ำเสียงเจือความตื่นเต้นเล็กน้อย
“เอ๊ะยา! ที่แท้คุณก็คือสหายเฉินลู่หยาง!”
“ได้ยินมานานแล้วว่ากระทรวงอุตสาหกรรมกับบริษัทนำเข้าและส่งออกเครื่องกลไฟฟ้าส่งที่ปรึกษาและล่ามที่ทั้งรู้ภาษาต่างประเทศและเข้าใจเรื่องเครื่องกลมาคนหนึ่ง ผมยังคิดอยู่เลยว่าเป็นวิศวกรอาวุโสท่านไหน ไม่คิดเลยว่าจะเป็นคุณ!!”
“แถมยังได้อยู่ห้องเดียวกับผมอีก!”
“ผมดีใจจริงๆ ครับ!!!”
“หนังสือ ‘คู่มือการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างมีประโยชน์’ ที่คุณเขียนน่ะ เขียนได้ดีมากเลยครับ!! ตอนนี้ในกระเป๋าผมยังพกไว้อยู่เล่มหนึ่งเลย ว่างๆ ก็ต้องหยิบขึ้นมาอ่าน”
“คุณมีแผนจะเขียนเล่มใหม่อีกไหมครับ?”
“...”
เมื่อฟังไป๋หลียิงคำถามรัวเป็นชุด เฉินลู่หยางถึงกับงงไปเล็กน้อย
การที่เขาถูกจดจำได้ในหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัยก็ยังพอว่า แต่การที่ถูกคนจากกระทรวงการค้าต่างประเทศและเศรษฐกิจยกให้เป็นไอดอลในการประชุมระดับประเทศเช่นนี้ มันค่อนข้างจะเกินจินตนาการไปหน่อย
เขารีบโบกมือปฏิเสธอย่างถ่อมตน
“โอ๊ย นั่นมันก็แค่ประโยคสนทนาในชีวิตประจำวันพื้นฐานที่สุด ให้พวกนักเรียนใช้สะดวกเท่านั้นเองครับ”
“พอมาอยู่ต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญอย่างพวกคุณแล้ว ของแค่นั้นมันก็แค่สอนจระเข้ให้ว่ายน้ำเท่านั้นแหละครับ”
ไป๋หลีรีบส่ายหน้าแล้วพูดอย่างจริงจัง
“คุณพูดอย่างนั้นไม่ได้นะครับ!”
“พวกเราที่ทำงานด้านต่างประเทศ ปกติจะเจอแต่พวกสัญญา การเจรจา จดหมาย ซึ่งเป็นภาษาทางการและสำนวนสำเร็จรูปเสียส่วนใหญ่”
“แต่พอต้องมาคุยกับแขกต่างชาติหรือประสานงานด้านเทคนิคภาคสนาม ก็มักจะติดขัด”
“หนังสือของคุณกลับมาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้พอดี!”
“ทุกประโยคสามารถใช้ได้ตรงตามสถานการณ์ เรียกได้ว่าเป็นตำราเรียนภาษาอังกฤษที่เข้าถึงง่ายที่สุดเลยครับ”
เฉินลู่หยางถูกชมจนรู้สึกเขินเล็กน้อย เกาหัวแล้วยิ้ม
“ผมก็แค่เขียนเล่นๆ ครับ ถือว่าบังเอิญมากกว่า ถ้าจะว่ากันเรื่องความเป็นมืออาชีพ ผมยังต้องเรียนรู้จากสหายที่ทำงานด้านการค้าต่างประเทศอย่างพวกคุณอีกเยอะครับ”
ไป๋หลีกล่าวอย่างชื่นชม “คุณถ่อมตัวเกินไปแล้วครับ! พวกเราตอนนี้ต่างก็รอคอยว่าเมื่อไหร่คุณจะออกหนังสือชุดใหม่อีกสักชุด!”
“จริงสิ คุณเคยเจอหัวหน้ากลุ่มเกาของเราหรือยังครับ?”
“ยังเลยครับ”
เฉินลู่หยางถามอย่างสงสัย “หัวหน้ากลุ่มเกาคือใครเหรอครับ?”
ไป๋หลีตอบ “หัวหน้ากลุ่มของเราชื่อเกาย่าหนิง เธอเป็นหัวหน้าสำนักงานต่างประเทศ กรมการจัดนิทรรศการ กระทรวงการค้าต่างประเทศและเศรษฐกิจ เป็นล่ามอาวุโสที่จบจากภาควิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่ง ระบบการแปลทั้งหมดของงานประชุมครั้งนี้ก็เธอเป็นคนนำทีมจัดตั้งขึ้นมาเองเลยครับ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ แววตาของไป๋หลีก็ฉายแววชื่นชมออกมา
“เธอไม่ใช่เจ้าหน้าที่ธรรมดาทั่วไปนะครับ!”
“ได้ยินว่าตอนที่เธอเพิ่งเริ่มทำงาน ก็เคยเป็นล่ามแปลพร้อมภาคสนามในงานกวางเจามาแล้ว เธอสามารถแปลต่อเนื่องแปดชั่วโมงได้โดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว”
“หลังจากนั้นเธอยังเคยเข้าร่วมคณะผู้แทนเยือนสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โปแลนด์ สหภาพโซเวียต ตลอดเส้นทางการแปลนั้น เรียกได้ว่าเป็นงานหินต่อเนื่องจริงๆ”
“พอแขกต่างชาติเปลี่ยนสำเนียง เปลี่ยนหัวข้อ เธอก็สามารถรับมือได้หมด”
“ที่เจ๋งที่สุดคือครั้งหนึ่งที่มอสโก อุปกรณ์ในที่ประชุมเกิดขัดข้องกะทันหัน เธอก็อาศัยเพียงนาฬิกาจับเวลาในมือ ฟังไปจดไปแปลไปต่อเนื่องกว่าสี่ชั่วโมงโดยไม่มีผิดพลาดแม้แต่ประโยคเดียว!”
“พอกลับมาแล้ว ทางฝ่ายต่างประเทศก็ลือกันให้ทั่วว่าเธอคือ ‘คอเหล็ก สมองเหล็ก ความจำเหล็ก’ เป็นหนึ่งในสุดยอดล่ามของกระทรวงเราเลยครับ”
“งานแสดงสินค้ารอบคัดเลือกครั้งนี้มีมาตรฐานสูง แขกต่างชาติเยอะ ภาษาหลากหลาย กระทรวงการค้าต่างประเทศและเศรษฐกิจจึงได้ระดมทีมล่ามที่แข็งแกร่งที่สุดจากทั่วประเทศมาเป็นการชั่วคราว เธอคือผู้รับผิดชอบสูงสุดและเป็นหัวหน้ากลุ่มของโซนจัดแสดงเครื่องกลด้วยครับ”
เฉินลู่หยางฟังแล้วรู้สึกนับถือขึ้นมาทันที “ถ้าอย่างนั้นเธอก็เป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริงเลยนะครับ ทั้งทุ่มเทและมีความสามารถ”
ไป๋หลีพยักหน้า แววตาเต็มไปด้วยความเคารพ
“ที่ผมมาที่นี่ได้ ก็ต้องขอบคุณเธอเหมือนกันครับ”
“ปีที่แล้วผมทำงานอยู่ที่แผนกภาษาของกระทรวง ตอนนั้นเธอต้องการคัดเลือกคนจากทุกหน่วยงานเข้ามาอยู่ในทีมแปลของงานนิทรรศการ บอกว่าต้องการคนที่ ‘ทั้งพูดคล่องและรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้’”
“ผมต้องสอบทั้งข้อเขียน สอบปากเปล่า และจำลองสถานการณ์จริง รวมสามรอบ ใช้เวลาไปครึ่งเดือนถึงจะผ่าน”
“มาเป็นล่ามที่นี่ยังต้องสอบด้วยเหรอครับ?” เฉินลู่หยางถามอย่างประหลาดใจ
“แน่นอนสิครับ!” ไป๋หลีพูดอย่างจริงจัง
“งานนิทรรศการมีมาตรฐานสูงขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าใครอยากจะมาก็มาได้นะครับ”
“ไม่ใช่แค่สอบความสามารถทางภาษา แต่ยังต้องทดสอบความเร็วในการตอบสนอง มารยาท และการจัดการสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันด้วย”
“สุดท้ายแล้วคนที่เหลืออยู่ได้ จากร้อยคนไม่เกินสามคนครับ กลุ่มของพวกเราสิบสองคน ล้วนผ่านการคัดเลือกมาอย่างเข้มข้น”
พูดจบ ไป๋หลีก็มองเฉินลู่หยางด้วยความอิจฉา
“แต่คุณไม่เหมือนกันครับ”
“ไม่ต้องสอบ แต่ได้รับการเสนอชื่อร่วมกันโดยตรงจากกระทรวงอุตสาหกรรมและบริษัทนำเข้าและส่งออกเครื่องกลไฟฟ้าแห่งชาติ นั่นเป็นจดหมายแนะนำตัวที่ลงนามโดยระดับรัฐมนตรีเลยนะครับ!”
“ในบรรดาสิบสองคนนี้ มีเพียงคุณคนเดียวที่มาจากสายเทคนิค คนอื่นต้องเรียกคุณว่า ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ เลยนะครับ”
เฉินลู่หยางถูกพูดจนหน้าแดงเล็กน้อย เกาหัวแล้วตอบ “ผมไม่ได้เก่งกาจขนาดที่คุณพูดหรอกครับ พูดง่ายๆ ก็คือ พอจะซ่อมรถเป็นบ้าง พูดภาษาต่างประเทศได้สองสามคำ บังเอิญจังหวะมันได้พอดี”
ไป๋หลีโบกมือแล้วพูดอย่างจริงจัง “คุณอย่าพูดอย่างนั้นสิครับ”
“คนอย่างคุณที่ ‘ทั้งรู้เทคนิคและรู้ภาษาต่างประเทศ’ ทั่วทั้งประเทศเราหาได้ยากนะครับ”
“พวกเราที่มาจากสายภาษาล้วนๆ พอเจอแขกต่างชาติถามปัญหาทางเทคนิค ก็ต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญมาช่วยตลอด คุณสามารถทำงานได้ทั้งสองด้านในเวลาเดียวกัน สุดยอดจริงๆ ครับ...”
หลังจากคุยกันไปหลายประโยค เฉินลู่หยางก็ถูกชมจนเขินไปหมด
ต่อให้จะเป็นการชื่นชมส่วนตัว ก็ไม่น่าจะชื่นชมกันขนาดนี้
แทบจะเรียกได้ว่าคลั่งไคล้แล้ว
ทั้งสองคนคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หยิบของของตนเอง แล้วเดินทางไปยังห้องประชุมตามที่ระบุไว้ในคู่มือการประชุม เพื่อเตรียมเข้าร่วมการประชุมใหญ่ครั้งแรกของทีมแปลในเย็นวันนั้น
เมื่อทั้งสองคนมาถึงห้องประชุมของบ้านพักรับรอง ในห้องก็มีคนนั่งอยู่แล้วเจ็ดแปดคน
บนผนังมีป้ายตัวอักษรขนาดใหญ่ติดอยู่ว่า “ทีมแปลฝ่ายต่างประเทศของงานประชุม – โซนจัดแสดงเครื่องกลและยานยนต์”
บนโต๊ะมีแผนผังโซนจัดแสดง รายชื่อโรงงานที่เข้าร่วมแสดงสินค้า และร่างคำอธิบายผลิตภัณฑ์ภาษาต่างประเทศที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดวางอยู่
คนเหล่านี้ไม่ได้รู้จักกันทั้งหมด
มีทั้งผู้นำจากกระทรวงการค้าต่างประเทศและเศรษฐกิจ บริษัทนำเข้าและส่งออกเครื่องกลไฟฟ้าแห่งชาติ
มีทั้งล่ามหนุ่มสาวที่ถูกดึงตัวมาจากวิทยาลัยภาษาต่างประเทศ วิทยาลัยการค้าต่างประเทศ
และยังมีล่ามอาวุโสสองสามคนจากสำนักงานต่างประเทศและสถาบันวิจัยในสังกัดกระทรวง
พวกเขาเป็นเพียงทีมงานเฉพาะกิจที่ถูกจัดตั้งขึ้นมา โดยอยู่ภายใต้การบริหารของสำนักงานต่างประเทศ กรมการจัดนิทรรศการ กระทรวงการค้าต่างประเทศและเศรษฐกิจ ซึ่งกรมการจัดนิทรรศการจะเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดตารางงาน แบ่งงาน ตรวจสอบการทำงาน และรายงานผลการปฏิบัติงาน
พูดง่ายๆ ก็คือ
นี่คือ “ทีมเฉพาะกิจ” ที่ถูกระดมมาจากทั่วประเทศ เป็นการรวมตัวกันของคนจากหลากหลายหน่วยงาน
ไม่นาน ประตูห้องประชุมก็ถูกผลักเปิดออก
สหายหญิงอายุสามสิบกว่าคนหนึ่งก้าวเข้ามา
เธอรูปร่างไม่สูง ผมเกล้าเป็นมวยเรียบร้อย สวมเสื้อสูทสีน้ำเงินเข้ม ที่ข้อมือเสื้อมีผ้าเช็ดหน้าสีขาวเหน็บอยู่ หน้าอกมีป้ายประจำตัวของงานประชุมห้อยอยู่
ก่อนที่จะพูด เธอวางแฟ้มในมือลงบนโต๊ะเบาๆ แล้วกวาดสายตามองทุกคน
“สวัสดีค่ะทุกคน” เธอเปิดปากพูด น้ำเสียงชัดเจนและมั่นคง
“ขอแนะนำตัวเองก่อนนะคะ ดิฉันชื่อเกาย่าหนิง เป็นรองหัวหน้าสำนักงานต่างประเทศ กรมการจัดนิทรรศการ กระทรวงการค้าต่างประเทศและเศรษฐกิจ ครั้งนี้รับผิดชอบงานของทีมแปลในโซนจัดแสดงเครื่องกลและยานยนต์ค่ะ”
“ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทั้งในช่วงงานแสดงสินค้ารอบคัดเลือกและช่วงที่จะต้องเดินทางไปเข้าร่วมงานกวางเจาที่กว่างโจวหลังจากผ่านการประเมินแล้ว ดิฉันจะปฏิบัติหน้าที่ ประสานงาน และสรุปงานร่วมกับทุกคนค่ะ”
เธอหยุดเล็กน้อย แล้วเผยรอยยิ้มบางๆ
“นี่เป็นการพบกันครั้งแรกของเรา เรายังไม่คุ้นเคยกันดี มาทำความรู้จักกันก่อนนะคะ”
สหายชายที่นั่งอยู่ใกล้ประตูเป็นคนแรกที่เปิดปากพูด “ผมชื่อจางเหว่ยหลุน มาจากแผนกแปลฝ่ายการค้าต่างประเทศ เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสเล็กน้อยครับ”
จากนั้นสหายหญิงที่นั่งข้างๆ ก็พูดขึ้น “ดิฉันชื่อหม่าเหยา มาจากวิทยาลัยภาษาต่างประเทศ เชี่ยวชาญภาษาญี่ปุ่นค่ะ”
เด็กสาวที่สวมแว่นตาอีกคนก็พูดต่อ “หลิวชิงค่ะ มาจากวิทยาลัยการค้าต่างประเทศ ถนัดภาษาอังกฤษและภาษารัสเซียค่ะ”
“กัวฮุ่ยค่ะ ถูกดึงตัวมาจากสำนักงานต่างประเทศ เชี่ยวชาญภาษาเยอรมันค่ะ”
“หลินเจิ้งหมินครับ มาจากแผนกอุปกรณ์ บริษัทนำเข้าและส่งออกเครื่องกลไฟฟ้าแห่งชาติ พอจะรู้ภาษาอิตาลีและศัพท์เฉพาะทางเครื่องกลอยู่บ้างครับ”
ทุกคนแนะนำตัวทีละคน ส่วนเฉินลู่หยางก็ก้มหน้าก้มตาจดบันทึกอย่างรวดเร็ว
ใครถนัดภาษาอะไร มาจากหน่วยงานไหน ใครมีความรู้ทางเทคนิค ใครมาจากสายภาษาล้วนๆ เขาทำเครื่องหมายไว้ทั้งหมด
นิสัยนี้เขาได้มาตั้งแต่สมัยอยู่โรงซ่อมรถ ทีมใดก็ตามต้องทำความเข้าใจโครงสร้างก่อน ถึงจะสามารถแบ่งงานได้อย่างราบรื่น
พอถึงตาเขา ทุกคนก็หันมามองหนุ่มน้อยคนนี้โดยไม่รู้ตัว
“สวัสดีครับทุกคน ผมชื่อเฉินลู่หยาง มาจากโรงงานเครื่องกลประจำมณฑล ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ที่เป่าต้า ครั้งนี้ได้รับมอบหมายร่วมจากกระทรวงอุตสาหกรรมและบริษัทนำเข้าและส่งออกเครื่องกลไฟฟ้าแห่งชาติ ให้มาทำหน้าที่ที่ปรึกษาด้านเทคนิคและล่ามของโซนจัดแสดงครับ”
ทุกคนเริ่มซุบซิบกันเบาๆ
แม้แต่เกาย่าหนิงก็ยังเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“แล้วภาษาที่ถนัดล่ะคะ?” เธอถาม
เฉินลู่หยางหยุดไปชั่วครู่ “โดยพื้นฐานแล้ว ภาษาส่วนใหญ่ผมถนัดหมดครับ”
คำพูดนี้ทำเอาสายตาทุกคนในห้องจับจ้องมาที่เฉินลู่หยางเป็นตาเดียว
หม่าเหยา หลิวชิง และกัวฮุ่ยสามสาวถึงกับเอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ