- หน้าแรก
- ย้อนอดีตโรงงานเครื่องจักรยุค80
- บทที่ 11 ผู้ชายที่ไหนเขาดื่มน้ำขิงน้ำตาลแดงกัน!
บทที่ 11 ผู้ชายที่ไหนเขาดื่มน้ำขิงน้ำตาลแดงกัน!
บทที่ 11 ผู้ชายที่ไหนเขาดื่มน้ำขิงน้ำตาลแดงกัน!
บทที่ 11 ผู้ชายที่ไหนเขาดื่มน้ำขิงน้ำตาลแดงกัน!
ผู้หญิงคนนี้เป็นแมวหรือไง? ทำไมเดินเงียบขนาดนี้!
เฉินจินเยว่เลิกคิ้วขึ้น มองเฉินลู่หยางที่ยืนตัวแข็งอย่างสงสัย
ในช่วงเวลาที่เขาทำงานที่โรงแรม เขาก็พอเข้าใจระบบการทำงานอยู่บ้าง
แม้ว่าเฉินจินเยว่จะยังอายุน้อยและเป็นเพียงผู้จัดการล็อบบี้ แต่เธอมีอำนาจไม่น้อยเลย
ครึ่งหนึ่งของโรงแรมอยู่ภายใต้การดูแลของเธอ
แม้ปกติเธอจะทำเป็นไม่เห็นเวลาพนักงานแอบเอาลูกอม ชา หรือของเล็ก ๆ น้อย ๆ กลับบ้าน
แต่การใช้ครัวของโรงแรมเพื่อเตรียมเครื่องดื่มให้แขกฟรี แบบนี้มันคนละเรื่องกันเลย!
หากเรื่องนี้รู้ไปถึงเบื้องบน เธออาจถูกหักเงินเดือนได้เลยทีเดียว
เฉินลู่หยางทำได้เพียงยอมรับความจริง
“พี่เยว่ ผมเห็นสหายคนนั้นเมารถหนักมาก ก็เลยไปขอน้ำขิงน้ำตาลแดงจากครัวมาให้เธอ เผื่อเธอดื่มแล้วจะรู้สึกดีขึ้น”
“ส่วนที่บอกว่าโรงแรมแจกฟรี ผมแค่ไม่อยากให้แขกรู้สึกกังวล เลยพูดไปแบบนั้นเอง”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ
อากาศเดือนสิงหาคมขนาดนี้ แต่มือของเสี่ยวเหลียนกลับเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็ง
เธอปวดท้องจนเดินแทบไม่ไหว
ไม่ต้องพูดถึงว่าเธอเป็นตัวแทนของงานประชุมเลย
ต่อให้เป็นแค่คนแปลกหน้า เขาก็ต้องช่วยอยู่แล้ว
เฉินจินเยว่แค่นเสียง “นายก็รู้จักเลือกช่วยดีนี่? ตัวแทนจากโรงงานเหล็กและปูนซีเมนต์ก็เมารถเหมือนกัน ทำไมนายไม่ไปเสิร์ฟน้ำขิงให้พวกเขาบ้างล่ะ?”
เฉินลู่หยางรีบแก้ตัว “พวกผู้ชายน่ะหนังหนากระดูกแข็ง แค่สูบบุหรี่สักมวนก็หายแล้วครับ แต่ขิงกับน้ำตาลในครัวของโรงแรมมีจำกัด”
“แน่นอนว่าเวลามีปัญหา ก็ต้องดูแลผู้หญิงก่อน”
“อีกอย่าง ผู้ชายที่ไหนเขาดื่มน้ำขิงน้ำตาลแดงกัน? มีน้ำเย็นให้ดื่มก็บุญแล้ว!”
ขณะพูด เฉินลู่หยางก็คอยสังเกตสีหน้าของเฉินจินเยว่ไปด้วย
เมื่อเห็นว่าเธอยังคงไม่เปลี่ยนท่าที
เขาก็ตัดสินใจงัดไม้ตายออกมา
เขาส่งสายตาอ้อนวอนให้เธอ ดวงตาคู่สวยฉายแววเว้าวอน
“พี่เยว่ ผมรู้ว่าผิดไปแล้ว ยกโทษให้ผมเถอะนะครับ”
เขาได้ค่าแรงแค่วันละ 3 หยวน
ถ้าถูกหักเงินเพราะเอาน้ำขิงไปให้แขก คงไม่คุ้มเลย!
แม้ว่าการใช้กลยุทธ์ “ออดอ้อน” อาจดูน่าอายไปหน่อย แต่ก็ได้ผลดี!
ชุดยูนิฟอร์มที่พอดีตัวขับเน้นให้เห็นรูปร่างสูงเพรียวของเขา
แสงแดดลอดผ่านหน้าต่างส่องกระทบโครงหน้าของเขา ทำให้สันกรามคมชัดและจมูกโด่งเด่น
ตอนที่เฉินลู่หยางมาสมัครงาน เขาก็ใช้ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเป็นจุดขาย
และตอนนี้ มันก็ทำให้เฉินจินเยว่หงุดหงิดไม่ลง
ตั้งแต่เป็นผู้จัดการมา เธอเจอแต่พนักงานที่ชอบแอบหยิบของโรงแรมกลับบ้าน
แต่เฉินลู่หยางเป็นคนแรกที่เอาของไปช่วยเหลือแขกแทน
“คราวหลังอย่าทำอีก”
เฉินจินเยว่ทำหน้าดุ “ยังไม่ไปทำงานอีก? ถ้าพลาดต้อนรับแขกไปสักคน ฉันจะด่านายให้หูชาเลย!”
เฉินลู่หยางรีบพยักหน้ารับ แล้วรีบออกไปเหมือนรอดตาย
เฉินจินเยว่เดินไปเคาะประตูห้องของเสี่ยวเหลียน
เธอถือเบาะรองนั่งที่เอามาจากโรงแรมมาฝากเธอ
ตั้งแต่แรกเธอก็สงสัยแล้วว่าเสี่ยวเหลียนไม่ได้เมารถจริง ๆ
เลยตั้งใจนำเบาะมาฝาก
แต่ดันมาเจอเฉินลู่หยางที่กำลังยกน้ำขิงมาให้แขกก่อนซะนี่
ไหวพริบดี ใส่ใจรายละเอียด และรู้จักดูแลแขกดี
ในสายตาเธอ ถือว่าเป็นพนักงานที่น่าจับตามอง
อย่างน้อย เขาก็ไม่ใช่คนไม่มีเซ้นส์จนทำให้โรงแรมเสียชื่อ
หลังจากส่งน้ำขิงเสร็จ เฉินลู่หยางก็กลับไปที่ล็อบบี้เพื่อช่วยต้อนรับแขกต่อ
ตอนแรกเขายังพยายามจำชื่อและหน่วยงานของแขกแต่ละคน
แต่พอแขกเริ่มหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น เขาก็เริ่มตามไม่ทันแล้ว
ผู้แทนที่มาร่วมประชุมมาจากทั่วทุกมุมประเทศ
บางคนหอบหิ้วกระเป๋าพะรุงพะรังกันมา
ถ้าเป็นผู้ชาย ส่วนใหญ่จะถือของเองได้
แต่ถ้าเป็นผู้หญิง เขาก็ต้องเข้าไปช่วยถือสัมภาระให้
ถ้ายิ่งเป็นแขกที่อายุมาก เดินช้าเป็นเต่าคลาน
เฉินลู่หยางแทบอยากหิ้วพวกเขาพร้อมกระเป๋าไปส่งถึงห้องเลย!
ทั้งวันผ่านไป ฝ่ามือของเขาเต็มไปด้วยตุ่มพอง
เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อหลายรอบ
พอมีโอกาสพักหายใจ
เฉินลู่หยาง ซ่งเหลียวซา และจูซิงฮั่วก็นั่งพิงกำแพงหอบแฮ่ก ๆ
“ฉันรู้สึกเหมือนโดนหลอกให้มาทำงานยังไงไม่รู้!”
ซ่งเหลียวซามองไปข้างหน้าด้วยดวงตาเศร้าสร้อย ว่างเปล่าและเลื่อนลอย
“ตอนแรกบอกว่าจะรับพวกเรามาเป็นพนักงานต้อนรับเพราะหน้าตาดี”
“แต่วันนี้ทั้งวัน ฉันแบกของไปตั้งสิบกว่ารอบ นี่มันงานต้อนรับหรือแบกหามกันแน่?”
“ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ ไปทำงานขนของที่สถานีรถไฟยังจะได้เงินเยอะกว่า”
จูซิงฮั่วถอนหายใจอย่างหมดแรง “อย่าว่าแต่ขนของเลย ทำงานในโรงงานยังไม่เหนื่อยขนาดนี้”
เช้านี้ คนที่เหนื่อยที่สุดคือจูซิงฮั่ว
เพราะเขาตัวสูงใหญ่และมีกำลังมาก ใครที่มีกระเป๋าใบโต ๆ ก็เรียกหาเขาหมด
ทำให้หลังจากทำงานมาทั้งวัน หลังของเขาแทบจะยืดไม่ขึ้นแล้ว
เฉินลู่หยางบิดยูนิฟอร์มของตัวเองที่เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ก่อนพูดปลอบใจแบบขำ ๆ
“ก่อนหน้านี้เรามักพูดว่า ‘รับใช้ประชาชน’ วันนี้เราถือว่าได้ทำตามคำปฏิญาณแล้วล่ะ”
“รอรับแขกชุดสุดท้ายเสร็จเมื่อไหร่ งานของพวกเราก็เป็นอันเสร็จสิ้น”
ซ่งเหลียวซาและจูซิงฮั่วถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกัน
ขณะนั้นเอง รถอีกคันก็มาจอดที่หน้าโรงแรม
จูซิงฮั่วสูดหายใจลึก ๆ ตั้งท่าเหมือนนักรบ ก่อนลุกขึ้นยืนด้วยสองมือเท้าที่หัวเข่า
“ไปทำงานกันพี่น้อง! คำปฏิญาณมาอีกแล้ว!”
ตกเย็น สายลมเย็นจากริมแม่น้ำพัดเข้ามาไล่ความร้อนของตอนกลางวันออกไป
ตัวแทนที่มาร่วมประชุมหลายคนออกมาเดินเล่นรับลมเย็น
โรงแรมซงถิงเป็นอาคารสไตล์บาโรกที่มีความสวยงามทั้งในเชิงศิลปะและสถาปัตยกรรม
ผู้คนจำนวนไม่น้อยเดินเข้าไปที่ร้านถ่ายรูปใกล้ ๆ เพื่อขอให้ช่างภาพช่วยถ่ายรูปพวกเขาคู่กับโรงแรมไว้เป็นที่ระลึก
เฉินลู่หยางกำลังนั่งพักอยู่บนขั้นบันไดด้านหน้าโรงแรม พอจะยืดเส้นยืดสาย ก็มีเสียงเรียกดังขึ้น
“สหาย คุณช่วยถ่ายรูปให้ผมหน่อยได้ไหม?”
ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตสีเทาและใส่แว่น มองเฉินลู่หยางด้วยท่าทีเกรงใจ
เฉินลู่หยางจำเขาได้!
ตอนบ่าย หมอนี่ลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เข้ามา เขาเป็นคนช่วยขนขึ้นไปถึงชั้นห้า
เกือบหลังหักเลยทีเดียว
“ไม่มีปัญหา!”
เฉินลู่หยางเช็ดเหงื่อบนฝ่ามือลงกับกางเกง ก่อนลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
เขารับกล้องจากชายหนุ่ม ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“กล้องไห่โอวเหรอ!?”
ของดีเลยนี่!
กล้องตัวนี้ราคาต่ำสุดก็ 200 หยวน ถ้าเป็นรุ่นดี ๆ อาจสูงถึง 400 กว่าหยวน
น้ำหนักของมันหนักมือพอดี บ่งบอกว่าเป็นของใหม่แกะกล่อง
“เวลาถ่าย กดปุ่มสีแดงนะครับ อย่าไปโดนส่วนอื่น”
ชายหนุ่มอธิบายอย่างละเอียด เห็นได้ชัดว่าเป็นห่วงว่าฟิล์มจะเสีย
“วางใจได้เลยสหาย ผมจะถ่ายให้คุณออกมาหล่อสุด ๆ!”
เฉินลู่หยางพูดอย่างมั่นใจ ยกกล้องขึ้นเตรียมกดชัตเตอร์
แต่ตอนนี้ถนนตงฟางมีคนเดินเล่นมากมาย
แถมยังมีผู้เข้าร่วมประชุมหลายคนกำลังถ่ายรูปหน้าโรงแรมกันอยู่
คนเยอะมากจนเก็บวิวสวย ๆ เข้าเฟรมไม่ได้เลย
เฉินลู่หยางเดินไปทางซ้ายที ขวาที หมุนรอบตัวชายหนุ่มอยู่ครึ่งรอบ
แต่ก็ยังหามุมที่เหมาะสมไม่ได้
“ไม่ได้เลย คนเยอะเกิน วิวเก็บไม่ครบ”
เฉินลู่หยางยืนขึ้น มองไปรอบ ๆ ก่อนจะพูดขึ้น
“สหาย เราเปลี่ยนที่กันหน่อย ลองไปตรงนั้นดู!”