- หน้าแรก
- เสน่ห์ร้ายอสุรกายคลั่ง
- บทที่ 15: ผู้นำทาง 15
บทที่ 15: ผู้นำทาง 15
บทที่ 15: ผู้นำทาง 15
สีหน้าหมดคำจะพูดของอวี้ซิงนั้นแสดงออกชัดเจนเสียจนคนความรู้สึกช้าอย่างเหวินชิงก็ยังดูออก
เขาทบทวนสิ่งที่ตัวเองเพิ่งพูดออกไป ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ฟังดูมีเหตุมีผลและมีมูลความจริงชัดเจน
ในเมื่ออวี้ซิงไม่พูด เขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากถามว่า "ผมพูดอะไรผิดไปเหรอครับ?"
อวี้ซิงหลุบตามองเหวินชิงที่กำลังทำหน้างุนงง
ใบหน้าเล็กๆ นั้นแหงนขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตากระจ่างใสเบิกกว้างขึ้นนิดๆ เต็มไปด้วยความสับสนมึนงง ราวกับลูกแมวตัวน้อยที่กำลังเด๋อด๋า—ทั้งที่อาหารแมววางอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่กลับใช้มังคุดน้อยๆ เขี่ยออกพลางร้องเหมียวๆ บอกว่ามันกินไม่ได้
ทั้งที่เป็นคนที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่ม แต่กลับหยัดยืนเอาตัวรอดมาได้จนถึงตอนนี้... อวี้ซิงคลึงปลายนิ้วตัวเอง ก่อนจะค่อยๆ ยกมือขึ้นหยิกแก้มเหวินชิงเบาๆ
หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน ช่วงสองวันมานี้ อีกฝ่ายดูเหมือนจะผอมลงไปอีก
ไม่ค่อยมีเนื้อมีหนังให้หยิกสักเท่าไหร่ สัมผัสจึงไม่ค่อยดีนัก
เหวินชิงปัดมือของอวี้ซิงออกแล้วก้าวถอยหลังพลางขมวดคิ้ว "อย่ามาทำรุ่มร่ามนะครับ"
อวี้ซิงเดาะลิ้นและชักมือกลับ ปลายนิ้วราวกับยังคงหลงเหลือไออุ่นจากอุณหภูมิร่างกายของมนุษย์อยู่
"ลองคิดดูดีๆ อีกทีสิ"
เหวินชิงทำหน้างง "คิดเรื่องอะไรครับ?"
อวี้ซิง "...คิดเรื่องวิธีใช้การ์ดเทพไง"
เหวินชิงชะงักไปเล็กน้อย การที่อวี้ซิงพูดแบบนี้ออกมาได้ นั่นหมายความว่า... "คุณรู้วิธีใช้การ์ดเทพแล้วเหรอครับ?"
อวี้ซิงไม่ได้ปิดบังความประหลาดใจบนสีหน้าเลยแม้แต่น้อย เขาเลิกคิ้วขึ้นและพูดกับเหวินชิงว่า "โอ้ ตอนนี้นายก็จับประเด็นเก่งใช้ได้นี่นา"
เมื่อได้ยินดังนั้น เหวินชิงก็ยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเอง เขาเมินเฉยต่อคำพูดประชดประชันของอวี้ซิงโดยสิ้นเชิง และรีบซักไซ้ "ตกลงว่าการ์ดเทพมันใช้ยังไงกันแน่ครับ?"
อวี้ซิงเอียงคอ บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ "อยากรู้คำตอบงั้นเหรอ?"
เหวินชิงพยักหน้า
อวี้ซิงเอ่ยถามอย่างเกียจคร้าน "แล้วค่าตอบแทนล่ะ?"
เหวินชิงพูดอย่างจริงจัง "พวกเรามาช่วยกันวิเคราะห์ แล้วก็เคลียร์ด่านออกไปจากที่นี่ด้วยกันไงครับ"
"หลังจากออกไปแล้ว ไม่ว่าคุณต้องการอะไร ถ้าผมมีล่ะก็..."
อวี้ซิงแค่นหัวเราะและพูดแทรกขึ้นมา "ที่นี่ร้านเล็ก ไม่รับแปะโป้งนะ"
หมายความว่าเขาต้องจ่ายค่าตอบแทนเดี๋ยวนี้เลย
เหวินชิงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก้มหน้าลงค้นกระเป๋าตัวเองตามสัญชาตญาณ
เขาไม่มีเงินสักแดงเดียว ไม่มีอะไรติดตัวเลยสักอย่าง
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะพละกำลัง สติปัญญา หรืออะไรก็ตาม เขาก็เทียบพวกอวี้ซิงไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
พูดง่ายๆ ก็คือ ในด่านเกมนี้ เขาไม่สามารถช่วยเหลืออะไรอวี้ซิงได้เลย แถมยังอาจจะเป็นตัวถ่วงเสียด้วยซ้ำ
เหวินชิงเม้มริมฝีปาก ตระหนักถึงความไร้ประโยชน์ของตัวเอง
อวี้ซิงรออยู่อึดใจหนึ่ง แต่กลับเห็นเพียงเหวินชิงที่หลบตา ท่าทางห่อเหี่ยวลงเรื่อยๆ จนแทบจะมุดหน้าลงกับอก
"ยังคิดไม่ออกอีกเหรอ?"
เขายกมือขึ้นเชยคางเหวินชิง รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากขณะเอ่ยด้วยน้ำเสียงยานคาง "ค่าตอบแทนที่ฉันหมายถึงน่ะ ก็คือ..."
ประโยคครึ่งหลังถูกละไว้ในฐานที่เข้าใจ แต่เหวินชิงกลับสัมผัสได้ว่าสายตาของอวี้ซิงค่อยๆ เลื่อนจากใบหน้าของเขาต่ำลงมายังเรือนร่าง
เหวินชิงตระหนักได้ในทันทีว่าอวี้ซิงชอบผู้ชาย... พวงแก้มของเขาแดงซ่านขึ้นมาทันที ลามไปจนถึงปลายหูที่กลายเป็นสีชมพูระเรื่อ
เหวินชิงถามตะกุกตะกัก "ค-คุณไม่อยากจบเกมนี้เหรอครับ?"
"ทำไมถึงต้องปิดบังทุกคนด้วย?"
อวี้ซิงเหยียดยิ้ม "ฉันก็บอกแล้วไง ว่าฉันกำลังสนุกกับเกมนี้อยู่"
"สำหรับฉัน ส่วนที่สนุกที่สุดของเกมก็คือกระบวนการ ไม่ใช่ผลลัพธ์หรอกนะ"
เหวินชิงเม้มริมฝีปากแน่น "คุณครูกับซือคงก็อาจจะรู้วิธีใช้การ์ดเทพเหมือนกัน"
อวี้ซิงเลิกคิ้ว "นายแน่ใจเหรอ?"
เหวินชิงเองก็ไม่แน่ใจ
เขาคิดว่าถ้าคุณครูรู้ล่ะก็ คงจะบอกทุกคนไปตั้งนานแล้ว
ส่วนซือคงก็ดูเหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง แต่ก็คงไม่เป็นฝ่ายริเริ่มบอกทุกคนหรอก
ตอนนี้มีแค่อวี้ซิงคนเดียวที่กล้าพูดออกมาตรงๆ ว่ารู้
อวี้ซิงหลุบตาลง นิ้วชี้งอเล็กน้อยเกี่ยวคางเหวินชิงเบาๆ ราวกับกำลังหยอกล้อลูกแมวลูกหมา "แล้วไงต่อล่ะ?"
"จะใช้เวลาค่อยๆ คิดดูก่อนไหม?"
เหวินชิงทนความรู้สึกจั๊กจี้ที่ปลายคาง ใบหน้าแดงก่ำ ผ่านไปเนิ่นนาน เขาก็เอ่ยอย่างตะกุกตะกัก "ผ-ผมตัดสินใจได้แล้วครับ"
อวี้ซิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เขาคิดว่าคงต้องมีคนตายเพิ่มอีกสักคน เหวินชิงถึงจะคิดตกเสียอีก...
เหวินชิงพ่นลมหายใจ หลับตาปี๋แล้วก้าวไปข้างหน้า สวมกอดรัดรอบเอวของอวี้ซิงเอาไว้ จากนั้นก็ตบหลังอวี้ซิงเบาๆ ราวกับกำลังปลอบโยนเด็กน้อย
อวี้ซิงชะงักงัน เขาไม่คาดคิดเลยว่าเหวินชิงจะเข้ามากอดเขาดื้อๆ ซ้ำยังไร้เดียงสาถึงเพียงนี้
และก็ไม่คาดคิดด้วยว่าตัวของเหวินชิงจะทั้งหอมและนุ่มนิ่มขนาดนี้ กลิ่นหอมเย้ายวนที่แผ่ออกมาจากจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์สะอาดอบอวลไปทั่วบริเวณ ชวนให้รู้สึกสดชื่นสบายใจ
ลูกกระเดือกของอวี้ซิงขยับขึ้นลงขณะที่เขาค่อยๆ ก้มหน้าลง สูดดมกลิ่นกายของเหวินชิงเบาๆ—มันคือกลิ่นหอมอันอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาของฤดูใบไม้ผลิ
จู่ๆ อวี้ซิงก็รู้สึกหิวขึ้นมา
เสี้ยววินาทีก่อนที่เขาจะได้อ้าปากพูด เหวินชิงก็ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ทิ้งระยะห่างระหว่างพวกเขา
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เหวินชิงเป็นฝ่ายริเริ่มกอดใครก่อน แพขนตาของเขาสั่นระริกน้อยๆ ขณะเอ่ยถามอย่างขัดเขิน "พ-พอหรือยังครับ?"
อวี้ซิงจ้องมองเขาลึกซึ้ง กลิ่นหอมนั้นราวกับยังคงอวลอยู่ปลายจมูก
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "นี่... นายยังบริสุทธิ์อยู่หรือเปล่า?"
เหวินชิงตกตะลึง ใบหน้าที่แดงจัดอยู่แล้วลามไปทั่วทั้งตัวด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ลำคอและแผงอกเจือสีแดงระเรื่อ
คำตอบของคำถามนั้นชัดเจนในตัวอยู่แล้ว
เหวินชิงทั้งอายทั้งโกรธ "ย-ยังบริสุทธิ์แล้วมันผิดตรงไหนล่ะครับ!"
นัยน์ตาเรียวยาวของอวี้ซิงโค้งขึ้นเล็กน้อยขณะเอ่ยด้วยน้ำเสียงลอยหน้าลอยตา "บริสุทธิ์น่ะดีแล้ว"
"ฉันชอบคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ ฝึกง่ายดี"
เหวินชิงรู้สึกเพียงว่าพวงแก้มของตัวเองร้อนผ่าวขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานนัก เสียงตู้มก็ดังลั่นในหัว สมองของเขาหยุดทำงานไปเสียดื้อๆ
เขาไม่มีปัญญารับมือกับคนอย่างอวี้ซิงที่กะล่อนพราวเสน่ห์ทั้งนอกทั้งในแถมยังหน้าด้านไร้ยางอายแบบนี้ได้เลยจริงๆ
ผ่านไปสักพัก อวี้ซิงก็เหยียดยิ้มและพูดด้วยอารมณ์ดี "นี่มันเป็นเกมที่ง่ายมากๆ ไม่ต้องคิดอะไรให้ซับซ้อนหรอก"
"แค่ใช้สมองน้อยๆ ของนายคิดถึงความหมายตามตัวอักษรก็พอแล้ว"
สมองของเหวินชิงเริ่มหมุนอย่างเชื่องช้า แต่เขาก็ยังคงคิดไม่ออกอยู่ดี
"คุณบอกผมมาตรงๆ เลยไม่ได้เหรอครับ?"
"ผม... ผม..." เหวินชิงหยุดชะงักและเค้นประโยคหนึ่งออกมา "ผมก็กอดคุณไปแล้วนี่นา"
อวี้ซิงแก้ให้ใหม่ "นั่นมันก็แค่กอดเอวต่างหาก"
"ฉันเป็นคนยุติธรรมมากนะ" เขาจ้องมองเหวินชิงพลางบอกใบ้ "นายให้อะไรฉันมา ฉันก็จะให้อย่างนั้นตอบแทนไปเท่าๆ กัน"
ทันทีที่เขาพูดจบ ร่างของใครอีกคนก็ปรากฏขึ้นที่ประตูห้องครัว
จี้อวี่เดินเข้ามา สายตาของเขากวาดมองเหวินชิงที่หน้าแดงก่ำไปทั้งตัวอย่างแนบเนียน
เขายิ้มและพูดกับเหวินชิง "เหวินชิง ครูมีเรื่องอยากจะคุยกับอวี้ซิงเป็นการส่วนตัวน่ะ"
เหวินชิงพยักหน้าและเหลือบมองอวี้ซิง
อวี้ซิงขยิบตาให้เขาและพูดอย่างมีเลศนัย "ลองกลับไปคิดดูดีๆ ล่ะ ฉันจะรออยู่บนเตียงนะ"
"..."
เหวินชิงเดินออกจากห้องครัวไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อเหวินชิงเดินลับสายตาไปแล้ว จี้อวี่ก็เลิกคิ้วขึ้นและถามอวี้ซิง "นายตั้งใจจะบอกเขาเหรอ?"
อวี้ซิงเหยียดยิ้ม "ถึงบอกไป เจ้าโง่นั่นก็ไม่เชื่อหรอก"
จี้อวี่มองเขาอย่างเงียบๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา "แสดงว่านายอยากจะบอกเขาสินะ"
สีหน้าของอวี้ซิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย มุมปากของเขาตกลง
เมื่อเห็นดังนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของจี้อวี่ก็กว้างขึ้น "นายใจอ่อนลงแล้ว น่าสนใจจริงๆ"
ใบหน้าของอวี้ซิงเย็นชาลงขณะสวนกลับ "แล้วนายล่ะ?"
จี้อวี่พูดอย่างเฉยเมย "สรรพสัตว์ล้วนเท่าเทียม แน่นอนว่าฉันย่อมปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน"
"อีกเดี๋ยวก็จะถึงตาของเหวินชิงแล้ว"
"คงอีกไม่นานหรอก..." จี้อวี่หรี่ตาลง รอยยิ้มประดับบนใบหน้า "ก่อนที่เขาจะกลายเป็นหลี่ซือเหวินคนต่อไป"
"กลายเป็นตัวตนในแบบที่นายเกลียดที่สุด"
อวี้ซิงแค่นหัวเราะเบาๆ "ไม่ต้องห่วงหรอก เขาไม่เหมือนคนอื่น"
เขาคือเจ้าโง่จอมขี้ขลาดต่างหาก
ห้องนั่งเล่น
เหวินชิงนั่งประจำที่ของตัวเอง ผ่านไปไม่นาน เขาก็เห็นอวี้ซิงเดินหน้ามุ่ยออกจากห้องครัว
คงเป็นเพราะคุยกับคุณครูไม่ค่อยราบรื่นนัก อวี้ซิงจึงเดินหน้าตึงตรงขึ้นไปชั้นบนทันที
เหวินชิงมองตามแผ่นหลังของเขาไป พลางสงสัยว่าคำว่า 'ความหมายตามตัวอักษร' มันหมายความว่ายังไงกันแน่
ความหมายตามตัวอักษรของการ์ดเทพ... เทพงั้นเหรอ?
เทพอะไร? เทพแบบไหนกัน?
นอกจากคำว่า 'โรคจิต' แล้ว เหวินชิงก็คิดคำอื่นไม่ออกอีกเลย
ก่อนที่เขาจะคิดออก จู่ๆ เสียงหวานนุ่มนวลของผู้หญิงก็ดังขึ้นข้างหู
"ฉันขอโทษนะ"
เหวินชิงหันไปมอง หลี่ซือเหวินนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องๆ กับเขา เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ฉันขอโทษที่เข้าใจนายผิดไป"
เหวินชิงชะงักงัน เขาไม่ใช่คนผูกใจเจ็บ และความบาดหมางที่หลี่ซือเหวินมีต่อเขาส่วนใหญ่ก็เป็นผลมาจากปัจจัยภายนอก
ในเมื่อตอนนี้เธอเป็นฝ่ายเข้ามาขอโทษก่อน เหวินชิงจึงทิ้งเรื่องราวเมื่อวานและเมื่อเช้านี้ไว้เบื้องหลัง แล้วบอกกับหลี่ซือเหวินว่า "ไม่เป็นไรครับ"
หลี่ซือเหวินผ่อนลมหายใจ ฝืนยิ้มออกมาแล้วพูดช้าๆ "ฉันขอโทษจริงๆ ฉันแค่กลัวมากไปหน่อย อารมณ์ก็เลยไม่ค่อยปกติ"
"ฉันเป็นลูกคนเดียวน่ะ พ่อแม่ฉันอายุค่อนข้างมากแล้วตอนที่มีฉัน ฉันจินตนาการไม่ออกเลยจริงๆ ว่าถ้าเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นที่นี่แล้วจะเป็นยังไง—"
เหวินชิงตอบรับในลำคอ จู่ๆ ก็รู้สึกโชคดีนิดหน่อยที่ตัวเองเป็นเด็กกำพร้า
"ตอนที่แม่คลอดฉัน ท่านอายุมากแล้วแถมยังคลอดยากอีก พวกท่านแค่อยากให้ฉันมีชีวิตที่แข็งแรงสมบูรณ์ ตัวฉันเองก็เป็นคนไม่ได้มีความทะเยอทะยานอะไรมากมาย..."
หลี่ซือเหวินเล่าเรื่องพ่อแม่ของเธออยู่นานพักใหญ่ ก่อนจะถามขึ้น "แล้วนายล่ะ? นายมีพี่น้องบ้างไหม?"
เหวินชิงพยักหน้า ก่อนจะส่ายหน้า
เขาพูดกับหลี่ซือเหวิน "ผมเป็นเด็กกำพร้าครับ แต่ผมมีพี่ๆ น้องๆ อยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วย"
หลี่ซือเหวินนิ่งอึ้งไป "ฉ-ฉันขอโทษ ฉันไม่รู้ว่านายเป็น—"
เหวินชิงตอบเสียงเบา "ไม่เป็นไรครับ"
อันที่จริงเขาไม่ได้คิดว่าตัวเองน่าสงสารขนาดนั้น เขามีแม่ครูใหญ่ และเขาก็ได้ไปโรงเรียนเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ
เพียงแต่ทุกครั้งที่เขาพูดถึงเรื่องที่เป็นเด็กกำพร้า คนอื่นมักจะมองเขาด้วยสายตาเวทนาและรู้สึกผิด เหวินชิงจึงแทบไม่เคยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเลย
หลี่ซือเหวินเลิกพูดถึงพ่อแม่ของตัวเองแล้วเปลี่ยนเรื่องถาม "โจวโจวอยู่ไหนล่ะ? นายเห็นเขาบ้างไหม?"
"ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับเขานิดหน่อยน่ะ"
เหวินชิงบอกไปตามความจริง "เขาอยู่ในห้องนอนครับ ทางที่ดีเอาไว้ค่อยไปหาเขาทีหลังดีกว่า"
"ทำไมล่ะ?" หลี่ซือเหวินโพล่งถาม วินาทีต่อมา เธอก็ถามอีกครั้ง "เขาก็ได้รับผลกระทบจากบ้านพักหลังนี้เหมือนกันเหรอ?"
เหวินชิงพยักหน้า
หลี่ซือเหวินถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอคลี่ยิ้มบางๆ และพูดกับเหวินชิง ราวกับกำลังบอกตัวเองไปด้วย "เดี๋ยวพวกเราก็จะได้ออกไปแล้วล่ะ"
"พอออกไปได้ ทุกคนก็จะกลับมาเป็นปกติเอง"
เหวินชิงเงยหน้ามองเธอ รู้สึกกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูก
หลังจากออกไปแล้ว ทุกคนจะกลับมาเป็นปกติได้จริงๆ น่ะเหรอ?
ความคิดนั้นแวบเข้ามาในหัว และไม่นานเหวินชิงก็ตระหนักได้ว่าคำพูดของหลี่ซือเหวินมีบางอย่างผิดปกติ
ใครบอกกันล่ะว่าพวกเขากำลังจะได้ออกไปเร็วๆ นี้น่ะ?
เหวินชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามเสียงเบา "คุณหาวิธีเคลียร์ด่านเจอแล้วเหรอครับ?"
หลี่ซือเหวินทัดปอยผมไว้หลังใบหู มองเหวินชิงพลางเหยียดยิ้ม "แค่พวกเราหาตัวผู้นำทางเจอ พวกเราก็เคลียร์ด่านได้แล้ว"
"แล้วฉันก็รู้แล้วด้วยว่าคนคนนั้นคือใคร"
เหวินชิงเกิดลางสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาทันที เขาเอ่ยถามเสียงเบา "ใครเหรอครับ?"
"เฉินอี้อี้ไงล่ะ" หลี่ซือเหวินตอบ
หลังจากพูดจบ ใบหน้าจิ้มลิ้มของเธอก็บิดเบี้ยวเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองไปในอากาศด้วยความเคียดแค้น "เป็นหล่อนนั่นแหละ นังสารเลวนั่น"
"หล่อนแกล้งโง่มาตั้งแต่แรกเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของทุกคน ทำให้พวกเราไม่เคยนึกสงสัยหล่อนเลย"
หลี่ซือเหวินจ้องเขม็งมาที่เหวินชิง "นังแพศยาจอมวางแผนนั่น เหวินชิง นายเองก็ไม่สงสัยหล่อนเลยเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ!"
เหวินชิงมองดูใบหน้าของเธอที่เปลี่ยนไปต่อหน้าต่อตา หัวใจของเขาเย็นเยียบลงเรื่อยๆ เขาก้มหน้าลง ไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไร
อาการของหลี่ซือเหวินไม่ได้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย เธอแค่เปลี่ยนเป้าหมายก็เท่านั้น
ความเกลียดชังได้ย้ายจากเขาไปเป็นเฉินอี้อี้แทนแล้ว... เหวินชิงสมองขาวโพลน รู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้อีกแล้ว
นี่มันไม่ถูกต้องเลย
แต่เขาก็ไม่มีปัญญาจะหยุดยั้งมันได้... ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ เสียงอ่อนโยนของจี้อวี่ก็ดังขึ้นข้างหู "เหวินชิง เป็นอะไรไป?"
เหวินชิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น หลี่ซือเหวินเดินออกจากห้องนั่งเล่นไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ตอนนี้เหลือเพียงแค่เขากับจี้อวี่ในห้องนั่งเล่น
ด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด เขาคว้าแขนเสื้อของจี้อวี่ไว้แล้วกระซิบ "คุณครูครับ หลี่ซือเหวิน... เธอไม่ได้อาการดีขึ้นเลย"
เหวินชิงเม้มริมฝีปาก "ดูเหมือนตอนนี้เธอจะคิดว่าเฉินอี้อี้คือผู้นำทางน่ะครับ"
"พวกเราก็คุยกันอยู่ดีๆ แต่พอพูดถึงชื่อเฉินอี้อี้ปุ๊บ เธอก็กลายเป็นเหมือนเมื่อเช้านี้เลย"
"อย่างนั้นหรอกเหรอ..." จี้อวี่ขมวดคิ้วมุ่น บีบสันจมูกตัวเองแล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง "อาจจะเป็นเพราะสิ่งที่ครูพูดไป ทำให้เธอเกิดความเข้าใจผิดก็ได้"
"ครูขอโทษนะ"
เมื่อเห็นคุณครูขอโทษตัวเอง เหวินชิงก็รีบบอก "คุณครูครับ คุณครูไม่จำเป็นต้องขอโทษผมเลย"
จี้อวี่ถอนหายใจแผ่วเบา
เหวินชิงปลอบใจเขาเสียงเบา "คุณครูเองก็ไม่อยากให้เป็นแบบนี้หรอกครับ ทั้งหมดมันเป็นความผิดของระบบแล้วก็เกมนี้ต่างหาก"
ริมฝีปากของจี้อวี่โค้งขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า "ป่านนี้โจวโจวน่าจะใจเย็นลงบ้างแล้วล่ะ"
"ครูจะไปคุยกับเขา หวังว่าเขาจะได้สติกลับคืนมาบ้างนะ"
เหวินชิงเอาแต่ก้มหน้า จึงไม่ทันสังเกตเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของจี้อวี่ เขาพูดเสียงเบา "ขอให้โชคดีนะครับคุณครู"
จี้อวี่ลุกขึ้นยืนแล้วเดินขึ้นไปชั้นบน
เหวินชิงหันไปมองประตูบานใหญ่สองบานที่อยู่ไม่ไกล
เขาฟุบหน้าลงบนโต๊ะ ไม่มีใครอื่นอยู่ในห้องนั่งเล่นอีกแล้ว บรรยากาศเงียบสงัดราวกับป่าช้า เหวินชิงได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นอย่างชัดเจน
ตึกตัก ตึกตัก... ท่ามกลางจังหวะการเต้นของหัวใจ สัตว์ประหลาดหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวบนภาพสลักนูนต่ำที่ประตูจู่ๆ ก็ดูเหมือนจะชัดเจนขึ้นมาเล็กน้อย ราวกับมีชีวิต
เหวินชิงรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ระแวงอยู่ตลอดเวลาว่าจะมีสัตว์ประหลาดกระโจนออกมาจากมุมไหนสักมุม
เขารู้ดีว่าความกลัวของตัวเองกำลังถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น แต่เขาก็ควบคุมมันไม่ได้
เหวินชิงยืนตัวสั่นเทา ไม่กล้าอยู่คนเดียวในห้องนั่งเล่นอีกต่อไป จึงรีบวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นบน
เมื่อไปถึงชั้นสอง ฝีเท้าของเขาก็ชะงักลง
คุณครูกำลังยุ่งอยู่ ส่วนอวี้ซิงก็คงไม่วายทำตัวรุ่มร่ามอีกแน่... ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เหวินชิงก็วิ่งตรงขึ้นไปชั้นสามและเคาะประตูห้องของซือคง
ประตูแง้มอยู่ เหวินชิงเคาะเพียงครั้งเดียว ประตูก็เปิดออกทันที
ซือคงยังคงยืนอยู่ริมหน้าต่าง แต่คราวนี้เขาหันหลังให้ประตู เหวินชิงจึงมองไม่เห็นสีหน้าของเขา
"มีอะไร?" ซือคงถาม
เหวินชิงยืนอยู่หน้าประตูพลางถามปนหอบ "เรื่อง... โหวตตามที่คุณบอก ยังนับอยู่ไหมครับ?"
เมื่อได้ยินดังนั้น ซือคงก็หันตัวมาเล็กน้อยและมองมาทางเขา "นายอยากจะโหวตใครล่ะ?"
ดวงตาของเหวินชิงหลุกหลิกไปมา เขายืดอกขึ้นและบอกซือคง "ครูจี้ครับ"
"ครูจี้คือผู้นำทางใช่มั้ยครับ?"
ซือคงขมวดคิ้วเล็กน้อย "ไม่ใช่เขาหรอก"
ดวงตาของเหวินชิงเป็นประกาย เขารีบถามทันที "แล้วคุณคิดว่าเป็นใครล่ะครับ?"
ซือคงปรายตามองเขาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ "นี่นายพยายามจะหลอกถามฉันงั้นเหรอ?"
เหวินชิงเม้มริมฝีปากและตอบเสียงอ่อย "ป-เปล่านะครับ"
"ผม... ผมถามด้วยความจริงใจล้วนๆ เลย"