- หน้าแรก
- เสน่ห์ร้ายอสุรกายคลั่ง
- บทที่ 5: ผู้นำทาง 05
บทที่ 5: ผู้นำทาง 05
บทที่ 5: ผู้นำทาง 05
เสียงคำรามต่ำของสัตว์ร้ายปะปนกับเสียงฉีกกระชากเนื้อ เสียงกรีดร้องของเด็กสาวขาดห้วงไป
สิ่งที่เกิดขึ้นชั้นล่างนั้นชัดเจนโดยไม่ต้องอธิบาย
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นตรงบันได จากนั้นเด็กสาวที่มีเลือดอาบเต็มหน้าและผมเผ้ายุ่งเหยิงก็ปรากฏตัวขึ้นในสายตาของทุกคน
เธอมองคนที่อยู่ตรงโถงทางเดินด้วยความหวาดผวา อ้าปากพะงาบๆ แต่กลับกลัวจนไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมาได้เลย ถึงอย่างนั้น ทุกคนก็รู้ดีว่าเธอต้องการจะบอกอะไร
หนี!
หนีไปเร็ว!
โจวโจวเป็นคนแรกที่ได้สติ เขาก้าวยาวๆ ไปข้างหน้า และตอนที่วิ่งผ่านเหวินชิง เขาก็ผลักอีกฝ่ายเบาๆ เป็นสัญญาณให้วิ่ง
เหวินชิงเริ่มออกวิ่งซวนเซไปตามทาง
ทันทีที่เขาวิ่งขึ้นบันได กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งชวนคลื่นไส้ก็ปะทะเข้าเต็มหน้า
ในห้องนั่งเล่นชั้นหนึ่ง สัตว์สี่ขาที่มีขนยาวสีดำขลับหมอบอยู่บนพื้น ลำตัวของมันสั่นเทิ้มน้อยๆ
กร้วม กร้วม—เสียงเคี้ยวดังสะท้อนก้อง วินาทีต่อมา มันก็ไอออกมาสองครั้งแล้วขากแขนที่โชกไปด้วยเลือดออกมา เนื้อบนแขนนั้นแหลกเละจนเห็นสีแดงปนขาว
ม่านตาของเหวินชิงหดเกร็งอย่างรุนแรง เขาแทบจะล้มลุกคลุกคลาน
โจวโจวดึงเขาขึ้นมาแล้วกระซิบ "ไปกันเถอะ"
เหวินชิงย่องไปได้แค่สองก้าว เสียงคนล้มก็ดังขึ้นข้างหลังอย่างกะทันหัน
เสียงนั้นไม่ได้ดังมาก แต่สัตว์สี่ขาชั้นล่างกลับสะบัดตัวอันใหญ่โตของมัน หัวที่ดูคล้ายสุนัขทั้งสามหัวชูชันขึ้น จ้องเขม็งมายังชั้นสอง รูจมูกของมันบานออกและหดเข้าประหนึ่งได้กลิ่นอายของมนุษย์ ปากทั้งสามอ้าออกพร้อมกัน น้ำลายไหลย้อยหยดลงเต็มพื้น
"โฮก!"
ทุกคนตะเกียกตะกายขึ้นไปยังชั้นสาม วิ่งหนีไปทางสุดโถงทางเดิน
เดิมทีเหวินชิงวิ่งรั้งท้ายเป็นคนที่สอง แต่หลังจากวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว แรงกระแทกมหาศาลก็ชนเขาจนกระเด็น ไหล่ของเขากระแทกเข้ากับกำแพงอย่างจัง ทำให้เขากลายเป็นคนสุดท้ายของกลุ่มไปโดยปริยาย
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของสุนัขสามหัวดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนตัวบ้านราวกับกำลังสั่นสะเทือน เสียงสัตว์ร้ายดังชัดขึ้นทุกทีแนบชิดติดใบหู เหวินชิงถึงขั้นได้ยินเสียงลมหายใจฟืดฟาดของมัน
ขาของเหวินชิงอ่อนเปลี้ย แต่เขาก็ฝืนบังคับตัวเองให้วิ่งไปยังห้องนอนที่อยู่สุดทาง
ทันทีที่เขาไปถึงหน้าประตู เขากลับเห็นกงอวิ๋นอวิ๋นปิดประตูห้องนอนแล้วลงกลอนอย่างไม่ลังเล
เหวินชิงยืนอึ้งอยู่กับที่ เขาไม่คาดคิดเลยว่ากงอวิ๋นอวิ๋นจะล็อคประตู
ทั้งที่เขาอยู่ตรงหน้าประตูแท้ๆ
"โฮก—"
ไอ้นั่นมันขึ้นมาบนชั้นนี้แล้ว
หัวสมองของเหวินชิงขาวโพลนไปหมด
จู่ๆ ท่อนแขนข้างหนึ่งก็ตวัดรัดรอบเอวเขา ร่างของเขาถูกยกจนลอยหวือแล้วลากเข้าไปในห้องๆ หนึ่งอย่างกะทันหัน
กว่าเหวินชิงจะได้สติ เขาก็กำลังจ้องมองเพดานห้องนอน โดยมีกลิ่นอายอันคุ้นเคยที่ชวนให้หงุดหงิดอยู่ด้านหลัง
อวี้ซิงนั่นเอง
เหวินชิงงุนงงไปชั่วขณะ ก่อนที่น้ำตาจะเริ่มไหลรินออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
อวี้ซิงค่อยๆ นั่งตัวตรง มองดูคนที่อยู่ในอ้อมแขนร้องไห้ไม่หยุด
เขาร้องไห้เงียบเชียบ ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ ปลายคางมนสั่นระริก แก้มและปลายจมูกแดงก่ำจากการร้องไห้ ริมฝีปากที่เคยซีดเผือดบัดนี้กลับดูแดงระเรื่อผิดปกติ
จุ๊ๆ ช่างน่าสงสารเสียนี่กระไร
อวี้ซิงยกมือขึ้น ปัดปอยผมที่แนบติดอยู่บนใบหน้าของเหวินชิงออก นิ้วหัวแม่มือลูบไล้แก้มของเด็กหนุ่มพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้ายกาจ "เจ้านั่นน่ะชอบน้ำตาที่สุดเลยนะ"
เหวินชิงเบะปาก น้ำตารื้อคลอเบ้า แทนที่จะหยุดร้อง น้ำตากลับยิ่งร่วงเผาะๆ ลงมาอย่างรวดเร็ว
เขา... เขาห้ามตัวเองไม่ได้นี่นา ฮึก... แล้วตอนนี้เขาก็ยิ่งกลัวเข้าไปใหญ่ ฮึก... แกร่ก—
หัวใจของเหวินชิงกระตุกวูบ เขาเงยหน้าขึ้นมองผ่านม่านน้ำตาพร่ามัว เห็นประตูห้องนอนกำลังสั่นสะเทือนอยู่ลางๆ
แกร่ก—
แกร่ก—
เสียงเล็บแหลมคมขูดขีดลงบนบานประตูไม้
ปัง! ประตูถูกกระแทกเปิดออก
หัวสามหัวที่ดูคล้ายสุนัขแต่น่ากลัวกว่าสุนัขทั่วไปหลายเท่า เบียดเสียดดันกันเข้ามาทางกรอบประตูแคบๆ ดวงตาสีแดงฉานดั่งเลือดจ้องมองมาที่เหวินชิงอย่างตะกละตะกลาม
เหวินชิงเบิกตากว้าง เขากลัวจนไม่กล้าขยับเขยื้อน ได้แต่มองดูสุนัขสามหัวเดินเข้ามาหาอย่างหมดหนทาง ปากทั้งสามของมันอ้ากว้าง พ่นลมหายใจเหม็นเน่าออกมาสามสาย ซ้ำยังมีนิ้วคนติดอยู่ตามซอกฟันของปากซีกหนึ่งอีกด้วย
"ยื่นมือออกมา"
ไม่รู้ว่าเป็นเสียงของใคร แต่เหวินชิงก็ยื่นมือขวาออกไปตามสัญชาตญาณ
ฝ่ามือเย็นเยียบกุมหลังมือเขาไว้ แล้วพลิกให้หงายฝ่ามือขึ้น
ความคิดมากมายแล่นผ่านหัวของเหวินชิงราวกับภาพฉายในโคมไฟหมุน
เขายังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยเลย
หนี้กยศ.ก็ยังใช้ไม่หมด
ขนาดอยู่บนเส้นด้ายความเป็นความตาย อวี้ซิงก็ยังอยากจะลวนลามเขาอีก... วินาทีต่อมา สุนัขสามหัวก็ครางหงิง หัวทั้งสามเอียงไปคนละทิศคนละทาง ใบหน้าทั้งสามเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง
จากนั้น อุ้งเท้าปุกปุยก็วางแปะลงบนมือของเหวินชิง
มันแค่วางทาบไว้เบาๆ โดยไม่มีการเคลื่อนไหวอื่นใด เหมือนกับสุนัขเลี้ยงแสนรู้ที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดี
"หงิง..."
สุนัขสามหัวแลบลิ้นยาวๆ ออกมา น้ำลายไหลหยดติ๋งๆ เต็มพื้น ก่อนจะหันหลังกลับพลางพ่นลมหายใจฟืดฟาด
มันไม่ได้เข้าไปในห้องนอนฝั่งตรงข้าม แต่กลับเดินมุ่งหน้าไปทางสุดโถงทางเดิน ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าและเสียงลมหายใจก็เงียบหายไป
เหวินชิงนั่งอยู่บนตักของอวี้ซิง ข้อมือของเขาถูกปลายนิ้วของอวี้ซิงเขี่ยเล่นเบาๆ
ความรู้สึกสารพัดพรั่งพรูออกมา ทั้งหวาดกลัว น้อยใจ โกรธเคือง... อารมณ์เหล่านี้รุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เขาเอาแต่ร้องไห้จนสะอึกสะอื้นแทบขาดใจ
น้ำตาหยดแหมะลงมาตามพวงแก้ม และในที่สุดก็ร่วงหล่นลงบนหลังมือของอวี้ซิง
มนุษย์ที่มีชีวิตและไออุ่น
อวี้ซิงเหยียดยิ้ม รู้สึกพึงพอใจไม่น้อย
ร้องไห้ไปได้ไม่นาน เหวินชิงก็ถูกอุ้มขึ้นและย้ายจากพื้นไปวางลงบนเตียง
"จบเรื่องแล้วน่า"
น้ำเสียงนั้นแฝงแววหงุดหงิดอยู่เล็กน้อย
เหวินชิงเงยหน้าขึ้นมองอย่างเลื่อนลอย เพิ่งจะรู้ตัวว่ามีคนอื่นอยู่ในห้องด้วย
ซือคงที่มีสีหน้าบึ้งตึงย้ำอีกครั้ง "ฉันบอกว่าจบเรื่องแล้ว"
น้ำเสียงของเขาฟังดูแย่มาก แต่การกระทำกลับอ่อนโยนสุดๆ เขาตบกลางกระหม่อมของเหวินชิงเบาๆ ราวกับกำลังโอ๋เด็ก
คำพูดและการกระทำของซือคงมีพลังประหลาดบางอย่าง อารมณ์ของเหวินชิงสงบลงอย่างเห็นได้ชัดในทันที และเขาก็ไม่ค่อยอยากจะร้องไห้แล้วด้วย
เขาพูดเสียงสะอื้น "ข-ขอบคุณครับ"
อวี้ซิงเลิกคิ้ว "ขอบคุณใครล่ะ?"
เหวินชิงสูดน้ำมูก "ขอบคุณพวกคุณทั้งสองคนครับ"
อวี้ซิงปรายตามอง "ช่วยชีวิตนายไว้ทั้งที แค่คำว่าขอบคุณคำเดียวเนี่ยนะ?"
เหวินชิงพูดปนสะอื้น "ถ้าผมรอดออกไปจากที่นี่ได้ ผมจะยกเงินเก็บทั้งหมดในบัญชีให้คุณเลยครับ"
อวี้ซิงพ่นลมหายใจขึ้นจมูก
เหวินชิงพูดหยั่งเชิง "ผมจะแนะนำแฟนหนุ่มให้คุณด้วยเอามั้ย"
อวี้ซิงพิงกำแพงพลางเอ่ยอย่างเกียจคร้าน "ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอก"
"แค่ร้องไห้ให้ฉันดูอีกสักสองสามทีให้ชื่นใจก็พอแล้ว"
เหวินชิงชะงักไปเล็กน้อย ดวงตายังคงมีน้ำตาเอ่อล้น เพียงแค่กะพริบตา หยดน้ำตาที่เกาะอยู่บนแพขนตาก็สั่นไหวสองครั้งแล้วร่วงเผาะลงบนผ้าปูที่นอน ซึมลึกเป็นวงกลมเล็กๆ สองวง
อวี้ซิงแลบลิ้นเลียริมฝีปาก "ไม่ใช่แบบนี้สิ ร้องให้น่าสงสารกว่านี้หน่อย"
เหวินชิงตกตะลึง หมอนี่... หมอนี่มันโรคจิตชัดๆ!
ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ คนที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องนอนอีกห้องคงจะรู้ตัวแล้วว่าสุนัขสามหัวจากไปแล้ว จึงค่อยๆ เปิดประตูออกมา
โจวโจวเป็นคนแรกที่เดินออกมา เมื่อเห็นว่าเหวินชิงและคนอื่นๆ ปลอดภัยดี เขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก "ดีจังที่พวกคุณไม่เป็นอะไร"
เหวินชิงตอบรับเสียงเบาแล้วเงยหน้ามองกงอวิ๋นอวิ๋นที่ยืนอยู่ด้านหลังสุด
กงอวิ๋นอวิ๋นหันหน้าหนี มองไปทางอื่นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น บนใบหน้าไม่มีแววรู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย
เหวินชิงเม้มริมฝีปาก อยากจะถามเธอเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อกี้
ทำไมเธอถึงล็อคประตู?
เธอเป็นคนผลักฉันใช่มั้ย?
แต่ก่อนที่เขาจะได้เรียบเรียงคำพูด ทุกคนก็เริ่มถกเถียงกันเรื่องเบาะแสของผู้นำทางเสียแล้ว
นี่เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เหวินชิงจึงไม่ได้พูดแทรกขึ้นมา
เด็กสาวที่วิ่งหนีขึ้นมาจากชั้นหนึ่งเช็ดคราบเลือดและน้ำตาบนใบหน้า แล้วเล่าเหตุการณ์อย่างใจเย็น "เมื่อกี้ฉันกับหวังจิงรอให้ทุกคนมารวมตัวกันที่ชั้นหนึ่ง พอเสียงร้องเพลงจบลง ประตูบานหนึ่งข้างล่างก็เปิดออกกะทันหัน"
"หวังจิงเดินเข้าไปดูด้วยความอยากรู้ แล้วไอ้สัตว์ประหลาดสามหัวนั่นก็พุ่งเข้ามา กัดคอเธอจนขาดกระจุยในทันที แล้วก็เริ่มกินศพเธอ..."
หลี่ซือเหวินจับแขนของกงอวิ๋นอวิ๋นแน่น ดวงตาแดงก่ำขณะเอ่ย "ฉันวิ่งหนีขึ้นมาตอนที่มันกำลังกินหวังจิงน่ะ"
"สัตว์ประหลาดตัวนั้นอาจจะเป็นเซอร์เบอรัส สุนัขสามหัวก็ได้นะ" กงอวิ๋นอวิ๋นก้าวออกมาข้างหน้าแล้วพูด "ฉันเคยเห็นภาพวาดที่คล้ายๆ กันนี้มาก่อน หมาเฝ้านรกมักจะปรากฏอยู่ในตำนานของหลายๆ วัฒนธรรม ซึ่งรูปร่างหน้าตาก็จะคล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่ พวกมันมีหน้าที่เฝ้าประตูนรกหรือโลกบาดาลทั้งนั้น"
สีหน้าของหลี่ซือเหวินเปลี่ยนไป "งั้นถ้าเราโหวตผิดคนหรืองดออกเสียง สุนัขสามหัวจะถูกส่งมาลงโทษพวกเรางั้นเหรอ?"
ไม่ใช่การลงโทษสิ มันคือเบาะแสต่างหาก
ขณะที่เหวินชิงคิดในใจ ก็มีใครบางคนพูดประโยคนี้ออกมา
โจวโจวนั่นเอง
เขามองประตูที่พังยับเยินแล้วพูดช้าๆ "ถ้าระบบบอกว่าเป็นเบาะแส มันก็ต้องเป็นเบาะแสสิ"
"ก่อนจะปล่อยเบาะแสออกมา ระบบได้เตือนพวกเราว่า 'ผู้เล่น โปรดให้ความสนใจ'" โจวโจวหยุดชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะพูดอย่างหนักแน่น "สุนัขสามหัวต้องมีความเกี่ยวข้องกับผู้นำทางแน่ๆ"
"แล้วทำไมจู่ๆ สุนัขสามหัวถึงกลับไปล่ะ? หมดเวลาแล้วเหรอ?" หลี่ซือเหวินถาม
โจวโจวมองไปทางเหวินชิงกับคนอื่นๆ แล้วถาม "ถ้าผมเดาไม่ผิด มีใครคนใดคนหนึ่งจับมือกับมันใช่ไหม?"
เหวินชิงพยักหน้า
โจวโจวท่องเนื้อเพลง "ทำความเคารพแล้วจับมือ เธอคือเพื่อนที่ดีของฉัน"
ทุกคนตระหนักขึ้นมาได้ในทันที มิน่าล่ะ ระบบถึงได้ร้องเพลงนั้นตั้งสองรอบก่อนที่สุนัขสามหัวจะปรากฏตัว
มุมปากของโจวโจวกระตุก "ผมเพิ่งจะรู้ตัวเดี๋ยวนี้เองว่าทุกประโยคของระบบคือคำใบ้"
"เหวินชิง คุณฉลาดมากเลยนะที่ตั้งสติรับมือได้ในสถานการณ์วิกฤตแบบนั้น"
ใบหน้าของเหวินชิงขึ้นสีเรื่อ เขาพูดเสียงเบา "ไม่ใช่ผมหรอกครับที่คิดออก"
ถ้าเมื่อกี้โจวโจวไม่อธิบาย เขาเองก็คงยังไม่เข้าใจอยู่ดี
"อวี้ซิงเป็นคนบอกผมน่ะครับ"
อวี้ซิงยืนพิงกำแพงด้วยท่าทางเอียงๆ ยังคงดูไม่ยี่หระต่อโลกเช่นเคย
เขาพยักหน้าอย่างเกียจคร้าน "ตาถึงดีนี่ ฉันน่ะฉลาดมากอยู่แล้ว"
โจวโจวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปบอกกับทุกคน "คืนนี้น่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วล่ะ"
"เกิดเรื่องขึ้นตั้งมากมาย ทุกคนควรไปพักผ่อนได้แล้ว พรุ่งนี้เช้าเราค่อยมาศึกษาเบาะแสกันให้ละเอียดอีกที"
ไม่มีใครคัดค้าน และพวกเขาก็ทยอยกลับเข้าห้องนอนของตัวเองไปทีละคน
เหวินชิงนั่งคุกเข่าอยู่บนเตียง และไม่ยอมลุกขึ้นยืนเลยแม้ว่าในห้องจะเหลือแค่อวี้ซิงกับซือคงแล้วก็ตาม
อวี้ซิงเลิกคิ้ว "นายอยากจะนั่งเตียงคนอื่นไปอีกนานแค่ไหนเนี่ย?"
"หรืออยากจะนอนเตียงเดียวกับเขาเลยล่ะ?"
เหวินชิงเม้มริมฝีปาก ความตกใจเมื่อครู่นี้มันรุนแรงเกินไป ขาของเขายังคงอ่อนเปลี้ยจนลุกไม่ขึ้น
ด้วยความที่อายเกินกว่าจะบอกเหตุผล เหวินชิงจึงหันไปมองซือคงด้วยสายตาอ้อนวอน "ข... ขอผมนั่งตรงนี้อีกสักพักได้ไหมครับ?"
เสียงของเขาเจือแววขึ้นจมูก ฟังดูอ่อนนุ่มและออดอ้อน
ซือคงก้มมองลงมา จากมุมของเขา เขาสามารถมองเห็นลำคอและแผงอกของเหวินชิงที่เจือสีแดงระเรื่อจางๆ เพราะร้องไห้อย่างหนักเมื่อครู่
บริเวณช่วงล่างต่ำกว่าเอวลงไปเผยให้เห็นรำไร มองเห็นกางเกงชั้นในสีขาวที่หลวมโพรกเกาะอยู่บนสะโพกได้อย่างเลือนราง
กางเกงชั้นในตัวนั้นใหญ่เกินไปตั้งสองไซส์
ลำคอของซือคงแห้งผาก ขณะที่เขาเหลือบมองตู้เสื้อผ้าที่อยู่ใกล้ๆ
ถ้าเขาไม่พูด... เหวินชิงคิดเอาเองว่า ความเงียบแปลว่าตกลง
เขาก้มหน้าลง พยายามสะกดจิตตัวเองว่าขาไม่ได้อ่อนแรง
จู่ๆ ฝ่ามือเย็นเฉียบก็โผล่มาที่เอวของเขา
แป๊ะ— ขอบกางเกงชั้นในของเขาถูกดีด
เหวินชิงถอยกรูดตามสัญชาตญาณ
อวี้ซิงโน้มตัวลงมา นิ้วชี้เกี่ยวที่มุมกางเกงชั้นใน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงยานคาง "เด็กน้อยผู้น่าสงสาร"
"ไปขโมยกางเกงในใครมาใส่เนี่ย?"