เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 60 มาดูความเกรี้ยวกราดของชาวบ้านเมืองเฉาหยางกันหน่อย

บทที่ 60 มาดูความเกรี้ยวกราดของชาวบ้านเมืองเฉาหยางกันหน่อย

บทที่ 60 มาดูความเกรี้ยวกราดของชาวบ้านเมืองเฉาหยางกันหน่อย


บทที่ 60 มาดูความเกรี้ยวกราดของชาวบ้านเมืองเฉาหยางกันหน่อย

ในขณะเดียวกัน...

ที่กรมตำรวจเซียน

"เอาของของฉันคืนมา!"

ฉินเหลียงอวี้กระชากเสื้อคลุมของตัวเองกลับมาจากมือตำรวจเซียนด้วยความโกรธเกรี้ยว แล้วเอามาคลุมไหล่

เขาเดินออกมาจากห้องขังอันคับแคบ

เวลาผ่านไปไม่ถึงเดือน เขากลับซูบผอมลงไปถนัดตา...

จะทำยังไงได้ การต้องทนอุดอู้ในพื้นที่แคบๆ ไร้ซึ่งอิสรภาพ วันๆ นอกจากฝึกฝนแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ เกิดมาเขายังไม่เคยขยันฝึกฝนขนาดนี้มาก่อน... แต่ถ้าไม่ฝึกแล้วจะให้ทำอะไรล่ะ? คุกน่ะไม่เคยสนใจสุขภาพจิตของนักโทษอยู่แล้ว สภาพแวดล้อมแบบนั้นมันทำให้คนเป็นบ้าได้ง่ายๆ เลยนะ

ไอ้พวกสารเลว กล้าปฏิบัติกับฉันเหมือนนักโทษงั้นเหรอ

ฉินเหลียงอวี้กัดฟันกรอด คิดในใจว่า 'รอให้ฉันออกไปก่อนเถอะ ไอ้พวกตำรวจกระจอก ฉันจะเช็กบิลเรียงตัวเลยคอยดู ไอ้พวกเวร... กล้ามา...'

"เอาล่ะๆ เลิกโมโหได้แล้ว ถือว่าโชคดีนะที่ไอ้ฆาตกรนั่นมันโผล่หัวมาอีกรอบ ถึงได้ล้างมลทินให้แกได้ ไม่งั้นแกคงได้นอนเน่าอยู่ในนี้อีกนานแน่ๆ"

ฉินเฉิงมองลูกชายคนเดียวด้วยสายตาห่วงใย แล้วพูดปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

เห็นลูกชายผอมลง เขาก็ปวดใจอยู่ไม่น้อย แต่ดูจากท่าทางแล้ว แกยังดูมีเรี่ยวมีแรงดี แสดงว่าช่วงที่ผ่านมา แกไม่ได้ถูกบังคับให้ไปทำงานใช้แรงงานเหมือนนักโทษทั่วไป คงโดนแค่ขังเดี่ยวเฉยๆ

ก็แน่ล่ะ ถึงลูกชายเขาจะตกเป็นผู้ต้องสงสัย แต่ด้วยเส้นสายของเขา เขาไม่ยอมให้ลูกต้องมาทนลำบากในนี้หรอก

"แต่ผมถูกปรักปรำนะพ่อ โดนขังฟรีๆ ไปตั้งเดือนกว่า..."

ฉินเหลียงอวี้โวยวายด้วยความโกรธ "พ่อจะปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ แบบนี้เหรอ?!"

"แน่นอนว่าไม่ปล่อยไปง่ายๆ หรอก แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปราะบาง ไอ้ฆาตกรนั่นมันฆ่าคนไปเป็นสิบๆ แล้ว ขืนไปก่อเรื่องวุ่นวายตอนนี้ ก็เท่ากับหาเรื่องใส่ตัว!"

ฉินเฉิงลดเสียงลง "อดทนไว้ก่อนเถอะ ไว้พ่อจะช่วยจัดการให้ทีหลัง"

พูดจบ เขาก็เปลี่ยนเป็นหัวเราะเสียงดังร่าเริง "แต่อย่างน้อยตอนนี้ แกก็พ้นมลทินแล้ว ปลอดภัยแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า... ดีใจหน่อยสิ เหลียงอวี้ พอกลับไปเดี๋ยวพ่อจะจัดงานเลี้ยงฉลองชุดใหญ่ให้เลย"

ฉินเหลียงอวี้ได้ยินแบบนั้นก็แค่นเสียงฮึเบาๆ แต่สีหน้าก็ดูผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว เขาหันกลับไปมองกรงขังที่ขังเขามาเกือบเดือน พื้นที่แคบๆ กว้างแค่เมตรเดียว แคบยิ่งกว่าทางเดินซะอีก จะกินจะถ่ายก็ต้องทำในนั้น มันใช่ที่ที่คนควรจะอยู่ซะที่ไหน

คิดแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่ด้วยความหวาดกลัว

เมื่อเห็นสองพ่อลูกอารมณ์ดีขึ้น

จ้าวอวิ๋นเทียน ตำรวจเซียนที่เดินมาส่งก็ยิ้มตามไปด้วย ช่วยไม่ได้นี่นา เครือบริษัทตระกูลฉินยิ่งใหญ่ระดับบิ๊กเบิ้ม จ่ายภาษีปีละตั้งมหาศาล ขืนไปล่วงเกินพวกเขา ตัวเขาเองก็ต้องรับแรงกดดันหนักเหมือนกัน

โชคดีนะที่...

ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น เทอร์มินอลในกระเป๋าก็ดังขึ้น เขาหยิบขึ้นมาฟังแค่สองสามประโยค สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นพิลึกพิลั่นทันที

เขาเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะพูดเสียงแผ่วว่า "ครับ ผมเข้าใจแล้ว"

เขาเหลือบมองฉินเฉิงที่กำลังหัวเราะร่าเริง แล้วพูดอย่างกล้าๆ กลัวๆ ว่า "เอ่อ... คือว่า... ประธานฉินครับ บางที... ลูกชายคุณอาจจะยังกลับไม่ได้นะครับ"

เสียงหัวเราะของฉินเฉิงชะงักกึก เขากลายเป็นโกรธจัด "ทำไมล่ะ?!"

"เพราะว่า..."

จ้าวอวิ๋นเทียนยิ้มเจื่อนๆ "เพราะว่าผู้เชี่ยวชาญท่านเดิมเขาโทรมาแจ้งเบาะแสแบบไม่ประสงค์ออกนามอีกแล้วน่ะสิครับ เขาบอกว่าอาจจะมีใครบางคนจ้างคนมาสวมรอยเป็นฆาตกรต่อเนื่องเพื่อล้างมลทินให้ใครบางคน... เอ่อ... สรุปก็คือ ด้วยฐานะทางการเงินของคุณ เรื่องแบบนี้มันทำได้สบายๆ อยู่แล้ว เพราะงั้น... คุณเองก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยด้วยเหมือนกัน แน่นอนว่านี่เป็นแค่ข้อสงสัย คุณไม่ต้องถูกขังหรอกครับ แต่พวกเราอาจจะต้องส่งตำรวจเซียนไปจับตาดูคุณตลอด 24 ชั่วโมง"

ฉินเฉิง: ".................................................................."

"มีเงินมันผิดนักหรือไงวะ?!"

ฉินเฉิงระเบิดอารมณ์ตะโกนลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว

จ้าวอวิ๋นเทียนถอนหายใจ "สรุปก็คือ พวกเราล่วงเกินผู้ฝึกตนไม่ได้หรอกครับ ประธานฉิน คุณก็รู้นี่ว่าเทคโนโลยีทั้งหมด สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมด ล้วนสร้างขึ้นมาเพื่อผู้ฝึกตนทั้งนั้น... ผู้ฝึกตนอยู่ใต้บังคับบัญชาของรัฐบาลก็จริง แต่พวกเราไม่ใช่รัฐบาล เราล่วงเกินพวกเขาไม่ได้หรอกครับ... มานี่ พาคุณชายฉินกลับเข้าไป!"

"ฉันไม่เข้า ฉันไม่เข้าไปอีกแล้ว! ทำไมถึงให้ความหวังฉันแล้วก็มาพรากมันไปแบบนี้? ฉันไม่เอา อ๊ากกก... ฉันไม่เข้าไป..."

ฉินเหลียงอวี้กรีดร้องด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ราวกับนกกระทาที่กำลังจะถูกเชือด เพิ่งจะหลุดพ้นจากกรงขังมาได้หมาดๆ ก็ต้องถูกส่งกลับเข้าไปอีกรอบ

"เหลียงอวี้..."

ฉินเฉิงโกรธจัด "ตกลงใครมันเป็นคนวางแผนเล่นงานครอบครัวเรา?! ใครกัน?! ฉันไม่เคยไปล่วงเกินผู้ฝึกตนที่ไหนเลยนะ..."

จ้าวอวิ๋นเทียนยิ้มแหยๆ "ก็เพราะไม่รู้นี่แหละครับ ถึงได้น่ากลัว... ถ้าอีกฝ่ายเป็นแค่ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานก็แล้วไป... แต่ถ้าเป็นระดับจินตาน  ล่ะ? หรือดีไม่ดีอาจจะเป็นระดับวิญญาณแรกกำเนิด .. ประธานฉินครับ ถึงจะคับแค้นใจแค่ไหน ก็ต้องอดทนไว้นะครับ อย่าเสี่ยงเลย"

ฉินเฉิง: ".................................................................."

มองดูลูกชายที่เกาะลูกกรงร้องไห้โฮราวกับเด็กๆ ฉินเฉิงก็รู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง เขาถอนหายใจยาวด้วยความเจ็บปวด "รู้งี้ฉันไม่น่าปลอมใบรับรองแพทย์ให้ลูกเลย"

ในขณะเดียวกัน ที่ร้านการ์ดเวท

ซูเสียนปิดเทอร์มินอล แล้วพึมพำกับตัวเองว่า "วันนี้แหละ จะให้พวกแกลิ้มรสความเกรี้ยวกราดของ 'ชาวบ้านเมืองเฉาหยาง' ดูซะบ้าง ฉันจะแจ้งความเล่นงานแกให้ตายไปเลย!"

(หมายเหตุ: "ชาวบ้านเมืองเฉาหยาง" เป็นมุกตลกในอินเทอร์เน็ตจีน หมายถึงกลุ่มพลเมืองดีที่ชอบแจ้งเบาะแสจับคนร้าย ซึ่งทำงานได้มีประสิทธิภาพมาก)

อารมณ์หงุดหงิดที่ขายการ์ดไม่ได้เมื่อกี้ หายวับไปเป็นปลิดทิ้งทันที

เขานั่งลง...

เริ่มสร้างการ์ดเวทต่อ

กำลังการผลิตของเขาวันหนึ่งทำได้แค่สามสี่ใบเท่านั้น ช่วยไม่ได้นี่นา หยวนซู่นึกว่าเขาทำแต่การ์ดระดับ 1 แต่จริงๆ แล้วเขากำลังสร้างการ์ดระดับ 2 อยู่ต่างหากล่ะ

ต้องรีบตุนของไว้เยอะๆ ถ้าโฆษณาได้ผลจริงๆ เผลอๆ วันสองวันก็อาจจะขายเกลี้ยง ถึงตอนนั้นจะได้ไม่ขาดตลาด

ส่วนเรื่องที่ทำได้แต่ 'อัคคีสายฟ้า' จนดูน่าเบื่อไปหน่อยน่ะเหรอ...

ก็เขาดันรู้จักเวทมนตร์แค่สองบทนี่นา บทนึงคือ 'อัคคีสายฟ้า' อีกบทคือ 'คุกแสงเงา' แต่คุกแสงเงาเป็นถึงเวทย์ระดับ 3 แถมยังไม่เกี่ยวกับวิธีสร้างการ์ดที่เขาสมัครสมาชิกมาด้วย

มันไม่ได้ทำกันง่ายๆ หรอกนะ

เอาไว้สะสมการ์ดได้เยอะๆ ค่อยหาโอกาสลองทำเวทย์อื่นดูแล้วกัน

ซูเสียนรวบรวมสมาธิ เริ่มสร้างการ์ดระดับ 2 ต่อไป

ความเร็วของเขาในตอนนี้ สามารถทำได้ชั่วโมงละใบแล้ว แถมจุดสะดุดก็เหลือแค่หนึ่งหรือสองจุดเท่านั้น... นี่เป็นเพราะข้อจำกัดเรื่องปริมาณพลังปราณนะเนี่ย ถ้าเขาทะลวงระดับพลังได้สำเร็จ บางทีเขาอาจจะสร้างการ์ดที่สมบูรณ์แบบไร้จุดสะดุดเลยก็ได้!

พัก... สร้าง... พัก... สร้าง... สลับกันไป ระหว่างนั้นก็ขายการ์ดเวทใบอื่นไปได้บ้างประปราย ไม่ใช่ว่าไม่มีใครสนใจการ์ดที่เขาสร้างนะ แต่พอเห็นราคาป้ายอันสูงลิ่ว พวกเขาก็ถอยหนีกันแทบไม่ทัน ไม่ยอมแม้แต่จะลองเทสต์พลังโจมตีดูด้วยซ้ำ

อย่างที่คิด คนรวยนี่มันหายากจริงๆ แฮะ

จนกระทั่งตกเย็น...

เขาทำ 'อัคคีสายฟ้า' ได้อีกสี่ใบ

พลังโจมตีของใบที่ต่ำที่สุดอยู่ที่สามพันแปดร้อยกว่าต้ง เห็นได้ชัดว่าใบที่สี่นั้นเขาฝืนทำจนเกินกำลังไปหน่อย

ซูเสียนนวดใบหน้าซีดเซียวของตัวเอง เหลือบมองเวลา ตอนนี้ห้าโมงสี่สิบแล้ว...

การต้องเพ่งสายตานานๆ ทำเอาตาพร่ามัวไปหมด พลังปราณที่ไหลเวียนตามเคล็ดวิถีคืนสู่ต้นกำเนิดฉบับสมบูรณ์ถูกผลาญไปแล้วก็ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนตอนนี้มันดูบริสุทธิ์เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมเสียอีก การฝึกแบบผลาญพลังให้เกลี้ยงแล้วปล่อยให้มันฟื้นฟูเองแบบนี้ ดูเหมือนจะทำให้พลังก้าวหน้าเร็วกว่าการนั่งสมาธิฝึกฝนเสียอีก เสียอย่างเดียวคือร่างกายมันจะรับภาระหนักเกินไปหน่อย

เขาพักเหนื่อยอยู่ครู่หนึ่ง จนถึงหกโมงเย็น พลังปราณก็ฟื้นฟูกลับมาได้สี่ส่วน...

ซูเสียนก็ลุกขึ้น หยิบการ์ดเวทที่ตัวเองสร้างมาหนึ่งใบเพื่อพกไว้ป้องกันตัว ช่วยไม่ได้นี่นา ฆาตกรต่อเนื่องนั่นมักจะออกอาละวาดตอนกลางคืนก็จริง แต่พวกปีศาจที่อยู่ในช่วงระดับหวั่นไหวอะไรเนี่ย ใครจะไปเดาใจมันถูก ดีไม่ดี ตอนที่พวกมันถูกมารผจญเล่นงาน พวกมันอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

ใครจะไปรู้ว่าเขาจะดวงซวยไปจ๊ะเอ๋มันเข้าหรือเปล่า?

พกการ์ดเวทไว้ป้องกันตัวก็ไม่เสียหายหรอกน่า...

จบบทที่ บทที่ 60 มาดูความเกรี้ยวกราดของชาวบ้านเมืองเฉาหยางกันหน่อย

คัดลอกลิงก์แล้ว