- หน้าแรก
- เกมบำเพ็ญเพียรขนานแท้
- บทที่ 1 การข้ามมิติที่หนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์
บทที่ 1 การข้ามมิติที่หนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์
บทที่ 1 การข้ามมิติที่หนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์
บทที่ 1 การข้ามมิติที่หนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์
ดาวเจินสุ่ย! โรงพยาบาลในเครือเทศบาลเมืองเฉาหยาง
ภายในห้องฉุกเฉิน!
ไฟฉุกเฉินสีแดงฉานเหนือประตูส่งแสงกะพริบไม่หยุดหย่อน แสงที่ทิ่มแทงตาทำเอาผู้คนพร่ามัวจนแทบลืมตาไม่ขึ้น ทว่าเพียงแค่มีบานประตูกั้น พลังปราณอันเข้มข้นภายในกลับควบแน่นจนเป็นรูปธรรม ต่อให้ประตูจะปิดสนิทเพียงใด พลังเหล่านั้นยังคงแผ่ซ่านออกมาด้านนอกอย่างไม่อาจยับยั้ง
แพทย์ในชุดกาวน์ขาวเจ็ดคนกำลังทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยชีวิตอย่างสุดความสามารถ แต่พวกเขากลับไม่ได้ใช้มีดผ่าตัดหรือคีมหนีบใดๆ ตรงกันข้าม แต่ละคนกลับยืนประจำตำแหน่งสำคัญของค่ายกล ก่อเกิดเป็นลักษณ์หยินหยางไท่เกื้อหนุนกัน พลังแห่งชีวิตอันไร้ที่สิ้นสุดไหลเวียนไปตามค่ายกล หลอมรวมเข้าสู่ร่างของเด็กหนุ่มที่อาบไปด้วยเลือดบนเตียงคนไข้
หยาดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผากของทั้งเจ็ดคนจนเปียกชุ่ม แต่กลับไม่มีใครมีเวลาว่างพอจะปาดมันทิ้ง...
ส่วนเด็กหนุ่มนั้นใบหน้าซีดเผือด ลมหายใจกระชั้นถี่ ดูเหมือนจะติดอยู่ในเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตาย
ผ่านไปเนิ่นนาน
พยาบาลคนหนึ่งก้าวเข้าไปตรวจอาการของเด็กหนุ่ม ก่อนจะอุทานออกมาด้วยความตกใจ "แย่แล้วค่ะ อัตราการเต้นของหัวใจคนไข้ลดลงต่ำกว่าขีดอันตรายแล้ว!"
"เริ่มเดินเครื่องค่ายกลรักษาสภาพชีพขั้นรุนแรงทันที!"
แพทย์ที่ยืนอยู่ตำแหน่งหัวหน้าค่ายกลปล่อยแสงสีขาวนวลจางๆ ออกมาจากฝ่ามือทั้งสองข้างเพื่อควบคุมการไหลเวียนของค่ายกล เมื่อได้ยินคำรายงานของพยาบาล เขาก็สั่งการออกมาโดยไม่ลังเล
"รับทราบค่ะ!!!"
พยาบาลหลายคนรีบดำเนินการบนตัวเครื่องมือข้างกายเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว ก่อนจะวางฝ่ามือลงบนร่องสแกนลายมือ ราวกับมีบางสิ่งถูกสูบฉีดออกไป พลันปรากฏวงเวทย์ค่ายกลขนาดเล็กที่ซับซ้อนและลึกล้ำขึ้นเหนือร่างของเด็กหนุ่ม แสงสีขาวนวลจางๆ ก่อตัวเป็นม่านบางๆ ห่อหุ้มร่างของเขาเอาไว้ภายใน
ลมหายใจที่เคยกระชั้นถี่ ค่อยๆ กลับมาคงที่และสม่ำเสมอ
"ค่ายกลรักษาสภาพชีพขั้นรุนแรงพยุงไว้ได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น... เขาบาดเจ็บสาหัสมาก หากต้องการรักษาให้หายขาดล่ะก็... ช่างเถอะ ตอนนี้พยุงอาการไว้ได้พักหนึ่ง เดี๋ยวผมจะไปคุยกับญาติของเขาเอง"
เมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของเด็กหนุ่ม แพทย์ท่านนั้นก็ถอนหายใจพลางส่งสัญญาณให้แพทย์ฝึกหัดมาทำหน้าที่แทนตำแหน่งของตน เขาถอดหน้ากากอนามัยออก แล้วเดินออกจากห้องฉุกเฉินด้วยสีหน้าอ่อนล้าเต็มทน
ด้านนอกห้องฉุกเฉิน
สองแม่ลูกรอคอยด้วยความกระวนกระวายใจมาเป็นเวลานาน
เมื่อสังเกตเห็นคุณหมอเดินออกมาในที่สุด คนเป็นแม่ที่ดูมีอายุมากกว่าก็รีบถลาเข้าไปหา เสียงที่เคยไพเราะกลับแหบพร่าเพราะการอดนอนสะสม เธอเอ่ยถามด้วยความกังวลว่า "คุณหมอฉู่ ลูกชายดิฉันเป็นยังไงบ้างคะ? เขาพ้นขีดอันตรายหรือยัง?"
หมอฉู่ถอนหายใจแล้วถามว่า "คุณคือคุณหยางหว่านฮุ่ย แม่ของคนไข้ซูเสียนใช่ไหมครับ?"
"ใช่ค่ะ... ฉันคือหยางหว่านฮุ่ย แม่ของเสี่ยวเสียนเอง! คุณหมอคะ ลูกชายฉันเป็นยังไงบ้าง?"
หมอฉู่กวาดสายตามองหยางหว่านฮุ่ย ชุดที่เธอสวมใส่ดูเป็นเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไป ดูท่าแล้วคงไม่ใช่ครอบครัวที่ร่ำรวยอะไรนัก
เขาจึงกล่าวว่า "อาการของลูกชายคุณไม่สู้ดีนัก ดูเหมือนฝ่ายตรงข้ามจะจงใจปองร้าย ลงมือได้อำมหิตมาก ใช้พลังปราณธาตุพิษเหมันต์ทำลายรากฐานของเขา หากต้องการรักษาให้หายขาด อย่างน้อยที่สุดต้องใช้เวทมนตร์ฟื้นฟูระดับเจ็ดขึ้นไป! เนื่องจากลูกชายคุณเป็นนักเรียนของโรงเรียนมัธยมเฉาหยาง ซึ่งมีข้อตกลงกับทางโรงพยาบาลเรา สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้มากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ถึงอย่างนั้น ค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือก็ยังสูงถึงหนึ่งแสนหยวนขึ้นไป... นี่ไม่ใช่จำนวนเงินน้อยๆ เลย ดังนั้นผมจึงต้องขอความยินยอมจากพวกคุณก่อน คุณนายหยางครับ จะให้เราดำเนินการรักษาต่อไหม?"
ใบหน้าของหยางหว่านฮุ่ยพลันซีดเผือด เธออุทานด้วยความตกตะลึง "หนึ่ง... หนึ่งแสนเหรอคะ?"
เธอยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทรุดฮวบลงกับพื้น น้ำตาไหลอาบแก้ม มือทั้งสองข้างปิดหน้าพลางพึมพำว่า "แต่... แต่ฉันมีเงินติดตัวแค่หมื่นหยวนเอง นี่คือเงินที่อุตสาหะเก็บหอมรอมริบมาตลอดหลายปี... แล้วฉันจะไปหาอีกเก้าหมื่นที่เหลือมาจากไหน?"
"ถ้าเป็นจำนวนเงินเล็กน้อย ทางโรงพยาบาลเรายังพอจะสำรองจ่ายให้ก่อนได้ แต่หนึ่งแสนหยวนมันมากเกินไป พวกเราเองก็จนปัญญาเหมือนกัน..."
หมอฉู่หยิบผ้าขนหนูขึ้นมาซับเหงื่อที่เหนียวเหนอะหนะบนหน้าผากพลางถอนหายใจ เขาดูออกว่าครอบครัวนี้มีกันอยู่แค่สามคนแม่ลูก และเด็กหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้คงเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของบ้าน
ใครๆ ก็บอกว่าเงินทองเป็นของนอกกาย... แต่บางครั้ง เงินก็นี่แหละคือชีวิต!
หรือต่อให้สละชีวิตไป ก็อาจจะแลกมันมาไม่ได้
แม้จะคุ้นชินกับความเป็นตายมานับครั้งไม่ถ้วน แต่เขาก็ยังรู้สึกสะเทือนใจอยู่ไม่น้อย หมอฉู่สวมแว่นตาแล้วเบือนหน้าไปทางอื่นพร้อมกล่าวว่า "ตอนนี้เราได้ใช้ทั้งค่ายกลกักวิญญาณ ค่ายกลรักษาสภาพชีพขั้นรุนแรง และค่ายกลรวบรวมปราณไปแล้ว ซึ่งท่านผู้อำนวยการเพิ่งจะกำชับมาเป็นพิเศษว่าเห็นแก่หน้าของคุณหนูซูถาว ค่าใช้จ่ายส่วนนี้สามารถยกเว้นให้ได้... แต่การ์ดเวทย์ระดับเจ็ดนั้นมีมูลค่าสูงเกินไป... ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ คุณลองคิดหาทางดูนะครับ..."
"ฉัน... ฉันจะไปมีปัญญาหาทางที่ไหนได้? ฉัน... เสี่ยวเสียน... เสี่ยวเสียนที่น่าสงสารของแม่..."
หยางหว่านฮุ่ยนั่งปิดหน้าร้องไห้โฮอยู่บนพื้นพลางสะอื้นฮัก "ฉันก็แค่ลูกจ้างรายชั่วโมง... เดือนหนึ่งฉันได้เงินแค่สองพันหยวนเอง ต่อให้ฉันขายชีวิตทิ้ง ฉันก็หาเงินแสนมาไม่ได้หรอก..."
"งั้นคุณพอจะรู้ไหมว่าคนร้ายเป็นใคร? ถ้ารู้ล่ะก็ แจ้งความเถอะ... บางทีอาจจะเรียกร้องค่าเสียหายได้..."
"แต่พวกเราไม่รู้เลยค่ะว่าใครเป็นคนทำ พอเราได้รับโทรศัพท์ เสี่ยวเสียนก็เป็นแบบนี้ไปแล้ว"
หยางหว่านฮุ่ยยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม
"แม่คะ อย่าร้องเลย... พวกเรา... ยังไม่ถึงทางตันหรอกค่ะ..."
ข้างกายหยางหว่านฮุ่ย ซูถาว เด็กสาวหน้าตาสะสวยวัยประมาณสิบห้าสิบหกปีช่วยพยุงแม่ของเธอขึ้นมา หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็กัดริมฝีปากแล้วพูดว่า "แม่คะ ในตัวหนูยังมีเงินอีกหนึ่งแสนหยวนไม่ใช่เหรอ? เอาเงินแสนนั้นมาใช้ก่อนเถอะค่ะ!"
สีหน้าของหยางหว่านฮุ่ยเปลี่ยนไปทันที เธออุทานว่า "แต่... แต่นั่นมันเงินค่าเทอมสำหรับเข้าเรียนที่สถาบันเทียนซูที่เขาโควตาให้ลูกนะ! มันเป็นทุนการศึกษาที่โรงเรียนสนับสนุนลูก ถ้าให้พี่ชายเขาไปแล้ว เราจะไปหาค่าเทอมที่ไหนมาให้ลูกอีกล่ะ?"
"เรื่องรักษาสำคัญกว่าค่ะ... ส่วนเรื่องโรงเรียน..."
ซูถาวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบอย่างเด็ดเดี่ยว "ยังไงก็เหลือเวลาอีกตั้งครึ่งปี เดี๋ยวหนูหาทางเองค่ะ!"
"ถาวถาว แม่ขอโทษลูกจริงๆ..."
หาทางเอง? จะไปหาทางไหนได้? ลูกสาวกำลังเอาอนาคตของตัวเองมาแลกกับชีวิตลูกชาย...
หยางหว่านฮุ่ยร้องไห้จนแทบขาดใจ
การ์ดเวทย์ระดับเจ็ด สิ่งที่บรรจุอยู่ภายในคือมหาเวทระดับเจ็ด... หากเป็นเวทมนตร์สายโจมตี พลังของมันย่อมถล่มขุนเขาพลิกมหาสมุทร เคลื่อนย้ายดวงดาวได้ แต่หากเป็นเวทมนตร์สายฟื้นฟู ก็เพียงพอที่จะชุบชีวิตคนตายหรือสร้างเนื้อหนังจากกระดูกได้เช่นกัน
ขณะที่จุดแสงอันอบอุ่นค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของซูเสียนทีละนิด
ร่างที่พังทลายและถูกเจาะทะลุด้วยพิษเหมันต์ก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แม้แต่เส้นลมปราณที่ขาดสะบั้นก็เชื่อมต่อกันใหม่จนพลังวัตรเริ่มไหลเวียนได้อีกครั้ง!
ซูเสียนฟื้นขึ้นมาในเวลาไม่นาน
เพียงแต่สีหน้าของเขายังดูเหม่อลอย... ดูเหมือนจะยังทำใจยอมรับไม่ได้ที่ตัวเองเพิ่งเดินเฉียดผ่านประตูนรกมา
ก็นะ เขาเป็นแค่เด็กหนุ่มคนหนึ่ง ในโลกของพวกเขาคงไม่เคยมีแนวคิดเรื่องความเป็นความตายอยู่ในหัวเลยกระมัง?
คุณหมอก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
พริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปสองวัน
"เอาเป็นว่า รอดชีวิตมาได้ก็ถือเป็นเรื่องดีแล้ว พลังของ 'แสงศักดิ์สิทธิ์จุติโลก' จากการ์ดระดับเจ็ดนั้นแข็งแกร่งมาก ไม่เพียงแต่รักษาบาดแผลให้เธอ แต่ยังช่วยยกระดับสมรรถภาพทางกายให้ดีขึ้นด้วย... ถือว่าในเคราะห์ร้ายยังมีดีนะ แต่คุณแม่กับน้องสาวของเธอช่วงก่อนหน้านี้ลำบากเพื่อเธอไปมากจริงๆ โดยเฉพาะน้องสาวของเธอ วันหน้าก็หาทางตอบแทนเธอให้มากๆ หน่อยล่ะ"
ฉู่ซวี่ แพทย์เจ้าของไข้ของซูเสียนทอดถอนใจเบาๆ พลางมองซูเสียนที่กำลังนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วพูดว่า "รู้สึกเบื่อใช่ไหม? งั้นก็ดูทีวีไปก่อนละกัน อีกเดี๋ยวก็ได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว"
พูดจบ เขาก็สั่งการว่า "เปิดโทรทัศน์"
"รับทราบค่ะ คุณฉู่!"
เสียงจักรกลดังขึ้นจากข้อมือ
จากนั้นสายรัดข้อมือสีดำก็เปล่งแสงจางๆ พลันปรากฏหน้าต่างโปรเจกชันลอยตัวขนาดมหึมาขึ้นต่อหน้าซูเสียนทันที
แววตาที่เคยกะปลกกะเปลี้ยของซูเสียนเริ่มมีประกายขึ้นมาบ้าง แต่เขาไม่ได้มองภาพอันวิจิตรตระการตาที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมและดูสมจริงยิ่งกว่าระบบ 3D นั่นเลย ทว่าเขากลับจับจ้องไปที่สายรัดข้อมือสีดำบนข้อมือของฉู่ซวี่...
และที่ข้อมือของเขาเอง ก็มีสายรัดข้อมือแบบเดียวกันสวมู่อยู่
"พักผ่อนตามสบายนะ เดี๋ยวแม่กับน้องสาวเก็บของเสร็จแล้วจะมารับเธอ วางใจเถอะ ในเมื่อใช้การ์ดเวทย์ระดับเจ็ดไปแล้ว อาการบาดเจ็บของเธอก็ไม่จำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาลต่อหรอก..."
พูดเสร็จ ฉู่ซวี่ก็เดินออกจากห้องไปพร้อมกับปิดประตูให้เรียบร้อย
ภายในห้องเหลือเพียงซูเสียนคนเดียว
ซูเสียนจ้องมองหน้าต่างลอยตัวขนาดใหญ่ตรงหน้าอย่างเหม่อลอย ราวกับว่าเขาได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ
ทันใดนั้นเอง...
เสียงกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว!
แถบริบบิ้นหลากสีปลิวว่อนไปทั่ว!
กระบี่บินนับสิบเล่มที่มีแสงสีต่างกันพุ่งทะยานขึ้นจากพื้นดินพร้อมๆ กัน ทิ้งลำแสงยาวเหยียดที่โชติช่วงไว้เบื้องหลัง ราวกับเครื่องบินเจ็ตที่บินวนเวียนร่ายรำอยู่บนท้องฟ้า สอดประสานกันจนกลายเป็นลวดลายที่งดงาม!
ระหว่างทาง พวกมันบินผ่านยานเหาะที่ลอยตัวอยู่บนเวหา
เบื้องล่าง...
ตึกระฟ้าเรียงรายเป็นตับ มีเรือเหาะแล่นผ่านไปมาในอากาศไม่ขาดสาย ภายในเรือเหาะเต็มไปด้วยผู้ชมที่พากันส่งเสียงตะโกนเชียร์ดังลั่น!
มีพิธีกรกำลังบรรยายการแข่งขันด้วยความเร็วแสง แม้จะไม่มีเครื่องขยายเสียง แต่ทุกคำพูดที่เปล่งออกมากลับเหมือนเสียงอัสนีบาตที่กึกก้องอยู่ในใจของผู้คน
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีผู้คนจำนวนมหาศาลยืนลอยตัวอยู่กลางอากาศ คอยโห่ร้องให้กำลังใจ
ดูเหมือนว่า... กำลังมีการจัดแข่งประลองความเร็วของกระบี่บินอยู่?
อายุก็เกือบจะเลขสามแล้ว แม้ตอนนี้จะกลับมาอยู่ในวัยหนุ่มสาวอีกครั้ง แต่จิตใจย่อมเข้มแข็งกว่าเด็กวัยรุ่นทั่วไปมากนัก สองวันที่ฟื้นขึ้นมาเพียงพอที่จะทำให้ซูเสียนเข้าใจทุกอย่าง
ข้ามมิติมาสินะ...
เดิมทีก็เป็นเด็กกำพร้า ตัวคนเดียวไม่มีพันธะ ไม่มีญาติมิตรที่ไหน คนอยู่ที่ไหนบ้านก็อยู่ที่นั่น การมาโผล่อีกโลกหนึ่งดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอะไรนัก คิดเสียว่ามาเที่ยวทริปที่อยากไปก็ไปเลยแล้วกัน
เพียงแต่โลกที่ข้ามมานี้...
ซูเสียนถอนหายใจยาวอย่างช่วยไม่ได้ ในที่สุดสีหน้าประหลาดๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขาพึมพำกับตัวเองว่า "ฉันกล้าพูดเลยนะ ว่าในบรรดาพวกข้ามมิตินับหมื่นนับแสนคน คนที่ข้ามมาเจอโลกที่ประหลาดหลุดโลกแบบฉันเนี่ย ต้องเป็นหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์แน่ๆ"
พูดไปก็นึกขำปนสมเพชตัวเองไป!
(จบตอน)