เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 54 อย่าหลอกตัวเอง…

ตอนที่ 54 อย่าหลอกตัวเอง…

ตอนที่ 54 อย่าหลอกตัวเอง…


ตอนที่ 54 อย่าหลอกตัวเอง…

“หึ ไม่นึกเลยว่าไม่เจอกันแค่สองเดือน ความสามารถสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายของเจ้าจะไม่ได้ลดเลือนไปเลยแม้แต่น้อย”

เสียงเย้ยหยันอันคุ้นเคยดังขึ้น จี้เตี๋ยหันมองด้วยความประหลาดใจ พร้อมได้เห็นสตรีในชุดแดงยืนอยู่ไม่ไกล สายตาที่มองมาบ่งบอกชัดว่ากำลังประชดประชัน

นางยังคงเป็นเหมือนครั้งแรกที่ได้พบเจอ นั่นคือทำให้ดวงตาพร่างพราย

ว่าแต่ไม่ใช่นางไปฝั่งเหนือแล้วหรอกหรือ…

“คารวะศิษย์พี่หญิงเจียงขอรับ… ไม่ใช่ว่าท่านไปฝั่งเหนือแล้วหรอกหรือ…” จี้เตี๋ยพยายามฝืนยิ้มออกมา ขณะเดียวกันก็เดินเข้าไปหาพร้อมโค้งกายให้อย่างนอบน้อม

“ข้ากลับมาพบเจ้า บังเอิญได้ยินวีรกรรมเพิ่มเติมเข้าพอดี! เวลานี้ทั้งฝั่งใต้แทบกล่าวขาน ว่าเจ้ายอมเสี่ยงชีวิตเพื่อสตรีอันเป็นที่รัก โดยการขับไล่คนที่ตามเกี้ยวพาศิษย์น้องหญิงซูผ่านการแข่งขันปรุงยา…” เจียงโม่หลียังคงค่อนขอดต่อ ปัจจุบันส่วนสูงของนางไม่ได้ด้อยไปกว่าจี้เตี๋ย จากรองเท้าผ้าปักสีขาวที่สูงขึ้นมาเป็นชุดสีแดง มันยิ่งทำให้นางดูเป็นสตรีแสนซุกซน

ส่วนเรื่องราวเหล่านั้นที่แพร่กระจาย ไม่แปลกหากจะไปถึงหูของนาง

เพราะปัจจุบัน เรื่องราวที่จี้เตี๋ยและเซี่ยปินแข่งขันปรุงยาต่อกัน มันแพร่กระจายไปถึงฝั่งเหนือด้วย

และนางทราบดีว่าเซี่ยปินเป็นคนอย่างไร ทั้งยังไล่ตามตื๊อลั่วลั่วมายาวนานเพียงใด

การแข่งขันระหว่างคนทั้งสองย่อมดึงดูดความสนใจและทำให้เกิดความริษยาไม่มากก็น้อย

“ศิษย์พี่หญิงเจียงเข้าใจผิดแล้วขอรับ ข้าเพียงเคารพนับถือศิษย์พี่หญิงซู ไม่ได้มีความรู้สึกอื่นใดเช่นนั้นขอรับ” จี้เตี๋ยที่ได้ยินเรื่องราวซึ่งเล่าขานจนผิดเพี้ยน เวลานี้จึงก้มลงมองรองเท้าคู่ตรงหน้าไม่กล้าเงยหน้าตอบ

ต่อหน้าสตรีผู้นี้ ตัวเขารู้สึกด้อยกว่าไม่เคยเปลี่ยน และทุกครั้งที่พบเจอ เขาจะถูกลมปราณของนางสะกดข่มเอาไว้

“เหอะ!” เจียงโม่หลีมองมาด้วยรอยยิ้มประชดประชัน

“หลอกผู้อื่นนั้นหลอกได้ แต่คิดหลอกตนเองนั้นไม่ได้!”

“…”

จี้เตี๋ยเผยยิ้มขื่นขมและไม่กล้าทักท้วงคำใด กระทั่งคิดว่านางมาที่นี่เพื่อหาเรื่องกันใช่หรือไม่?

“เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว ข้าไม่ได้ว่างขนาดนั้น” เจียงโม่หลีเลิกคิ้วขึ้นมา มันเป็นเส้นโค้งที่งดงามยิ่งกว่าขุนเขาซึ่งอยู่ไกลห่าง ทั้งยังคาดเดาความคิดของเขาได้

“ที่ข้ามาครั้งนี้ ก็เพราะต้องการให้เจ้าช่วยอะไรสักอย่าง”

“กล่าวมาได้เลยขอรับ… ตราบเท่าที่ช่วยได้ ข้าพร้อมยินดีช่วยเหลือศิษย์พี่หญิงเจียงขอรับ” จี้เตี๋ยตอบรับอย่างหนักแน่น เพราะเจียงโม่หลีถือเป็นผู้มีบุญคุณแก่ตัวเขาอยู่ไม่ใช่น้อย

“ปัจจุบันเจ้าอ่อนแอเกินไป ดังนั้นควรคลี่คลายปัญหาของตนเองเสียก่อน ผู้อาวุโสเจิ้งได้รายงานเรื่องการหายตัวไปของหวังอวิ๋นและเฮ่อซงถึงฝั่งเหนือแล้ว ปัจจุบันทางฝั่งเหนือกำลังรับหน้าที่ตรวจสอบ ช่วงสองเดือนที่ผ่านมาเหมือนว่าจะมีความคืบหน้าไม่ใช่น้อย” เจียงโม่หลีตอบกลับ และไม่ทราบว่านางตั้งใจหรือไม่ได้เจตนา แต่สายตานั้นจ้องมองเด็กหนุ่มอย่างไม่ละสายตา

เนื่องจากจี้เตี๋ยคือผู้ต้องสงสัยว่าฆาตกรรมคนทั้งสอง ยามผู้อาวุโสเจิ้งคิดจับกุม อีกฝ่ายได้กล่าวอ้างเรื่องเป็นหวานใจวัยเด็กกับนางเพื่อหลอกลวงพวกผู้อาวุโสเจิ้ง…

“เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องอันใดกับข้า…” จี้เตี๋ยยังคงแสดงอาการสงบเป็นการตอบรับ

“ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ดี” เจียงโม่หลีมองราวกับคิดขุดลึกลงไปในสายตา สุดท้ายจึงโบกมือพร้อมกับส่งขวดหยกใบหนึ่งมาให้

“ในขวดคือยาบ่มเพาะต้นกำเนิด เมื่อใดเจ้าไปถึงการกลั่นลมปราณขั้นที่หกจุดสูงสุด มันจะทำให้เจ้าสามารถทะลวงสู่การกลั่นลมปราณขั้นที่เจ็ดได้”

ยาบ่มเพาะต้นกำเนิด… เป็นยาที่ผู้ฝึกตนกลั่นลมปราณขั้นที่หกจุดสูงสุดต้องการ เพราะมันสามารถช่วยทะลวงสู่การกลั่นลมปราณขั้นที่เจ็ดได้โดยตรง

จี้เตี๋ยถึงขั้นกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ยานี้สมควรเป็นรางวัลการแข่งขันของฝั่งใต้ที่เจียงโม่หลีชนะเลิศและได้รับมา

เพียงแต่เพราะเหตุใดเจียงโม่หลีถึงได้มอบยานี้ให้โดยไม่มีเหตุผล เรื่องราวเป็นเหตุให้จี้เตี๋ยอดคิดไม่ได้ว่าหรืออีกฝ่ายจะมีใจให้ตนเอง…

ราวกับตระหนักได้ถึงความสงสัยในใจของเขา เจียงโม่หลีมองมาพร้อมกล่าวตอบ

“บอกต่อเจ้า ข้าต้องให้เจ้าช่วยเหลือ และนี่ถือเป็นรางวัลล่วงหน้า ดังนั้นจงรับเอาไว้ เนื่องจากระดับการฝึกตนปัจจุบันของเจ้าต่ำเตี้ยเกินไป อย่างน้อยเจ้าควรเป็นผู้ฝึกตนกลั่นลมปราณขั้นที่เจ็ดเสียก่อนจึงจะช่วยเหลือข้าได้ และยานี่จะช่วยย่นระยะเวลา” เจียงโม่หลีตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอันเรียบเฉย

“ส่วนเรื่องที่ต้องการให้ช่วยนั้นไม่ต้องกังวล เจ้าทำได้แน่! ไม่ได้ยากเกินความสามารถของเจ้า”

“ขอรับ เช่นนั้นเมื่อใดศิษย์พี่หญิงเจียงต้องการความช่วยเหลือขอให้บอกกล่าวได้เลยขอรับ” จี้เตี๋ยสูดลมหายใจเข้าลึก แม้ไม่ทราบว่าอีกฝ่ายต้องการให้ช่วยอะไรกันแน่ แต่เขาก็พร้อมที่จะตอบรับ

“ไม่น่าจะนานมากนัก จงรักษาชีวิตเอาตัวรอด เพราะหากเจ้าตาย ยาบ่มเพาะต้นกำเนิดของข้าจะกลายเป็นสูญเปล่า” หญิงสาวเปรยสายตามองตอบเป็นครั้งสุดท้าย ถัดจากนั้นจึงเดินกลับไป

“ฝั่งเหนือเข้ามาเกี่ยวข้องแล้วหรือนี่…” จี้เตี๋ยมองตามแผ่นหลังของนางที่เดินออกไปไกลห่างแล้ว เวลานี้จึงลดศีรษะลงก้มมองขวดหยกในมือและครุ่นคิดอะไรก็ไม่อาจทราบ

“วูบ…” สภาพอากาศในภูเขาเป็นอะไรที่ไม่อาจคาดเดา ดวงตะวันที่อาจสาดส่องแสงแรงกล้าเมื่อครู่ ปัจจุบันกลับกลายเป็นสายลมรุนแรงพัดพาจนเป็นเหตุให้ต้นไม้ใบหญ้าต้องส่งเสียงร้องโหยหวนตามลม

เสื้อผ้าที่จี้เตี๋ยใส่อยู่ก็ถูกสายลมแรงพัดด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะเป็นช่วงเดือนสาม แต่สายลมกับเย็นเยือก… และก็เป็นเวลานี้เองที่เขาดึงสติกลับมา

“ค่อนข้างหนาว…” จี้เตี๋ยขมวดคิ้วพร้อมห่อไหล่ พลางนึกถึงความหมายในคำกล่าวของเจียงโม่หลีเมื่อครู่นี้ ความรู้สึกไม่ใคร่สบายใจจึงเริ่มก่อเกิดขึ้นภายใน

เขาไม่ทราบว่านางกำลังทดสอบตนเองอยู่หรือไม่

เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเรื่องราวเกินคาดคิด จี้เตี๋ยตัดสินใจคิดนำถุงมิติที่ซ่อนไว้ไปทิ้งให้ไกลห่าง เช่นการโยนลงแม่น้ำให้ไหลไปกับกระแสน้ำจนไกลแสนไกล

เพราะไม่อาจทราบได้ว่าอีกฝ่ายจะตรวจสอบจนพบถุงมิติหรือไม่ และบางทีพวกเขาอาจพบเจอเบาะแสอะไรอื่นก็เป็นได้

“เฮ้อ… อากาศไม่ดีเอาซะเลย…” ภายหลังหยุดยืนอยู่สักพักหนึ่ง จี้เตี๋ยจึงถูมือตนเองขณะก้มศีรษะลงและเก็บขวดหยกไว้ในแขนเสื้อ

ยาที่ได้รับมาจะใช้งานได้ก็ต่อเมื่อสำเร็จการกลั่นลมปราณขั้นที่หกจุดสูงสุด และปัจจุบันระดับการฝึกตนของเขายังอยู่ห่างจากจุดนั้นอยู่พอสมควร

“ไม่ทราบเลยว่านางต้องการให้ไปทำอะไร ถึงขนาดยอมจ่ายค่าตอบแทนล่วงหน้าเป็นยาบ่มเพาะต้นกำเนิด ดูลึกลับดีเสียจริง”

คงต้องปล่อยไปก่อน…

ยามค่ำคืน ฟากฟ้าถูกปกคลุมด้วยม่านราตรีอันดำมืด จี้เตี๋ยกำลังมุ่งหน้าไปยังใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง แต่กลับได้พบว่าหลุมที่เขาเคยขุดซ่อนถุงมิติเอาไว้กลับถูกขุดค้นไปเสียก่อนแล้ว!

ถุงมิติที่ซ่อนเอาไว้ก็หายไปด้วยเช่นกัน!

“ไม่ดีแล้ว… ดูจากร่องรอยของหน้าดินที่ถูกขุดไป น่าจะผ่านมาอย่างน้อยก็หนึ่งเดือน เหมือนว่าการข่าวของศิษย์พี่หญิงเจียงจะไม่ใช่เรื่องกังวลเกินเหตุ” จี้เตี๋ยเผยสีหน้าดำมืด ทั้งยังไม่กล้าอยู่ในบริเวณนี้ต่อ เขาเร่งร้อนกลับไปยังถ้ำของตนเองขณะเดินวนเวียนไปมา จนสุดท้ายต้องนั่งขัดสมาธิลงกับพื้นเพื่อสงบใจ

ช่วงเวลาเช่นตอนนี้ เขาต้องไม่เสียอาการ อย่างเลวร้ายก็ต้องต่อต้านแบบซึ่งหน้า

ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันระยะเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งเดือนแล้วแต่กลับไม่มีใครแวะเวียนมาหา เป็นไปได้ว่าผึ้งสะกดรอยจิตวิญญาณจะไม่อาจตามหากลิ่นอายที่ทิ้งไว้นานขนาดนั้นได้พบ!

“ต้องฝึกฝน ต้องรีบทะลวงสู่การกลั่นลมปราณขั้นที่เจ็ดเสียก่อน!” จี้เตี๋ยพยายามทำจิตใจให้กระจ่าง เวลาเช่นตอนนี้นึกเสียใจไปไม่ได้อะไรขึ้นมา ทั้งยังไม่อาจหลบหนี

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอาการร้อนรน ถัดจากนั้นจึงเริ่มกระบวนการฝึกฝน

หากทะลวงสู่การกลั่นลมปราณขั้นที่เจ็ด ต่อให้ความจริงถูกเปิดเผย อย่างน้อยเขาก็มีความมั่นใจพอปกป้องชีวิตตนเองเอาไว้!

แม้ว่าการกลั่นลมปราณขั้นที่เจ็ด มันอาจไม่สามารถเทียบเปรียบกับทั้งสำนักเจ็ดลึกล้ำได้เลยก็ตาม…

แต่มันก็ดีกว่าการกลั่นลมปราณขั้นที่หก!

ดังนั้นในช่วงไม่กี่วันหลังจากนั้น นอกจากขัดเกลาสรรพคุณจากยาทุ่งสมุทร จี้เตี๋ยจะเก็บตัวอยู่แต่ในถ้ำเพื่อฝึกฝนทุกวัน

ระหว่างช่วงเวลานั้นเอง อู๋ฮั่นได้รับหน้าที่คอยไปตามหาวัตถุดิบปรุงยาย้อนฝัน

เพราะหากว่าได้รับยาย้อนฝันเพิ่ม ก็เป็นไปได้ว่าเขาจะสำเร็จไปถึงการกลั่นลมปราณขั้นที่หกจุดสูงสุด เมื่อรวมเข้ากับยาบ่มเพาะต้นกำเนิด เขาจะสามารถทะลวงสู่การกลั่นลมปราณขั้นที่เจ็ดได้!

ช่วงเวลาที่เร่งร้อนฝึกฝน ครึ่งเดือนได้ผ่านพ้นไปราวกับชั่วพริบตา

แม้ว่าจะไม่มียาย้อนฝัน แต่ด้วยความช่วยเหลือจากยาทุ่งสมุทร ระดับการฝึกตนของจี้เตี๋ยจึงไต่ระดับเข้าใกล้การกลั่นลมปราณขั้นที่หกจุดสูงสุด

เพียงแต่ภายหลังครึ่งเดือนนี้ผ่านพ้น จี้เตี๋ยได้ใช้ยาทุ่งสมุทรที่มีจนหมด กระทั่งสมุนไพรวิญญาณสำหรับใช้ปรุงยาทุ่งสมุทรก็หมดลงเช่นกัน

บังเอิญกับช่วงนี้อู๋ฮั่นกำลังเก็บตัวเตรียมทะลวงสู่การกลั่นลมปราณขั้นที่สี่ เป็นเหตุให้จี้เตี๋ยต้องเดินทางไปยอดเขาโอสถด้วยตนเอง

“ขายเห็ดหลินจืออัคคี ผู้ใดสนใจเชิญทางนี้ เห็ดหลินจืออัคคีร้อน ๆ ช่วยเพิ่มพูนการฝึกตนได้…”

จบบทที่ ตอนที่ 54 อย่าหลอกตัวเอง…

คัดลอกลิงก์แล้ว