เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 25 เขียนเสือให้วัวกลัว

ตอนที่ 25 เขียนเสือให้วัวกลัว

ตอนที่ 25 เขียนเสือให้วัวกลัว


ตอนที่ 25 เขียนเสือให้วัวกลัว

“ดื้อรั้นซะจริง! ในเมื่อปฏิเสธไม่ยอมจำนน งั้นก็อย่าหาว่าข้าเสียมารยาท!” สิงจงแค่นเสียงขึ้นจมูก สภาวะพลังกลั่นลมปราณขั้นที่ห้าแผ่พุ่งปะทุออก มือขวาของเขาเริ่มขยายขนาดและแข็งตัว ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าหาจี้เตี๋ยด้วยความดุร้าย!

มันคือวิชาคาถาประเภทหนึ่ง วิชาศิลาแกร่งกล้า!

ภายหลังฝึกฝนได้สำเร็จ ผู้ใช้วิชาจะสามารถแปรเปลี่ยนส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายให้เป็นหินแกร่งได้ตามใจนึก และมันแข็งแกร่งขนาดที่ว่าผู้ฝึกตนกลั่นลมปราณขั้นที่เก้ายังยากจะทำให้บาดเจ็บได้!

เพียงแต่สิงจงยังไม่ได้ฝึกฝนสำเร็จถึงขั้นนั้น ปัจจุบันจึงทำได้เพียงแค่แปรเปลี่ยนมือข้างขวาให้กลายเป็นหิน ทว่าแค่นั้นก็มาพอให้ต้องทึ่ง! เพราะพลังหมัดที่ต่อยออกมา มันมากพอบดขยี้โลหะได้!

“วิชาบ้าอะไรกัน!” จี้เตี๋ยหรี่สายตา สัญชาตญาณของเขาร้องบอกว่าอันตราย ขณะนี้จึงไม่กล้าเผชิญหน้าโดยตรง เขาจึงตัดสินใจโบกมือส่งก้อนหินบนพื้นลอยขึ้นกลางอากาศพุ่งเข้าไปโจมตีเป้าหมาย เพื่อลองดูว่าจะหยุดมันเอาไว้ได้หรือไม่!

อึดใจถัดมา ก้อนหินบินเหล่านั้นที่เข้าปะทะกับหมัดของสิงจงพลันป่นกลายเป็นผง

“ทำได้แค่นี้งั้นหรือ?” สิงจงแค่นเสียงเย้ยขณะเดินเข้าหาจี้เตี๋ยด้วยสีหน้าถมึงทึง

ยามได้ยินคำเย้ยจากอีกฝ่าย นัยน์ตาของจี้เตี๋ยกลับกลายเป็นเย็นเยือกไร้อารมณ์ ขณะเดียวกันเขาก็กำลังถอยหนีพลางครุ่นคิดหาวิธีการตอบโต้

แต่แล้วทันใดนี้เองที่มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากฝูงชน

“ศิษย์พี่จี้ ศิษย์พี่หญิงเจียงฝากมากล่าวว่าขอให้ท่านนำยาไปส่งให้ด้วยขอรับ”

จี้เตี๋ยจดจำได้ว่าเป็นเสียงของอู๋ฮั่น เวลานี้จึงทั้งประหลาดใจและสับสน พลางนึกสงสัยว่าเหตุใดอีกฝ่ายพูดขึ้นมาในเวลาเช่นนี้

“ศิษย์พี่หญิงเจียง… นี่เจ้ารู้จักกับเจียงโม่หลี…” ไม่คาดคิดว่าสิงจงจะหยุดการกระทำพร้อมเผยความสงสัยออกมาผ่านสีหน้า แขนข้างที่แข็งกลายเป็นหินเองก็เลือนหายกลับกลายเป็นเลือดเนื้อขณะจ้องมองมา

เขาย่อมทราบนามของเจียงโม่หลี หรือจะกล่าวว่าทั่วทั้งฝั่งใต้ คงมีน้อยคนที่ไม่รู้จักนามดังกล่าว

ด้วยอายุยังเยาว์ นางสามารถทะลวงสู่การกลั่นลมปราณขั้นที่หก กล่าวได้ว่าเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าสู่ฝั่งเหนือในปีนี้แล้วด้วยซ้ำ เพราะอนาคตอันสว่างไสวของนาง แม้กระทั่งผู้อาวุโสเจิ้งก็ยังไม่กล้ามีเรื่องด้วยโดยง่าย

“ก็รู้จัก” จี้เตี๋ยพบเห็นอาการตอบสนองของอีกฝ่ายพลันเผยประกายในดวงตาวูบขึ้นมา เขาได้เห็นว่าอีกฝ่ายมีความเกรงกลัวต่อเจียงโม่หลี และตอนนี้เองที่เขาเกิดเข้าใจ ว่าเหตุใดอู๋ฮั่นเลือกพูดขึ้นมาในสถานการณ์เช่นนี้

“ไม่เพียงแต่ข้ารู้จักศิษย์พี่หญิงเจียง แต่ยังคุ้นเคยด้วย! พวกเราเติบโตมาด้วยกัน รู้จักกัน และเป็นหวานใจต่อกันตั้งแต่ยังเด็ก! เจ้าที่ฟังความแต่ฝ่ายเดียวกลับสรุปไปแล้วว่าข้าคือฆาตกร หากศิษย์พี่หญิงเจียงทราบเรื่องย่อมไม่มีทางนิ่งดูดายแน่!” จี้เตี๋ยถือโอกาสเขียนเสือให้วัวกลัวโดยไม่รีรอ แม้ว่าในใจจะยังรู้สึกหวาดวิตกอยู่บ้างก็ตาม

เพราะทั้งเขาและเจียงโม่หลีไม่ใช่มิตรสหายอะไรต่อกัน เพียงแต่สถานการณ์ปัจจุบันบีบบังคับให้ต้องกล่าวอ้าง

อย่างน้อยเขาก็วาดภาพศิษย์พี่หญิงเจียงเพื่อข่มขวัญอีกฝ่ายได้

ส่วนว่าหากศิษย์พี่หญิงเจียงทราบเรื่องแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างนั้น ก็ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอนาคตไป

สิงจงรับฟังคำกล่าวจนสีหน้าแปรเปลี่ยนจากดำมืดเป็นสว่างไสว

ปัจจุบันที่ไม่มีหลักฐานอะไรบ่งชี้ว่าจี้เตี๋ยเป็นคนฆ่า เรื่องราวทั้งหมดเป็นการฟังความและสรุปความแต่ฝ่ายเดียวโดยชายนามเหอเฉียง

หากว่าอีกฝ่ายพูดจริง และเป็นคนคุ้นเคยกับเจียงโม่หลีจริง หากเรื่องรู้ถึงหูนางเข้า เป็นไปได้มากที่เขาจะถูกต่อว่า และถึงเวลาเขาจะไม่อาจแบกรับโทสะจากนางได้ไหว

และแน่นอนว่าเขาเองก็ไม่ได้โง่พอจะเชื่อทุกคำพูดของจี้เตี๋ยเช่นกัน!

สิงจงแค่นเสียงขึ้นจมูกก่อนจะชี้หน้าศิษย์ของพื้นที่โรงนาสุ่มคน ถัดจากนั้นจึงเรียกให้อีกฝ่ายก้าวออกมาเพื่อสอบถาม “ที่มันพูดเป็นเรื่องจริงหรือไม่?”

“สมควรเป็นเรื่องจริงขอรับ ศิษย์พี่จี้รู้จักกับศิษย์พี่หญิงเจียงจริง ก่อนหน้านี้เขาเคยทำร้ายสัตว์อสูรของศิษย์พี่หญิงเจียงแต่กลับไม่ถูกลงโทษ ยิ่งไปกว่านั้นข้ายังได้เห็นนางแวะมาพูดคุยกับศิษย์พี่จี้อีกหลายครั้งขอรับ” ศิษย์คนดังกล่าวที่พบเห็นสายตาคาดคั้น เขาจึงกล่าวความจริงที่เห็นทั้งหมดออกมาด้วยความหวาดกลัว

ภายหลังได้ยินคำบอกกล่าว สิงจงขมวดคิ้ว ตอนนี้เขาเริ่มเชื่อคำพูดขึ้นมาบ้างจนเกิดความลังเล สายตาจึงหันกลับมองยังจี้เตี๋ย เพราะไม่ทราบว่าควรจับกุมหรือว่าปล่อยตัวอีกฝ่ายไปดี

หากว่าจับกุมเด็กหนุ่มไป กรณีอีกฝ่ายเป็นคนสังหารจริงก็ไม่เป็นไร แต่หากว่าไม่ใช่ เช่นนั้นภายหน้านับจากนี้เขาจะแบกรับโทสะของเจียงโม่หลีไหวหรือไม่?

แต่หากว่าปล่อยไป เขาก็ไม่ทราบว่าควรอธิบายผู้อาวุโสเจิ้งอย่างไรดี

“ศิษย์พี่สิง…” พบเห็นอีกฝ่ายลังเล เหอเฉียงเผยสีหน้าแปรเปลี่ยน เพราะเขาปัจจุบันเขากับจี้เตี๋ยไม่อาจลงรอยด้วยกันได้อีกต่อไปแล้ว

มันคือสถานการณ์ที่หากเขาไม่ตาย อีกฝ่ายก็ต้องตาย

“ชายคนนี้ฆ่าผู้ดูแลนะขอรับ พวกเราจะปล่อยเขาไปเช่นนี้…”

“ไปรายงานเรื่องราวให้ผู้อาวุโสเจิ้งทราบ และขอให้ท่านเดินทางมาเพื่อตัดสินใจ” สิงจงหันสายตามองด้วยความเฉยชา เพราะเขาทราบแล้วว่าเรื่องราวมันเกินกว่าอำนาจตนเองจะตัดสินใจได้อีก ดังนั้นจึงสั่งเหอเฉียงให้ไปเชิญตัวผู้อาวุโสเจิ้งมา

เขาหันมองทางจี้เตี๋ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะเอ่ยคำต่อ “เจ้าและข้ารอผู้อาวุโสเจิ้งอยู่ที่นี่ เรื่องที่เจ้าเป็นฆาตกรหรือไม่นั้น ผู้อาวุโสจะเป็นคนตัดสินใจ”

อย่างน้อยตอนนี้น้ำเสียงของอีกฝ่ายก็โอนอ่อนลงมาก

“ตกลง” จี้เตี๋ยพยักหน้ารับ พร้อมกับรู้สึกเกินคาดที่ชื่อของศิษย์พี่หญิงเจียงมีประโยชน์ถึงขนาดนี้ ปัจจุบันเขาจึงถอยหลบไปรออยู่อย่างเงียบงัน

เพียงไม่นาน ชายในชุดดำจึงปรากฏตัวเหนือพื้นที่โรงนา สุดท้ายจึงกระโดดลงมาจากกระบี่บินเล่มยาว

บุคคลผู้มาเยือนไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นผู้อาวุโสเจิ้งที่สิงจงเอ่ยถึง จากรูปลักษณ์แล้วอายุน่าจะราวสี่สิบปี สวมใส่ชุดคลุมสีดำปักลวดลายเมฆพร้อมกับแผ่พลังอันแข็งแกร่งออกมา

อีกฝ่ายหยุดยืนตรงหน้าฝูงชนขณะเปรยสายตามองทั่ว ทุกคนในที่นี้จึงพร้อมกันก้มศีรษะให้เป็นการคารวะ ขณะเดียวกันพวกเขาก็ไม่กล้าสบตา

‘ผู้อาวุโสเจิ้งงั้นหรือ…’ จี้เตี๋ยมองหน้าอีกฝ่ายพลางรับรู้ได้ถึงการสะกดข่ม แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองอะไร เขาก็ยังเลือกโค้งศีรษะให้

นับตั้งแต่มาถึงสำนักเจ็ดลึกล้ำ เขาเพิ่งเคยได้พบกับผู้อาวุโสเป็นครั้งแรก ขณะนี้เกิดรู้สึกได้ว่าชายวัยกลางคนตรงหน้ามีรากฐานการฝึกตนอันแข็งแกร่ง ทั้งยังมีสภาวะลมปราณที่ทัดเทียมกับสตรีโฉด

มันคือลมปราณอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้ฝึกตนกลั่นลมปราณระดับสูง!

“สิงจง เกิดเรื่องอะไรขึ้น? ข้าบอกให้เจ้าไปจับตัวฆาตกร แค่เรื่องเล็กน้อยกลับทำไม่ได้งั้นหรือ” เจิ้งอี้ที่ตอบรับการคารวะจากเหล่าศิษย์เรียบร้อยจึงหันไปสอบถามสิงจง

สำนักเจ็ดลึกล้ำมีผู้อาวุโสทั้งหมดห้าคน สองคนอยู่ฝั่งใต้ และอีกสามคนอยู่ฝั่งเหนือ พวกเขาแต่ละคนรับผิดชอบยอดเขาแต่ละแห่ง อีกฝ่ายคือผู้รับผิดชอบดูแลยอดเขาสรรพสัตว์

“รายงานผู้อาวุโส… เรื่องนี้…” สิงจงได้ยินน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ เวลานี้จึงไม่กล้าปิดบัง เขาเริ่มบอกเล่าถึงสายสัมพันธ์ระหว่างจี้เตี๋ยและเจียงโม่หลีออกมา

“เพื่อนสนิทสมัยเด็กของเจียงโม่หลี?” ภายหลังได้ยินเรื่องราว เจิ้งอี้ชะงักไป ถัดจากนั้นจึงหันมองยังเด็กหนุ่ม พิจารณาตั้งแต่หัวจรดเท้า สุดท้ายจึงขมวดคิ้ว

เด็กหนุ่มตรงหน้ายังอ่อนเยาว์ เพียงแต่การฝึกตนกลับไปถึงกลั่นลมปราณขั้นที่ห้าแล้ว

“ศิษย์จี้เตี๋ย ยินดีที่ได้พบผู้อาวุโสเจิ้งขอรับ ข้าหาได้ทราบเรื่องราวความตายของผู้ดูแลไม่ ขอผู้อาวุโสเจิ้งคลี่คลายให้นามของข้าไร้มลทินด้วยขอรับ” พบเห็นสายตาจับจ้องมา จี้เตี๋ยรับรู้ถึงแรงกดดัน และเพราะไม่อาจหลบเลี่ยงหรือหลบซ่อน เขาจึงต้องแสร้งทำเป็นสงบเพื่อประสานหมัดกับฝ่ามือเป็นการตอบรับอย่างนอบน้อม

“เหอะ! จี้เตี๋ย หยุดการเสแสร้งของเจ้า! ผู้อาวุโสโปรดตรวจสอบถุงมิติของมัน ข้าเชื่อว่าจะต้องมีของของผู้ดูแลหวังแน่ขอรับ!” เหอเฉียงที่กลับมาจากการไปแจ้งข่าวคราวต่อเจิ้งอี้ เวลานี้กำลังหยุดยืนพลางหอบหายใจ

เขาไม่อาจขี่กระบี่บิน และเจิ้งอี้ก็ไม่คิดพาร่วมทางมาด้วย แต่เขาไม่กล้าปริปากบ่น

“เงียบ! เจ้าคิดว่าที่นี่เป็นตลาดสดหรืออย่างไร? คิดว่าตนเองกำลังสั่งใคร? ข้าที่เป็นผู้อาวุโสย่อมตรวจสอบเรื่องราวให้กระจ่าง ไม่ใช่จับคนมั่วซั่วไร้ความผิด” เจิ้งอี้ตะโกนตอบด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก เพื่อเป็นการขัดไม่ให้คนทั้งสองปะทะคารม

ในเมื่อสองฝ่ายให้การไม่ตรงกัน ก็ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโกหก

หากเขาเลือกเชื่อได้ เขาก็เลือกเชื่อเหอเฉียง เพราะหวังอวิ๋นหายตัวไปจริง

“เพียงแต่สิ่งที่เหอเฉียงกล่าวมาก็มีเหตุผล เพื่อตรวจสอบว่าเจ้าได้สังหารหวังอวิ๋นหรือไม่ ข้าจำเป็นต้องตรวจสอบถุงมิติของเจ้าว่ามีอะไรผิดแปลกอยู่หรือไม่”

เจิ้งอี้เพียงยกมือขึ้นก็ใช้พลังจิตช่วงชิงเอาถุงมิติจากเอวของจี้เตี๋ย จนกระทั่งมันลอยเข้าไปถึงมือของเขาอย่างง่ายดาย

จบบทที่ ตอนที่ 25 เขียนเสือให้วัวกลัว

คัดลอกลิงก์แล้ว