เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 5 จิตใจของสตรีคือพิษร้าย

ตอนที่ 5 จิตใจของสตรีคือพิษร้าย

ตอนที่ 5 จิตใจของสตรีคือพิษร้าย


ตอนที่ 5 จิตใจของสตรีคือพิษร้าย

ตอนได้เห็นผู้ดูแลจางซึ่งถูกตนเองต่อยล้มลงไปนอนกับพื้นอยู่ไกลห่าง กระทั่งผ่านไปนานยังลุกขึ้นมาไม่ได้ จี้เตี๋ยตื่นตะลึงและนิ่งงัน เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าพละกำลังของตนเองจะมากมายขนาดนี้

“สารเลว!” เจ้าของที่ดินหยางเผยสีหน้าดำทมิฬ เขากำลังจะออกคำสั่งให้คนเข้าไปจับกุมตัวจี้เตี๋ย แต่แล้วทันใดนี้เองที่เหนือศีรษะปรากฏเสียงดังขึ้น

“กลั่นลมปราณขั้นที่หนึ่ง!”

มันเป็นเสียงของสตรีที่เย็นเยือก ภายหลังชาวบ้านผู้อยู่ด้านล่างได้ยิน สายตาทุกคู่จึงมองขึ้นไปพร้อมได้เห็นหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีเคลื่อนคล้อยลงมาจากฟ้า

สตรีที่พูดขึ้นมานั้น นางสวมใส่ชุดคลุมสีเขียวที่พลิ้วไหวกับสายลม ร่างสูงกว่าจี้เตี๋ยประมาณครึ่งศีรษะ

ภายใต้ชุดกระโปรงที่พลิ้วไหวคือเรียวขาตรงยาว นับเป็นการจับคู่ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกประหนึ่งพบเห็นภาพฝัน

ส่วนทางด้านบุรุษอีกคนหนึ่งนั้นสวมใส่ชุดคลุมสีน้ำเงิน เส้นผมยาวของเขาปล่อยสยายจนถึงกลางหลัง บริเวณเอวมีถุงผ้าแพรใบหนึ่งห้อยเอาไว้ อีกทั้งคิ้วที่เรียวของอีกฝ่ายแสดงออกให้เห็นถึงความสง่างามสูงศักดิ์

ยามเมื่อคนทั้งสองยืนด้วยกัน คงไม่มีคำใดเกินเลยไปกว่ากิ่งทองกับใบหยก!

“เทพเซียน!” ยามที่ชาวบ้านพบเห็นคนทั้งสองบินลงมาจากฟากฟ้า พวกเขาต่างแตกตื่นเร่งร้อนคุกเข่า ชายร่างใหญ่ที่กำลังจะเข้ามาลงมือยังต้องหยุดชะงักเช่นเดียวกัน

“ท่านผู้สูงศักดิ์ทั้งสอง พวกเราได้ตรวจสอบกระจ่างชัดแล้ว สมควรเป็นเด็กหนุ่มนั่นขอรับ ช่วงเจ็ดวันก่อน เขาเป็นเพียงผู้เดียวที่เดินทางออกจากหมู่บ้านขอรับ” แม้แต่เจ้าของที่ดินหยางผู้มักจะทำตัวโอหังถือดี ยามนี้ยังต้องอ่อนน้อมถ่อมตนโดยไม่รู้สึกละอายแม้แต่น้อย

น้อยคนจะทราบ ว่าช่วงยังหนุ่มเขาเคยเข้าร่วมกับสำนักผู้ฝึกตนเซียน

และสำนักดังกล่าว ก็คือสำนักเจ็ดลึกล้ำ!

และนามของสำนักดังกล่าว มันคือสำนักเจ็ดลึกล้ำที่จางเฟิงเคยพูดถึง!

เพียงแต่เพราะพรสวรรค์ส่วนตัว ทำให้เจ้าของที่ดินหยางไม่เคยได้เข้าสู่หนทางของการฝึกตน ดังนั้นจึงทำได้เพียงอยู่รอบนอกของสำนักเพื่อแสวงหาความหมายของชีวิต และรับหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของสำนักทางโลกเบื้องหน้า

ขณะที่คนทั้งสองตรงหน้าคือศิษย์แกนหลักของสำนัก!

เพียงพวกเขาดีดนิ้ว ก็มากพอตัดสินชะตาความเป็นและความตาย!

“ศิษย์น้องหญิงซ่ง ว่าอย่างไร?” คนทั้งสองซึ่งถูกเรียกหาเป็นเทพเซียน ราวคุ้นเคยกับภาพเช่นนี้มามากแล้ว ปัจจุบันพวกเขาเพียงแค่มองจี้เตี๋ยผู้อยู่ตรงหน้าด้วยท่าทีเรียบเฉย

ชายหนุ่มนามโจวสวี่หันไปสอบถามกับสตรีข้างกายของตนเองด้วยน้ำเสียงเบาบาง

คนทั้งสองแข็งแกร่งอย่างมหาศาล!

ยิ่งจี้เตี๋ยถูกคนทั้งสองจ้องมองเพียงใด เขาก็ยิ่งรู้สึกเสมือนตอนเผชิญหน้ากับชายชราในชุดดำก่อนหน้านี้เท่านั้น

และเวลานี้หัวใจของเขารู้สึกราวกับถูกกดทับ!

เขาไม่ทราบว่าคนทั้งสองที่ปรากฏตัวอย่างกะทันหันเป็นใคร แต่สัญชาตญาณได้ร้องบอก ว่าคนทั้งสองเหมือนจะเป็นพวกเดียวกับเจ้าของที่ดินหยาง!

“ใช่ เขานี่แหละ ผึ้งสะกดรอยวิญญาณตรวจพบปราณของจางเฟิงจากตัวเขา คล้ายว่าจะมีถุงมิติของจางเฟิงอยู่กับตัว” สตรีซึ่งถูกเรียกหาเป็นศิษย์น้องซ่ง แท้จริงมีนามว่าซ่งเจี่ย นางคือผู้มีใบหน้าอันโดดเด่น... ความงดงามรับกับผิวกายที่เนียนละเอียด เพียงแต่คิ้วของนางบ่งบอกถึงความเย็นชา

ที่ปลายนิ้วของนางปรากฏแมลงสีขาวตัวหนึ่งพร้อมปีกที่ขยับเร็ว รูปลักษณ์ของมันคล้ายผึ้ง

ตามที่นางเรียก แมลงดังกล่าวคือผึ้งสะกดรอยวิญญาณ เป็นสิ่งมีชีวิตวิเศษที่หาได้ยาก และไม่ได้มีไว้ใช้เพื่อการต่อสู้ เพราะมันมีความสามารถโดดเด่นด้านการตามกลิ่นอายวิญญาณ

คนทั้งสองอาศัยผึ้งตัวดังกล่าวจนกระทั่งพบเจอเข้ากับร่างของจางเฟิง จนสุดท้ายนำไปสู่เหตุการณ์ให้เจ้าของที่ดินหยางเรียกรวมตัวชาวบ้าน

“ข้าพบร่างของจางเฟิงจริง เพียงแต่ข้าไม่ใช่คนลงมือฆ่า และข้าส่งถุงมิติที่ได้มาคืนให้พวกท่านได้” จี้เตี๋ยประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เพราะเพียงได้ยินคำของหญิงสาว เขาก็เข้าใจแล้วว่าแมลงดังกล่าวสามารถสะกดรอยจนมาถึงนี่

และเขาก็คาดเดาได้เช่นกัน ว่าถุงมิติที่คนทั้งสองเอ่ยถึง คือถุงผ้าใบน้อยที่เขาเก็บมาจากร่างของชายชราในชุดดำ

ด้วยเหตุนี้เขาจึงนำมันออกมาจากแขนเสื้อโดยไม่มีลังเล และส่งมอบให้กับอีกฝ่าย

ของสำคัญอย่างวิชาและศิลาวิญญาณนั้นถูกเขานำไปใช้งานจนหมดแล้ว และเพราะไม่ทราบว่าสมุนไพรที่มีอยู่ด้านในใช้ทำอะไร ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไรมากนัก

“น่าสนใจ” โจวสวี่จ้องมองมาด้วยความประหลาดใจ และเขาไม่คิดรับถุงกลับคืน

“ไม่ต้องกังวล พวกเราไม่ได้มาล้างแค้นให้จางเฟิง เพราะพวกเรานี่แหละที่เป็นคนเล่นงานเขา”

“ชายคนนั้นขโมยสมุนไพรวิญญาณไปจากสำนัก ที่ออกตามหาครั้งนี้ก็เพียงแค่ต้องการสมุนไพรกลับคืน ตรวจสอบถุงมิติว่ามีพืชที่คล้ายเถาวัลย์สีเขียวอยู่หรือไม่ เพียงส่งมันกลับคืน ส่วนของอื่นที่เหลือยกให้เป็นรางวัลแก่เจ้า”

“ขอรับ” จี้เตี๋ยครุ่นคิด ภายหลังสืบหาด้านในมิติจึงพบเจอเถาวัลย์สีเขียวท่ามกลางสมุนไพรทั้งหลายที่มีอยู่ สุดท้ายจึงนำมันออกมาและส่งกลับคืนให้คนทั้งสอง

“ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ” โจวสวี่ยกมือตอบและโบกเล็กน้อย เถาวัลย์ดังกล่าวจึงถูกฝ่ามือของเขาดูดเข้าหาอย่างลึกลับ

ภายหลังตรวจสอบจนแน่ใจว่าเป็นของที่ตามหา เขาจึงส่งมันเก็บเข้าถุงผ้าไป

“ไปกันศิษย์น้องซ่ง”

“ศิษย์พี่โจวรอสักประเดี๋ยว คนคนนี้อาจเป็นศิษย์ของจางเฟิง พวกเราไม่ควรปล่อยภัยคุกคามเอาไว้” ซ่งเจี่ยจ้องมองจี้เตี๋ยด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยจิตสังหารอันท่วมท้น

ถ้อยคำดังกล่าวเป็นเหตุให้จี้เตี๋ยรู้สึกหนาวเย็นไปทั่วทั้งกาย มันทำให้เขาทราบว่าจิตใจของสตรีผู้นี้ร้ายแรงยิ่งกว่ายาพิษ เวลานี้จึงอดไม่ได้ที่จะสบถออกมาเสียงดัง “รูปลักษณ์งดงาม แต่แท้จริงจิตใจไม่ต่างกับงูพิษ!”

ในเมื่ออีกฝ่ายแสดงออกชัดว่าคิดฆ่าเขาทิ้ง ไฉนเลยเขาจะมองนางในแง่ดีได้อีก!

“รนหาที่ตาย!” ใบหน้าอันงดงามของซ่งเจี่ยเผยความเย็นเยียบ มือของนางเงื้อขึ้นหมายจะสังหารจี้เตี๋ยให้ตายคาที่

“ศิษย์น้องซ่งยั้งมือก่อน” โจวสวี่ส่ายศีรษะขณะเข้าห้ามปราม “เขาน่าจะพบเจอเข้ากับร่างของจางเฟิงที่ตายแล้วโดยบังเอิญ หากไม่แล้วด้วยนิสัยของจางเฟิง มีหรือจะปล่อยให้อีกฝ่ายรอดชีวิตมาได้ เพราะมันคงฆ่าดูดกลืนพลังชีวิต รวมถึงล้างบางชาวบ้านแถบนี้เพื่อฟื้นฟูอาการบาดเจ็บของมันไปแล้ว”

แม้จี้เตี๋ยไม่อาจเข้าใจว่า ‘ดูดกลืนพลังชีวิต’ ที่อีกฝ่ายพูดถึงหมายความว่าอย่างไร แต่จากประโยคก็พอทำให้ทราบโดยคร่าวถึงความโหดเหี้ยมของจางเฟิง เวลานี้พอนึกย้อนไปแล้วจึงอดไม่ได้ที่จะเกิดความหวาดกลัว

ไม่แปลกใจเลยที่วันนั้นอีกฝ่ายเอาแต่ล่อลวงและเกลี้ยกล่อมให้เขาเข้าไปใกล้

เพราะที่แท้ก็มีเจตนาคิดกลืนกินผู้อื่นเพื่อฟื้นคืนชีวิตให้ตนเอง!

ความรู้สึกที่ได้เดินผ่านประตูยมโลกมาโดยไม่รู้ตัว มันทำเอาเขาต้องหน้าซีด

“เพียงแต่เจ้านี่ฝึกฝนวิชาของสำนักเราแล้ว ไฉนเลยจะปล่อยให้วิชาของสำนักตกไปสู่คนนอกได้?” ซ่งเจี่ยขมวดคิ้ว นางยังไม่คิดยอมถอย

และเมื่อครู่จี้เตี๋ยเพิ่งพูดจาเสียหายซึ่งหน้า ด้วยเหตุนี้นางจึงยิ่งอยากลงมือสังหาร

พบเห็นอีกฝ่ายยังไม่คิดยอมถอย จี้เตี๋ยเริ่มร้อนรนขณะหันมองไปทางชายหนุ่ม

“นั่นก็จริง แม้จางเฟิงเป็นคนทรยศ แต่เขาก็เป็นผู้ที่ฝึกวิชาของสำนักเจ็ดลึกล้ำของเรา ในเมื่อเด็กคนนี้ฝึกฝนวิชาไปแล้ว ก็คงต้องพากลับสำนักไปด้วย” โจวสวี่มองจี้เตี๋ยและครุ่นคิด สุดท้ายจึงเอ่ยคำตัดสินใจออกมา

“ด้วยอายุเท่านี้ ต่อให้ทุ่มเทให้กับหนทางแห่งการฝึกตนก็ถือว่าช้าเกินไป มันจะยากเปรียบดังปีนป่ายขึ้นสวรรค์ แต่ในเมื่อศิษย์พี่กล่าวแล้วก็คงต้องพากลับไปด้วย” ซ่งเจี่ยส่ายศีรษะ สายตาของนางยังจ้องมองจี้เตี๋ย เพียงแต่เวลานี้ไม่ทักท้วงใดแล้ว

เพราะหากกลับไปถึงสำนักเจ็ดลึกล้ำได้เมื่อไหร่ นางก็มีวิธีสังหารเด็กน้อยเช่นจี้เตี๋ยมากมาย!

“ไปกัน” โจวสวี่ไม่คิดถามไถ่ความคิดเห็นของผู้อื่น เวลานี้เขาจึงเข้าไปคว้าคอเสื้อของจี้เตี๋ยพร้อมลอยขึ้นไปบนอากาศ

ระหว่างที่คนทั้งสองตัดสินใจกันนั้น จี้เตี๋ยไม่อาจออกความเห็นใดได้แม้แต่น้อย

ในสายตาของคนทั้งสอง จี้เตี๋ยเปรียบเสมือนบุคคลที่โชคดีได้ก้าวสู่หนทางแห่งการฝึกตน ชะตาของเขาได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

ยิ่งขึ้นมาบนฟ้าสูงเท่าใดลมก็ยิ่งพัดแรงมากขึ้นเท่านั้น และมันถือเป็นประสบการณ์บินบนฟ้าครั้งแรกของจี้เตี๋ยด้วยเช่นกัน

เขาลืมตาและมองออกไปจนได้ทราบว่าตนเองกำลังบินอยู่บนฟ้า หมู่บ้านเหวินเหอซึ่งอยู่ใต้เท้าเริ่มกลายเป็นเพียงจุดอันเล็กน้อย ภาพฉากที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเริ่มทำเขางุนงง

เขาถึงกับต้องจากหมู่บ้านเหวินเหอมาทั้งแบบนี้!

ทั้งที่เขายังไม่อาจทวงที่ดินซึ่งเป็นของบิดาและมารดากลับคืนมาเลยด้วยซ้ำ...

“หากว่าไม่อยากตาบอด ก็หลับตาเสีย” ผ่านไปพักหนึ่ง ดวงตาของจี้เตี๋ยเริ่มแดงเพราะสายลมที่เข้าปะทะ และเพราะได้ยินคำเตือนเขาจึงต้องหลับตาลงในทันทีทันใด

จบบทที่ ตอนที่ 5 จิตใจของสตรีคือพิษร้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว