เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1 หม้อทองแดง

ตอนที่ 1 หม้อทองแดง

ตอนที่ 1 หม้อทองแดง


ตอนที่ 1 หม้อทองแดง

“ผู้ดูแลจาง เมล็ดพันธุ์เหล่านี้เป็นของไว้ใช้เพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิปีถัดไป จะเอาไปหมดไม่ได้!”

ภายในบ้านมุงจากหลังหนึ่ง เด็กหนุ่มร่างผอมบางกำลังจับถุงเอาไว้แน่นไม่คิดปล่อย

“หยุดวาจาไร้สาระของเจ้า ในเมื่อเพาะปลูกในที่ดินตระกูลหยางก็ต้องจ่ายด้วยเมล็ดพันธุ์! ส่วนว่าฤดูใบไม้ผลิที่จะถึงเจ้าจะมีหรือไม่มีเมล็ดพันธุ์นั้น มันไม่ใช่เรื่องของข้า!” ผู้ดูแลจางที่มีใบหน้าอ้วนกลมและดวงตาใหญ่ประหนึ่งระฆัง เท้าของร่างอันใหญ่โตพลันเตะเข้าที่ใบหน้าของเด็กหนุ่ม

อีกฝ่ายคือชายร่างใหญ่ ทั้งยังฝึกฝนวิทยายุทธ์มายาวนานหลายปี ดังนั้นลูกเตะนี้จึงแข็งแกร่ง ปากของเด็กหนุ่มปรากฏเลือดไหลนองขณะร่างล้มกลิ้งไปกับพื้นหลายตลบ

ผู้ดูแลจางเปรยสายตามองอย่างเย็นชา ถัดจากนั้นจึงคว้าเมล็ดพันธุ์ที่โต้เถียงกันเมื่อครู่ สุดท้ายจึงเดินฮัมเพลงจากไป

“ฮื้อ หื่อ ฮือ หื้อ ฮือ ลา ลั่น ล๊า~”

เด็กหนุ่มพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นด้วยสีหน้าท่าทีตื่นตระหนก ขณะที่ร่างกายยังคงสั่นเทา

ดวงตาของเขาแดงก่ำเพราะความโกรธ ขณะเดียวกันก็เหลือบมองไปยังก้อนหินที่หัวมุมหนึ่ง

ตึง

สายลมเย็นเยือกของเดือนสิบเอ็ดพัดผ่าน ประตูไม้ที่ทรุดโทรมแกว่งไกวสั่นไหว ตอนนี้เองที่ผู้ดูแลจางราวกับชะงักไปครู่หนึ่ง

ราวกับเวลาของเด็กหนุ่มหยุดนิ่งไปชั่วครู่ แต่ไม่นานเสียงฝีเท้าก็กลับมาดังขึ้นอีกครั้งจนกระทั่งเสียงเริ่มไกลห่างออกไป

เด็กหนุ่มผู้ยังอยู่ภายในบ้านยังคงถือก้อนหินเอาไว้ สุดท้ายเขาก็ไม่กล้าลงมือ

เพราะสภาวะขาดแคลนสารอาหารจึงเป็นเหตุให้ร่างกายของเขาผ่ายผอม ต่อให้ลงมือเขาก็ไม่อาจทำอะไรอีกฝ่าย หรือหากทำขึ้นมาจริง เกรงว่าเขาจะเป็นฝ่ายถูกทุบตายอยู่ที่ตรงนี้

“พ่อ แม่ ข้าพยายามทำจนถึงที่สุดแล้ว” เด็กหนุ่มขยับริมฝีปากซีดเซียวเอื้อนเอ่ย สุดท้ายจึงคลานไปนั่งลงที่มุมห้อง

ชื่อของเขาคือจี้เตี๋ย ครอบครัวอยู่อาศัยที่หมู่บ้านเหวินเหอแห่งนี้มาหลายชั่วอายุคน ตลอดมามีอาชีพทำการเกษตร

ภายหลังตัวเขาถือกำเนิดได้ไม่นาน ผู้เป็นบิดาก็ล้มป่วยเพราะโรคร้ายและตายจาก เหลือไว้เพียงผู้เป็นมารดาที่เลี้ยงเดี่ยวจนกระทั่งเขาอายุได้ห้าขวบ

และด้วยวัยเพียงแค่ห้าขวบ มารดาได้จากเขาไปด้วยโรคไข้หวัด...

ด้วยเหตุนั้นเขาจึงต้องอยู่ที่บ้านหลังนี้เพียงคนเดียว...

ตระกูลคหบดีหยางผู้มั่งมีและอยู่ใกล้เคียง พบเห็นเด็กชายอยู่คนเดียวทั้งยังดูง่ายข่มเหง จึงฉวยโอกาสบีบบังคับกดราคาซื้อที่ดินผืนน้อยที่ครอบครัวของเด็กชายเหลือเอาไว้

ภายหลังจากนั้นจึงเรียกเก็บค่าเช่ารายปี

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ค่าเช่าเพิ่มสูงมากขึ้นในทุกปี จนปัจจุบันสถานการณ์บีบบังคับจนเขาต้องนำเอาเมล็ดพันธุ์ที่มีมาจ่ายแทน

มันเป็นสถานการณ์ที่แทบไม่เหลือทางไป...

เขาพยายามแล้ว พยายามอย่างสุดตัว จนปัจจุบันก็ไม่ทราบแล้วว่าภายหน้าจะทำอย่างไรต่อ บางทีอาจต้องหิวโหยจนตายจาก เพราะในบ้านไม่เหลืออาหารอยู่อีกต่อไปแล้ว

แต่ยามนึกถึงมารดาที่เกาะกุมมือของตนเอาไว้แน่นก่อนตาย ทั้งยังพยายามกล่าวบอกให้เขามีชีวิตที่ดี จี้เตี๋ยจึงพยายามดิ้นรนลุกขึ้นอีกครั้ง

“แม่เคยพูดเอาไว้ ว่าขอเพียงยังมีชีวิตย่อมมีความหวัง จี้เตี๋ย จงมีชีวิตอยู่ต่อไป...”

เพียงแต่เด็กหนุ่มไม่ทราบว่าชีวิตที่อยู่ต่อเช่นนี้จะมีความหมายอะไร

บางทีอาจเป็นเพราะความคับแค้นที่ฝังลึกในใจต่อเหล่าคหบดีผู้มั่งมี จึงทำให้เขายังมีชีวิตอยู่ต่อไปก็เป็นได้!

เขาปรารถนาจะสังหารกลุ่มคนเหล่านั้นที่ข่มเหงกลั่นแกล้ง!

เพียงแต่ตระกูลหยางเพาะเลี้ยงผู้คนที่ฝึกฝนวิทยายุทธ์เอาไว้มากมาย กระทั่งมีคนบอกเล่าว่าพวกเขามีความเกี่ยวพันกับผู้ฝึกตนเป็นเซียน สำหรับเด็กหนุ่มอายุสิบสี่ปีคนหนึ่งที่ผ่ายผอมเช่นเขา อย่างไรก็คงไม่อาจต่อกรได้

จี้เตี๋ยยกมือขึ้นมาปาดเช็ดคราบเลือดจากมุมปาก เพียงแต่มันกลายเป็นการทำให้ใบหน้ามีแต่คราบเลือดปกคลุมเสียแทน

ขณะเดียวกันเสียงท้องอันว่างเปล่าก็ร้องดังขึ้น

เขาหันสำรวจมอง พบว่าภายในบ้านของตนว่างเปล่า ไม่มีอะไรหลงเหลือแม้แต่หนึ่งสิ่ง

เครื่องเรือนเช่นโต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่ง และอื่น ๆ อีกหลากหลาย ตลอดหลายปีที่ผ่านมาพวกมันถูกนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินทองจนหมดสิ้น สภาพปัจจุบันภายในบ้านจึงไม่เหลือสิ่งใด

ทันใดนี้เองที่มีเสียงดังขึ้นจากทางด้านประตูบ้าน

“พี่จี้อยู่ไหม พาข้าไปจับปูได้หรือไม่?”

จี้เตี๋ยหันมองตามทิศทางต้นเสียง พบว่าเป็นเด็กหญิงอายุราวเจ็ดถึงแปดขวบผู้สวมใส่รองเท้าดอกหญ้า

เด็กหญิงมีชื่อว่าหลี่ผิงผิง เป็นผู้อยู่อาศัยภายในหมู่บ้านเดียวกัน

เพราะครั้งหนึ่งเคยเห็นว่าเขาจับปูตัวใหญ่ได้ เด็กหญิงจึงนับถือและติดตามเขาเรื่อยมา

ช่วงฤดูกาลว่างเว้นที่ไม่ได้ทำไร่ทำสวน จี้เตี๋ยมักจะพาเด็กหญิงไปจับปูในลำห้วยภายนอกหมู่บ้าน

เพียงแต่สิ่งที่เขาต้องกังวลในปัจจุบันคือจะใช้ชีวิตต่อไปเช่นไร ด้วยเหตุนี้จึงไม่ว่างพอจะตอบรับคำขอของเด็กหญิง

“คงไม่ได้”

“อา...” ผิงผิงยืนตอบรับที่หน้าประตู สุดท้ายจึงหันกลับและวิ่งจากไปโดยไม่คิดรบกวนอีก

จี้เตี๋ยส่ายศีรษะเพื่อมองข้ามเรื่องราวนี้ สายตาของเขากำลังมองไปยังมุมหนึ่งในบ้าน

มันมีหม้อซึ่งคว่ำพลิกด้านเอาไว้พร้อมหูจับสองด้าน ขนาดของมันคล้ายจะประมาณหม้อทำอาหาร

มันคือสิ่งเดียวที่หลงเหลือในบ้านที่อาจพอแลกเป็นเงิน กล่าวกันว่ารุ่นปู่ทวดของจี้เตี๋ยขุดมันขึ้นมาจากผืนดิน

สภาพของมันดูค่อนข้างดำ บางทีอาจเป็นทองแดงและใช้เพื่อเก็บข้าวสาร เพียงแต่ปัจจุบันที่หิวแทบตาย จี้เตี๋ยไม่คิดสนใจอะไรอื่นอีกต่อไปแล้ว เขาก้าวเดินเข้าไปหามันเพื่อเตรียมนำหม้อนี้เข้าเมืองไปขายแลกเป็นเงิน

เรื่องราวเกินคาดคิดบังเกิดขึ้น เพียงคว้าจับหม้อขึ้นจากพื้นด้วยมือที่เปื้อนคราบเลือด หม้อที่เคยดำเมี่ยมพลันส่องแสงสว่างเจิดจ้าออกมา

เพียงชั่วพริบตา คราบเลือดบนหม้อเลือนหายวับไปอย่างรวดเร็ว ถัดจากนั้นหม้อในมือพลันส่งลำแสงพุ่งทะยานเข้าหายังร่างของจี้เตี๋ย

มันคืออะไร หรือว่าตาฝาดไป?

จี้เตี๋ยสับสนและงุนงง กระทั่งว่าแทบขยี้ตาเพื่อมองให้ชัด ว่ามือของตนเองปัจจุบันว่างเปล่า หม้อสีดำที่เคยจับเมื่อครู่มันหายไปกับความว่างเปล่า

“หม้อล่ะ?”

ราวกับตอบรับคำเรียก หม้อทองแดงพลันปรากฏขึ้นในมือของเขา

จี้เตี๋ยยิ่งสับสนและงงงัน ภาพฉากที่เห็นตรงหน้ามันเกินกว่าความรู้ความเข้าใจ แต่อีกทางหนึ่งก็ราวกับเข้าใจอะไรบางอย่างจึงพึมพำออกมา

“เก็บ!”

เพียงสิ้นคำ หม้อทองแดงพลันหายวับไปจากมือ

“ออกมา!” จี้เตี๋ยตะโกนเรียกอีกครั้ง

และก็เป็นไปตามคาด หม้อทองแดงปรากฏขึ้นในมือของเขาอีกครั้ง

“ของวิเศษที่พวกเซียนใช้กันงั้นหรือนี่?”

พบเห็นของวิเศษเช่นนี้ จี้เตี๋ยพลันถือหม้อทองแดงเอาไว้ในมือแน่น บัดนี้เขาไม่คิดขายมันแลกเงินทองอีกต่อไป แต่เตรียมที่จะหาประโยชน์จากมันว่าใช้ทำอะไรได้บ้าง

บางทีมันอาจทำให้เขาตั้งตัวได้!

และตอนนี้เองที่เสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอกตัวบ้าน

“พี่จี้ ข้ามอบให้นะ... ท่านเอาไปขายที่ร้านโอสถในเมืองได้ อย่างน้อยน่าจะพอได้เงินบ้าง แล้วก็นี่เป็นหมั่นโถวให้ท่านทาน...” เด็กหญิงที่เพิ่งหนีหายไปเมื่อครู่ เวลานี้กลับมาด้วยท่าทีเร่งร้อนพร้อมแบมือเล็กจ้อย

เด็กหญิงส่งโสมป่าและหมั่นโถวลงใส่หม้อทองแดงในมือของจี้เตี๋ย

จี้เตี๋ยชะงักไปชั่วครู่ สายตาทอดมองยังโสมและหมั่นโถวที่ยังแผ่ความร้อนออกมา ทันใดนี้เองที่เขาตอบคำกลับ

“ผิงผิง ข้ารับไว้ไม่ได้...”

แต่แล้วก่อนที่เขาจะทันพูดจบประโยค เด็กน้อยกลับฉีกยิ้มและวิ่งหนีหายไป

“พี่จี้ ในใจของผิงผิงน่ะนะ ท่านแข็งแกร่งยิ่งกว่าใครเลย ปูตัวใหญ่ขนาดนั้นท่านยังจับมาได้ ดังนั้นท่านจะต้องแข็งแกร่งและมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้นะ”

ยามได้ยินเสียงใสตอบกลับมา ดวงตาของจี้เตี๋ยพลันรื้นแฉะจนการมองเห็นพร่าเลือน

ทั้งพ่อและแม่ของเขาต่างก็จากไปตั้งแต่ยังวัยเด็ก ช่วงวัยเด็กจนถึงปัจจุบันจึงทำให้เขาได้รับรู้ถึงความสัมพันธ์อันอบอุ่นและเย็นเยือกของมนุษย์ ทำให้เขาทราบว่าโลกใบนี้มันบิดเบี้ยวเช่นไร เพราะในยามที่เขาต้องการความช่วยเหลือ มันไม่เคยมาถึง

เพียงแต่ปัจจุบันที่เขากำลังเผชิญจุดตกต่ำที่สุดของชีวิต กลับมีคนหนึ่งที่ห่วงหาถึงตัวเขา มันเป็นความรู้สึกที่ยากบรรยาย...

ทันใดนี้เองที่แสงสว่างวาบสีเขียวสาดส่องออกจากหม้อทองแดงในมือ โสมที่เคยหนาราวขนาดนิ้วมือเมื่อครู่ ปัจจุบันมันขยายขนาดใหญ่ขึ้นไปอีกหลายเท่า

“มันเรื่องอะไรกันแน่? โสมเมื่อกี้... ทำไมมันใหญ่ขึ้นมาได้กัน...” ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เป็นเหตุให้จี้เตี๋ยพูดจาตะกุกตะกักไปไม่เป็น

มูลค่าของโสมจะขึ้นอยู่กับอายุ ตามปกติแล้วยิ่งแก่ปีเท่าไหร่ ขนาดของโสมก็จะยิ่งใหญ่และมีมูลค่ามากขึ้น

เดิมโสมที่ขนาดราวนิ้วมือ มันแทบไม่มีค่าอะไรมากมาย หากขายก็คงได้ไม่กี่เหรียญทองแดง

เพียงแต่โสมที่เห็นกับตาตรงหน้า ขนาดของมันแทบจะเท่าแขนเด็กคนหนึ่ง เรียกได้ว่าใหญ่จนเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน ถึงขนาดคาดเดาว่าต่อให้เป็นโสมที่เติบโตมาหลายสิบปีก็ไม่มีทางใหญ่เท่านี้! ดังนั้นราคาของมันจะต้องสูงล้ำมากแน่!

ขอแค่นำมันไปขาย อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องกังวลว่าจะหิวจนตาย!

เพียงแต่เพราะอะไรมันถึงใหญ่ขึ้น...

จี้เตี๋ยก้มลงมองยังหม้อทองแดงในอ้อมแขน ทันใดนี้เองที่เขาต้องเร่งร้อนปิดประตูบ้าน และเดินกลับเข้าไปเพื่อศึกษามัน

เขาเคยคิดว่าหม้อทองแดงนี้เป็นของวิเศษที่เซียนเคยใช้งาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันยิ่งทำให้เขามั่นใจ

เพราะโสมป่าที่เคยเล็กจ้อยกลับกลายเป็นใหญ่โต ทั้งหมดมันเกิดขึ้นในหม้อทองแดง!

“หรือว่าหม้อทองแดงนี่จะช่วยยกระดับและคุณภาพของสมุนไพรได้?”

คิดได้ดังนั้น จี้เตี๋ยจึงใส่โสมป่าลงหม้อทองแดงอีกครั้งหนึ่งและจ้องมองไม่วางตา ราวกับกลัวว่าจะพลาดรายละเอียดใดไป

เพียงแต่จ้องมองจนกระทั่งตาแห้ง หม้อทองแดงก็ยังไม่ตอบสนอง

“หรือว่าของชิ้นหนึ่งรับการยกระดับได้หนึ่งครั้ง หรือว่าทั้งชีวิตของมันทำได้แค่ครั้งเดียว? หากว่าเป็นอย่างหลัง...”

จี้เตี๋ยกินหมั่นโถวที่ผิงผิงเพิ่งให้มาเพื่อประทังความหิว ขณะในใจก็กำลังครุ่นคิดและวางแผนเข้าเมืองเพื่อนำโสมป่าต้นนี้ไปขาย

ก่อนจะออกเดินทาง เขาแวะไปล้างหน้าเพื่อเอาคราบเลือดออก

เพียงแค่คิด หม้อทองแดงเลือนหายกลับเข้าไปในตัวเขา ถัดจากนั้นเขาจึงนำโสมป่าออกเดินทางจากหมู่บ้าน เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองที่อยู่ไกลห่างออกไปหลายลี้

จบบทที่ ตอนที่ 1 หม้อทองแดง

คัดลอกลิงก์แล้ว