เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 ขอเป็นผีบริสุทธิ์ดีกว่าเป็นปีศาจเกล็ด

บทที่ 17 ขอเป็นผีบริสุทธิ์ดีกว่าเป็นปีศาจเกล็ด

บทที่ 17 ขอเป็นผีบริสุทธิ์ดีกว่าเป็นปีศาจเกล็ด


ลั่วเหวินอวี้และลู่เป่ยถกเถียงกันอยู่นาน แต่ก็คิดไม่ออกว่าทำไมระดับพรสวรรค์และความสามารถของเขาถึงไม่สอดคล้องกัน

แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเจาะลึกเรื่องนี้ ชายหนุ่มทั้งสองจึงหันกลับมาให้ความสนใจกับดันเจี้ยนตรงหน้าอีกครั้ง

เจ้าอ้วนเสนอขึ้นมาว่า "ในเมื่อเราจะไม่กลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดเพราะเกล็ดพวกนั้นแล้ว ถ้างั้นแค่เฝ้าบ้านรอจนถึงเช้าก็จบแล้วไม่ใช่เหรอ?"

ลู่เป่ยส่ายหน้า "มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก"

เขาเก็บมีดผ่าตัด ถอดถุงมือและหน้ากากอนามัยออก "การติดเชื้อจนเกล็ดขึ้นเป็นแค่อันตรายอย่างหนึ่งเท่านั้น นายลืมลุงจางที่พูดถึงในไดอารี่ไปแล้วเหรอ?"

รอยยิ้มของเจ้าอ้วนค่อยๆ แข็งค้าง "ยังมีอะไรอีกงั้นเหรอ...?"

ลู่เป่ยหยิบบันทึกการทดลองชำแหละกลับมา นั่งลงบนเก้าอี้ และอธิบายขณะที่กำลังพิจารณาเนื้อหาข้างใน

"ตามที่ไดอารี่เขียนไว้ ลุงจางน่าจะถูกนำไปสังเวยพร้อมกับแม่ของเด็กคนนั้น แต่เขากลับโผล่มาอีกครั้ง

"ถ้าทุกคนที่ถูกสังเวยสามารถกลับมาได้หมดล่ะก็..."

เขาพูดไม่จบประโยค แต่กลับถามขึ้นแทนว่า "นายคิดว่าหมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้ควรมีประชากรอาศัยอยู่ถาวรสักกี่คน?"

เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมแผ่นหลังลั่วเหวินอวี้ เขาเข้าใจความหมายของลู่เป่ยทันที

ถ้าชาวบ้านที่ถูกจับไปถูกส่งกลับมาในฐานะสัตว์ประหลาด และเมื่อดูจากการที่หมู่บ้านนี้ถูกทิ้งร้าง...

ถ้างั้นพวกเขาสองคนก็อาจจะต้องเผชิญหน้ากับพรายน้ำทั้งหมู่บ้านน่ะสิ!

เจ้าอ้วนมั่นใจในความแข็งแกร่งของตัวเองมาก การรับมือกับสัตว์ประหลาดสักสี่ห้าตัวไม่ใช่ปัญหาเลย

ถ้าสู้แบบถวายหัว เขาก็อาจจะจัดการได้เป็นสิบตัว

แต่ถ้าเป็นสัตว์ประหลาดทั้งหมู่บ้าน...

หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แห่งนี้ถึงจะไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่มันก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็นหมู่บ้าน อย่างน้อยก็น่าจะมีชาวบ้านสักร้อยคน

การจะตั้งรับพรายน้ำเกือบร้อยตัวในบ้านหลังเล็กแคบแบบนี้ เป็นไปไม่ได้เลย!

สมองของลั่วเหวินอวี้ขาวโพลนไปหมด เขาหันไปมองที่พึ่งเดียวของตัวเอง "แล้วเราจะทำยังไงกันดี?"

ลู่เป่ยเก็บบันทึกการชำแหละลงและหยิบบันทึกเหตุการณ์หมู่บ้านขึ้นมา "อย่าเพิ่งลนไป ฉันยังอ่านเล่มนี้ไม่จบเลย"

เขาหยุดอ่านไปตอนที่เห็นเรื่องชาวบ้านมีเกล็ดงอกตามผิวหนัง จึงยังไม่แน่ใจนักว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น

แม้เจ้าอ้วนจะร้อนใจรุ่มทุ่มกระหม่อม แต่เขาก็ทำได้เพียงแค่นั่งรอที่โต๊ะอย่างอดทน

ลู่เป่ยเริ่มอ่านต่อจากจุดที่ค้างไว้

หลังจากที่หมู่บ้านชาวประมงหยุดส่งเครื่องสังเวย ชาวบ้านหลายคนก็เริ่มมีเกล็ดงอกตามร่างกาย

คนเหล่านี้ค่อยๆ กลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดต่อหน้าต่อตาทุกคน

ความหวาดผวาเริ่มแพร่กระจายไปทั่ว

ไม่มีใครอยากกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่หรอก

แต่สำหรับเครื่องสังเวยแล้ว การออกเรือหาปลาแต่ละครั้งก็จับสัตว์น้ำมาได้เพียงหยิบมือ ต่อให้ยกให้ทั้งหมดก็ยังไม่พอยาไส้พวกมันอยู่ดี

ด้วยเหตุนี้ ความคิดที่ไม่มีใครอยากเอ่ยถึงจึงถูกนำมาหารือกัน

การสังเวยด้วยมนุษย์เป็นๆ

บันทึกเหตุการณ์หมู่บ้านไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าทุกคนหวาดกลัว ทะเลาะเบาะแว้ง และต้องจำยอมต่อโชคชะตาในช่วงเวลานั้นอย่างไร

มีเพียงลายมือที่หนักหน่วงและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งบ่งบอกว่าจิตใจของผู้เขียนในตอนนั้นคงเจ็บปวดแสนสาหัส

"เมื่อแรกเริ่มการสังเวยมนุษย์ ผู้ที่อ่อนแอและเจ็บป่วยจะถูกมัดติดกับแพ เสียงร้องคร่ำครวญของพวกเขาถูกเกลียวคลื่นกลืนกินไปจนสิ้น"

"ไม่นานนัก เมื่อผู้เฒ่าผู้แก่และคนอ่อนแอหมดลง ระบบการจับฉลากจึงถูกนำมาใช้"

"หมอกทะเลปกคลุมยาวนานนับเดือน ได้ยินเพียงเสียงร้องไห้สาปแช่งว่า 'ขอเป็นผีบริสุทธิ์ดีกว่าเป็นปีศาจเกล็ด!'"

"ล่วงเข้าสู่ปีกุ่ยเหม่า ประชากรในหมู่บ้านเหลือไม่ถึงสามในสิบส่วน"

ลู่เป่ยเงียบไปเนิ่นนาน

จากบันทึกนี้ พอจะจินตนาการได้เลยว่าสถานการณ์ในตอนนั้นน่าสลดใจเพียงใด

ความตะกละตะกลามของพวกสัตว์ประหลาดเพิ่มทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ ต้องสังเวยชีวิตมนุษย์อีกกี่ชีวิตถึงจะถมความหิวโหยนั้นได้เต็ม?

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ชาวบ้านที่กลายร่างเป็นพรายน้ำเหล่านั้น จะหวนกลับมารีดไถเครื่องสังเวยจากหมู่บ้านชาวประมงเสียเอง

ชาวประมงถูกบีบคั้นจนต้องสังเวยคนเป็นๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว

และคนเป็นๆ เหล่านี้ก็จะกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด ซึ่งยิ่งเพิ่มภาระให้แก่หมู่บ้านชาวประมงเข้าไปอีก

เมื่อเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ขึ้น ก็สายเกินกว่าจะหยุดยั้งหายนะนี้ได้แล้ว

นับตั้งแต่มนุษย์คนแรกถูกส่งลงทะเลเป็นเครื่องสังเวย โศกนาฏกรรมของหมู่บ้านชาวประมงก็กลายเป็นจุดจบที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าทันที

ลั่วเหวินอวี้ถอนหายใจ "ฉันก็สงสัยอยู่ว่าทำไมตอนรื้อกองของใช้เมื่อกี้ถึงเจอติ้วเซียมซี นึกว่าเอาไว้ขอพรหรือปัดเป่าเคราะห์ร้ายซะอีก"

เขาเดินไปที่มุมห้องแล้วหยิบมันออกมา

กระบอกไม้เสี่ยงทายนี้ดูหยาบกระด้าง ราวกับถูกทำขึ้นมาอย่างลวกๆ ภายในมีติ้วไม้ไผ่บรรจุอยู่ประมาณสิบกว่าอัน

ลู่เป่ยหยิบขึ้นมาหนึ่งอัน บนติ้วไม้ไผ่มีตัวอักษร 'สังเวย' เขียนด้วยพู่กันสีแดงชาด

เขาหยิบออกมาอีกอัน บนติ้วก็ยังมีตัวอักษร 'สังเวย'

เขาหยิบอีกอัน ก็ยังเป็นคำว่า 'สังเวย'

เขาหยิบออกมาสิบอันรวด และทุกอันล้วนมีตัวอักษรสีเลือดคำว่า 'สังเวย' เขียนอยู่!

ลั่วเหวินอวี้สูดหายใจเฮือก "ทำไมถึงมีแต่ติ้วแห่งความตายทั้งนั้นเลยล่ะ? จะไม่เหลือทางรอดให้คนเลยเหรอไง?"

เขาเทติ้วไม้ไผ่ที่เหลือทั้งหมดออกมาเรียงรายไว้บนโต๊ะ

รวมกับอันที่เพิ่งหยิบออกมาก่อนหน้านี้ มีทั้งหมดสิบห้าอันพอดี

ในบรรดาติ้วไม้ไผ่ทั้งสิบห้าอันนี้ มีเพียงอันเดียวเท่านั้นที่มีคำว่า 'รอด' เขียนไว้

เจ้าอ้วนพูดอย่างไม่อยากจะเชื่อ "นี่มันไม่ใช่การเสี่ยงเซียมซีแล้ว นี่มันการจับใบมรณะบัตรชัดๆ!"

จากไดอารี่ในบ้านร้างริมทะเล สู่บันทึกหมู่บ้านบนขื่อศาลเจ้า และมาถึงข้าวของเครื่องใช้เก่าแก่บนโต๊ะที่เคยเป็นพยานในประวัติศาสตร์หนนั้น

ทั้งสองคนค่อยๆ เข้าใจเรื่องราวเบื้องหลังดันเจี้ยนแห่งนี้ และขุมนรกอันน่าสะพรึงกลัวที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำทะเล

บนท้องฟ้า ดวงอาทิตย์อัสดงกำลังจะลับขอบฟ้า แสงสาดส่องเฮือกสุดท้ายลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาในตัวบ้าน

ลู่เป่ยอ่านบันทึกเหตุการณ์หมู่บ้านส่วนที่เหลือจนจบในรวดเดียว

จากสถานการณ์ที่อธิบายไว้ในสมุดบันทึก เขาพอจะอนุมานภัยคุกคามที่พวกเขาอาจจะต้องเผชิญหน้าได้คร่าวๆ

การติดเชื้อจนเกิดเกล็ดจะบั่นทอนสติสัมปชัญญะและพละกำลังของผู้เล่นลงอย่างต่อเนื่องตามขนาดพื้นที่ที่ลุกลาม

หรือพูดอีกอย่างก็คือ หากไม่ได้รับการจัดการอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ พลังรบโดยรวมของผู้เล่นก็จะลดฮวบลงเรื่อยๆ

ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาจะต้านทานการโจมตีของพรายน้ำได้อย่างไร?

นอกจากนี้ ลู่เป่ยยังคาดเดาว่าอันตรายทั้งสองอย่างนี้จะทวีความรุนแรงควบคู่กันไป

บาดแผลที่เกิดจากพรายน้ำจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกล็ดงอกเร็วขึ้น

ส่วนเกล็ดที่งอกขึ้นมาก็จะขัดขวางการเคลื่อนไหวของผู้เล่น ซึ่งยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะถูกพรายน้ำข่วนเอาได้ง่ายๆ

ดังนั้น หากตกอยู่ในสภาวะติดพันเมื่อใด สถานการณ์ก็จะเลวร้ายจนพังพินาศได้ในพริบตา

อย่างไรก็ตาม ยังพอมีข่าวดีอยู่บ้าง สถานการณ์ทำนองนี้มีการระบุไว้ในบันทึกหมู่บ้าน และในขณะเดียวกันก็มีวิธีแก้ไขที่ชาวประมงเคยค้นพบด้วย

หลังจากทำการเซ่นไหว้มาอย่างยาวนาน ชาวประมงพบว่าตราบใดที่ยังมีของเซ่นไหว้วางอยู่บนโต๊ะบูชาหน้ารูปปั้นพรายน้ำอย่างไม่ขาดสาย สัตว์ประหลาดพวกนี้ก็จะไม่บุกเข้ามาทำร้ายคนในหมู่บ้าน

ลั่วเหวินอวี้รู้สึกกังวลเล็กน้อย "แล้วเราจะไปหาสิ่งมีชีวิตในหมู่บ้านร้างแบบนี้ได้จากไหนล่ะ? เราคงลงไปตกปลาในทะเลไม่ได้หรอกใช่ไหม? อีกอย่าง เราไม่มีแม้แต่เบ็ดตกปลาด้วยซ้ำ"

ลู่เป่ยลุกขึ้นยืนแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงแดดเริ่มริบหรี่ลงทุกที

คงเป็นเรื่องยากที่จะเคลื่อนไหวทำอะไรหลังจากฟ้ามืด

เขาตั้งตารอที่จะได้เจอพรายน้ำตัวเป็นๆ ก็จริง แต่ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนด้วยเช่นกัน

ช่วงเวลาเฮือกสุดท้ายแบบนี้ยังพอทำอะไรได้อีกบ้างนะ...

เบาะแสทั้งหมดในหมู่บ้านก็สำรวจไปหมดแล้ว

ภารกิจลับก็ชี้เป้าไปที่ทะเล แต่เขายังไม่ได้ไปที่นั่น และตอนนี้เขาก็ไม่มีเครื่องมือด้วย

เอ๊ะ?

จู่ๆ เขาก็สังเกตเห็นว่าน้ำทะเลลดลงแล้ว

ห่างจากชายฝั่งไปไม่ไกล เมื่อระดับน้ำทะเลลดลง อวนดักปลาแนวยาวก็ปรากฏให้เห็น

อวนดักปลาเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่ชาวประมงใช้หาอาหารในช่วงน้ำลง มันสามารถดักจับปลาและกุ้งได้จำนวนมากทุกครั้งที่น้ำทะเลลดลง ทำให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างง่ายดาย

แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมานานจนอวนดักปลามีรูโหว่มากมาย แต่ก็ยังมีปลาทะเลตัวเป็นๆ จำนวนไม่น้อยดิ้นกระแด่วๆ อยู่บนชายหาด

ลู่เป่ยชี้ไปทางทะเลแล้วหันไปมองเพื่อนร่วมทีม "ลั่วเหวินอวี้!"

เจ้าอ้วนมอยตามปลายนิ้วของเขาและเข้าใจได้ในทันที

ปลาทะเลพวกนั้นมันของเซ่นไหว้ที่จัดเตรียมไว้ให้เสร็จสรรพเลยไม่ใช่หรือไง?

จบบทที่ บทที่ 17 ขอเป็นผีบริสุทธิ์ดีกว่าเป็นปีศาจเกล็ด

คัดลอกลิงก์แล้ว