- หน้าแรก
- มรรคาวิถีกระสุนดินดำ
- บทที่ 47 ชนลุ้นโชค
บทที่ 47 ชนลุ้นโชค
บทที่ 47 ชนลุ้นโชค
แค่นี้ก็พอ!
ยาเม็ดคืนพลังขนานเล็กฉบับมินิสิบสองเม็ดนี้ ยังไม่รู้เลยว่าจะมีคนทนฤทธิ์ยาไหวหรือเปล่า!
เผลอๆ ต้องเอาไปละลายน้ำแล้วค่อยๆ จิบทีละนิดด้วยซ้ำ!
"โอ้โห พ่อหนุ่ม เล่นมายากลเก่งนี่!"
จางอู๋จี๋กะพริบตา หันไปมองผู้โดยสารที่นั่งอยู่แถวเดียวกันด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เป็นคู่ตายายคู่หนึ่ง คนพูดคือคุณตาที่นั่งติดกับเขา
คุณตากำลังมองของในมือเขาด้วยความประหลาดใจ ส่วนจางอู๋จี๋ก็มองกลับด้วยความสนใจ
เพราะคุณตาคนนี้ทักเขาด้วยภาษาจีน
เจอคนบ้านเดียวกันในต่างแดน จางอู๋จี๋นึกสนุก ยิ้มตาหยีตอบกลับ "เก่งใช่ไหมครับ เดี๋ยวผมจะเอายานี้ไปหลอกคนต่อด้วยนะ!"
"เฮ้ย!" คุณตาชักโมโหที่โดนล้อเล่น แต่พอนึกอะไรขึ้นได้ ก็ร้องอ๋อ
"อ๋อ เคยได้ยินมาว่าวัยรุ่นสมัยนี้พูดจาแปลกๆ เธอคงจะไปแสดงมายากลที่เม็กซิโกซิตี้ใช่ไหม ที่บอกว่าหลอกคน คงหมายถึง... แบบนั้นสินะ!"
คุณตาหัวเราะแห้งๆ มองสำรวจจางอู๋จี๋หัวจดเท้า แล้วพูดเสียงจริงจัง "ล้อเล่นกับคนกันเองไม่เป็นไรหรอก แต่เม็กซิโกนี่อันตรายนะ แก๊งมาเฟียเยอะแยะ พูดจาแบบนี้ไปเจอคนไม่ดีเข้าจะลำบากเอานะ!"
จางอู๋จี๋แค่พูดเล่นขำๆ เห็นคุณตาไม่ถือสา แถมเบื่อๆ อยู่พอดี เลย 'พูดความจริง' ต่อ
"ไม่เป็นไรครับ ผมตั้งใจไปหลอกพวกแก๊งมาเฟียอยู่แล้ว ไม่ปิดบังคุณตานะ เห็นตัวผมเล็กๆ ไม่ล่ำบึ้กเหมือนพวกฝรั่งกล้ามโต แต่ผมเรียนกังฟูมานะ! คุณตาไม่รู้หรอก วรยุทธ์ผมนี่สุดยอด! ฟันแทงไม่เข้า! ยมทูตขาวดำยังไม่กล้าเข้าใกล้ พยายมยังต้องร้องไห้เลยนะ!"
ตอนแรกได้ยินว่าจะไปหลอกแก๊งมาเฟีย คุณตาก็อ้าปากค้างแล้ว นี่มันจิ๋นซีฮ่องเต้จับสายไฟ ช็อตจนเกรียมชัดๆ
พอฟังจางอู๋จี๋โม้จบ แกก็เริ่มได้สติ คิดในใจ
‘เวรเอ๊ย ตาแก่ดันมาเจอไอ้ขี้โม้เข้าให้แล้ว!’
มองรูปร่างจางอู๋จี๋อีกที ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร คุณตายิ่งมั่นใจในความคิดตัวเอง
โสมกับน้ำส้มสายชูเข้ากันไม่ได้ฉันใด ไอ้หนุ่มนี่กับเรื่องต่อยตีก็ห่างไกลกันฉันนั้น
ดูทรงแล้วคงพวกชอบอวดเก่ง ประเภทแก้ผ้าแหย่รังแตน หาเรื่องใส่ตัวชัดๆ!
‘ไม่ได้การ จะนิ่งดูดายไม่ได้!’
คุณตาเลยเริ่มเทศนาด้วยความหวังดี
ในเมื่อคุณตาอยากคุย จางอู๋จี๋ก็ไม่ขัด จัดให้ชุดใหญ่
แต่จางอู๋จี๋ไม่ใช่คนโหดเหี้ยมอำมหิต เขารักษาระดับการคุยไม่ให้คุณตาโกรธจนเส้นเลือดแตก
แต่ไม่นึกว่าพอคุณตาอ้าปากพูด จะสุดยอดขนาดนี้ เหมือนเซียนผายลม ไม่ธรรมดาจริงๆ
ฝ่ายบุ๋นมีกลอนขอเข้าพบ ฝ่ายบู๊มีการประลองชี้แนะ จางอู๋จี๋ก็เชี่ยวชาญทั้งสองด้าน
คุณตาบอกว่าแก๊งมาเฟียมีปืน วรยุทธ์สูงแค่ไหนก็ไร้ค่า
เขาก็สวนกลับว่าคนประเมินอานุภาพกระสุนสูงไป ปืนสู้ไม้หน้าสามยังไม่ได้เลย เขาเคยเห็นคนโดนไม้ตีทีเดียวร้องจ๊าก แต่โดนยิงสิบกว่านัดกลับไม่ร้องสักแอะ
คุณตาโดนย้อนจนสำลัก บอกว่าแก๊งมาเฟียคนเยอะ ไม้หน้าสามก็เยอะ น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ฝีมือดีแค่ไหนก็สู้ดวงแข็งไม่ได้ เก่งแค่ไหนก็อย่าซ่า ควรหลีกเลี่ยงดีกว่า
เขาก็สวนกลับว่าข้อเสียเดียวของเขาคือมีข้อดีเยอะเกินไป ทั้งฝีมือและดวงแข็งโป๊ก หมอดูบอกว่าเขาเกิดมาเพื่อเป็นยอดขุนพลเหยียบย่ำซากศพ แต่เขาไม่เห็นด้วย ข้างหน้ามีหมาป่า ข้างหลังมีเสือ อยากยิ่งใหญ่ต้องเอาชีวิตเข้าแลก
คุณตาโกรธจนหนวดกระดิก บอกว่าพวกแก๊งมาเฟียต่อหน้าทำตัวสุภาพ ลับหลังขุดหลุมฝังบรรพบุรุษเอ็งเรียบร้อย เอ็งไม่กลัว แล้วครอบครัวไม่กลัวรึไง?
เขาก็สวนกลับว่า เขาไม่ใช่คนประเภทถ่ายรูปครอบครัวพร้อมหน้า นั่งกินข้าวพร้อมตาอยู่แล้ว ครั้งนี้เลยกะจะไปหลอกแก๊งมาเฟียทีเดียวให้จบๆ ไปเลย
ทั้งคู่เถียงกันน้ำไหลไฟดับ มั่วซั่วไปตลอดทาง จนเครื่องบินเริ่มลดระดับเตรียมลงจอด
คุณตาคอแห้งผาก มองจางอู๋จี๋ด้วยสายตาเอือมระอา
ไอ้หนุ่มนี่คงเป็นพวกเก่งแต่ปาก พอเจอของจริงคงร้องไห้ขี้มูกโป่ง
คนสอนไม่จำ ต้องให้ความจริงสอนถึงจะจำ
จางอู๋จี๋ก็ไม่โกรธ เพราะเขาพูดความจริงทุกคำ
เห็นว่าจะลงเครื่องแล้ว คุณตาถอนหายใจ
ความจริงแล้ว ในการเข้าสังคม หน้าตาคืออาวุธสำคัญ
ถ่ายรูปเหมือนกัน บางคนถ่ายออกมาเหมือนนิตยสารแฟชั่น บางคนถ่ายออกมาเหมือนประกาศคนหาย
จางอู๋จี๋หน้าตาดี สร้างความประทับใจแรกพบได้ดีเยี่ยม
คุณตาเลยทิ้งท้ายเตือนสติ
"พ่อหนุ่ม โตมาขนาดนี้ไม่ง่ายนะ ตาว่าเอ็งก็โตแล้ว เตรียมสั่งเสียไว้บ้างรึยัง?"
เห็นปากคุณตาที่เคยอบอุ่นเริ่มพ่นพิษ พูดจาเย็นชาขนาดนี้ จางอู๋จี๋เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมานิดหน่อย
"เฮ้อ บางทีผมก็อยากไปคุยหน้าหลุมศพคุณตานะครับ เสียดายที่คุณตายังไม่ตาย"
คุณตายังไม่ทันสวน คุณยายที่เงียบมาตลอดก็เอามือปิดปากสามี กดให้นั่งพิงเบาะ แล้วยื่นหน้ามา
"พ่อหนุ่มเอ้ย ตาแก่นี่มันเลอะเลือน พูดจาไม่เข้าท่า! ฟังป้านะ โบราณว่าไว้ ขุนเขาเขียวขจียังอยู่ ไม่กลัวไร้ฟืนไฟ นกกระจอกตาบอดยังไม่อดตาย เจอแก๊งมาเฟียก็วิ่งหนีซะ จบ!"
เห็นคุณยายก็ไม่ใช่เล่นๆ แถมจะต้องจากกันแล้ว จางอู๋จี๋ยิ้มละไม ยอมถอยให้
"เข้าใจครับ เข้าใจ วัยรุ่นเลือดร้อน ไม่ไปแจกแต้มหรอกครับ"
จนกระทั่งลงเครื่อง สองตายายมองแผ่นหลังจางอู๋จี๋แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
"พ่อหนุ่มหน้าตาดีแท้ๆ เสียดายปากเสีย ขี้โม้ไปวันๆ น่าเสียดายจริงๆ"
"ขี้โม้ก็ช่างมันเถอะ หลอกพวกเราก็ช่างมันเถอะ แต่หลอกตัวเองมันจะมีประโยชน์อะไร? เจอเรื่องไม่ชอบมาพากลต้องหลบหลีก ยุทธภพมันโหดร้าย ไม่ไหวก็ถอย แค่นี้ยังไม่เข้าใจ ถ้าไปเจอแก๊งมาเฟียเข้าจริงๆ จะทำยังไง..."
"คุณก็คิดมากไปได้ พ่อหนุ่มนั่นคงสติไม่ค่อยดีหรอก พูดเพ้อเจ้อเรื่องแก๊งมาเฟีย เรื่องวรยุทธ์..."
"นั่นสินะ ในโลกนี้จะมีวรยุทธ์ได้ยังไง สงสัยอ่านนิยายกำลังภายในมากไป——"
โครม!
คำพูดของคุณตาชะงักค้าง กลายเป็นเสียงลากยาว ดวงตาฝ้าฟางเบิกโพลง รูม่านตาสั่นระริก
เมื่อกี้ตาเห็นอะไร?!
เขาขยี้ตาที่เบิกกว้าง กะพริบตาถี่ๆ ก็ยังไม่อยากเชื่อภาพตรงหน้า!
ตอนที่จางอู๋จี๋เดินข้ามสี่แยก รถบรรทุกสิบล้อสีแดงเพลิงคันหนึ่งเร่งเครื่องกะทันหัน ล้อบดถนนเสียงดังแสบแก้วหู ดูท่าจะเบรกแตก!
หูจางอู๋จี๋กระดิก สัญชาตญาณปรมาจารย์จับสัมผัสอันตรายได้ท่ามกลางเสียงคำราม
เขาหันไปมอง เห็นตู้คอนเทนเนอร์ยาวห้าหกเมตรบรรทุกน้ำหนักร้อยตัน พุ่งเข้ามาพร้อมเสียงเครื่องยนต์ที่ร้องโหยหวนว่า 'พวกเราต่างก็ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่'!
หน้ารถห่างจากแผ่นหลังเขาไม่ถึงสิบก้าว พุ่งฝ่าไฟแดงเข้ามาดั่งสัตว์ร้ายเหล็กกล้าบ้าคลั่ง ถ้าเป็นคนธรรมดาคงร้องไม่ทันด้วยซ้ำ!
จางอู๋จี๋หลบได้ แต่พอนึกถึงตอนก่อนทะลุมิติที่โดนสิบล้อชน เขาเลยยืนนิ่งอยู่กับที่
ขั้นโฮ่วเทียนสมบูรณ์มีแรงร้อยจวิน รวมเป็นหนึ่งพันห้าร้อยกิโลกรัม หรือแรงหนึ่งตันครึ่ง
บวกกับวิชาฝ่ามือผ่าศิลาและอื่นๆ พลังจริงยิ่งเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
พอถึงขั้นเซียนเทียนสมบูรณ์ นอกจากลมปราณ พละกำลังยังทวีคูณขึ้นอีกหลายเท่า!
และเมื่อถึงขั้นปรมาจารย์สำนัก อานุภาพลมปราณเหนือกว่าพลังกายไปไกล
ก็แค่สิบล้อไม่ใช่เหรอ?
หึ!
คิดว่าฉันเป็นใคร?
ฉันต้องหลบเหรอ?
เหล็กกล้ากระจอกๆ จะมาเทียบกับกล้ามเนื้อที่ผ่านการขัดเกลาพันครั้งหมื่นครั้งจากระบบของฉันได้ยังไง?!
เข้ามาเลย!