- หน้าแรก
- มรรคาวิถีกระสุนดินดำ
- บทที่ 43 ช่องว่างระหว่างเซียนและปุถุชน
บทที่ 43 ช่องว่างระหว่างเซียนและปุถุชน
บทที่ 43 ช่องว่างระหว่างเซียนและปุถุชน
ทุกเรื่องมีลำดับความสำคัญ ก่อนที่เขาจะลงจากเครื่องบิน มีเพียงสองเรื่องเท่านั้นที่จัดการได้
เรื่องแรกคือเคล็ดวิชาดูดกลืนปฐพี
ความจริงแล้วต่อให้แลกวิชานี้มา จางอู๋จี๋ที่ไม่มีทวารวิญญาณและรากวิญญาณก็ฝึกไม่ได้อยู่ดี
ถ้าไม่ใช่เพราะค่าธูปเทียนเหลือเฟือ เขาคงไม่ยอมแลกมา สู้รอให้จางเทียนเสี้ยวฝึกในอนาคตแล้วค่อยถวายเป็นของเซ่นไหว้เพื่อรับการเสริมพลังทีหลังดีกว่า
แต่สถานการณ์บังคับ สิ่งที่คาดเดาได้ก็คือ
ในด้านความแข็งแกร่ง ต่อจากนี้เขาจะเข้าสู่ช่วงว่างเว้น จนกว่าจางเทียนเสี้ยวทายาทรุ่นสองของตระกูลจางจะโตและก้าวสู่วิถีเซียน
ในช่วงว่างเว้นนี้ อย่างน้อยจางอู๋จี๋ต้องมีความรู้เรื่องการบำเพ็ญเพียรติดตัวไว้บ้าง เวลาจางโซ่วกราบไหว้แล้วถามขึ้นมา จะได้ไม่ทำหน้าเอ๋อจนเสียฟอร์มบรรพชน
เรื่องที่สองคือเทศกาลเก้าเดือนเก้าในโลกบำเพ็ญเพียรที่กำลังจะมาถึง จางโซ่วจะทำการกราบไหว้อีกครั้ง
การกราบไหว้ครั้งนี้เขาต้องประทานพร เพื่อทำให้อาวุธสมัยใหม่ปรากฏขึ้นอย่างสมเหตุสมผลโดยเร็วที่สุด
ความคิดแล่นผ่านสมองดุจสายฟ้าแลบ จางอู๋จี๋ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
ดูเหมือนการทะลวงด่านจะใช้เวลานาน แต่ความจริงผ่านไปแค่ไม่กี่ลมหายใจ รวมกับเวลาทำความคุ้นเคยคัมภีร์ยุทธ์ ก็ใช้เวลาไปแค่นาทีกว่าๆ
‘นำออกมา’
จางอู๋จี๋ส่งกระแสจิต หน้าต่างสถานะกลับขึ้นทางเลือกมาให้สองทาง
【ตรวจพบของเซ่นไหว้ประเภทความรู้ ท่านต้องการสร้างเป็นวัตถุจริง หรือถ่ายทอดเป็นความรู้?】
เห็นตัวเลือกเขาแปลกใจเล็กน้อย คิดสักพักก็เลือกอย่างหลัง
【อันว่าปฐพีแบกรับสรรพสิ่ง คุณธรรมหนาแน่นไร้ขอบเขต...... วิชานี้ดึงดูดแก่นแท้แห่งขุนเขา ดูดซับพลังวิญญาณจากชีพจรดิน ใช้ร่างกายเป็นเตาหลอม เปลี่ยนความขุ่นมัวให้ใสสะอาด กลั่นลมปราณให้บริสุทธิ์...... ผู้ฝึกตนควรรวมจิตเป็นหนึ่ง ยึดคุณธรรมแห่งดินเป็นรากฐาน ค่อยเป็นค่อยไป ห้ามใจร้อน...】
จางอู๋จี๋ข้ามรายละเอียดการฝึกฝนไปอย่างรวดเร็ว หันไปดูรายละเอียดเกี่ยวกับระบบการบำเพ็ญเพียร
"การบำเพ็ญเพียรมีหกขอบเขต ได้แก่ ปราณครรภ์ กลั่นลมปราณ สร้างรากฐาน ตำหนักม่วง แก่นทองคำ ปฐมวิญญาณ?"
"วิชาระดับหนึ่งคือปราณครรภ์ ระดับสองคือกลั่นลมปราณ ระดับสามคือสร้างรากฐาน ระดับสี่คือตำหนักม่วง..."
"มิน่าเคล็ดวิชาดูดกลืนปฐพีที่เป็นวิชาระดับสองถึงวงเล็บไว้ว่าเป็น 'บทปราณครรภ์'! ที่แท้ก็เป็นแค่เศษเสี้ยว ยังมีบทกลั่นลมปราณอีก!"
"ปราณครรภ์แบ่งเป็นหกชั้น คือ จักขุญาณ โสตญาณ ฆานญาณ ชิวหาญาณ ญาณหยั่งรู้ และกายญาณ เมื่อฝึกจนสมบูรณ์จึงจะกลืนกินพลังวิญญาณฟ้าดิน ทะลวงผ่านปราณครรภ์ เข้าสู่กลั่นลมปราณ เหาะเหินเดินอากาศได้!"
"การฝึกกลั่นลมปราณแบ่งเป็นเคล็ดวิชาเดินลมปราณและเคล็ดวิชาเก็บเกี่ยวลมปราณ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้"
"การฝึกกลั่นลมปราณต้องใช้เคล็ดวิชาเก็บเกี่ยวเฉพาะทาง ไปยังสถานที่ที่มีพลังวิญญาณหนาแน่นเฉพาะเจาะจง ถึงจะเก็บเกี่ยวพลังวิญญาณฟ้าดินเฉพาะทางออกมาได้ วิชาต่างกัน พลังวิญญาณฟ้าดินที่กลืนกินก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง..."
ยิ่งดูจางอู๋จี๋ยิ่งตื่นตระหนก เขาเริ่มตระหนักแล้วว่าตั้งแต่ขั้นกลั่นลมปราณเป็นต้นไป มันยากใช่เล่น
พอดูพื้นฐานการบำเพ็ญเพียรจบ จางอู๋จี๋มาดูความแตกต่างของการฝึกในขอบเขตปราณครรภ์อย่างละเอียด
ผ่านไปหลายนาทีเขาถึงบางอ้อ มิน่าถึงบอกว่าเซียนเทียนเทียบเท่าปราณครรภ์ขั้นที่สาม ปรมาจารย์สำนักเทียบเท่าปราณครรภ์ขั้นที่ห้า ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!
ผู้บำเพ็ญเพียรช่วงแรกไม่ฝึกร่างกาย ไม่ใช่ฝึกไม่ได้ แต่ไม่จำเป็น
คนธรรมดายังต้องใช้ยาเม็ดคืนพลังขนานเล็ก ยาเม็ดคืนพลังขนานใหญ่ อาศัยการย่อยเพื่อได้รับพลังวิญญาณ
แต่ผู้บำเพ็ญเพียรดึงพลังวิญญาณฟ้าดินเข้าสู่ร่างกายโดยตรง นอกจากไม่เปลืองทรัพยากรแล้ว ประสิทธิภาพและขีดจำกัดยังสูงกว่าวิถียุทธ์แบบเทียบไม่ติด
ขอบเขตปราณครรภ์ทั่วไปไม่เน้นฝึกร่างกาย ทุกครั้งที่ทะลวงขั้นย่อย ประสาทสัมผัสจะยกระดับขึ้นมหาศาล เจอศัตรูก็ใช้อาคมจัดการ
พอถึงปราณครรภ์ขั้นที่สาม ได้รับการเสริมพลังทางตา หู จมูก ต่อให้เป็นปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นเซียนเทียนสมบูรณ์ก็ยากจะเข้าประชิดตัว เพราะจะถูกจับได้ง่ายมาก
ขอแค่ไม่โดนประชิดตัว ผู้บำเพ็ญเพียรร่ายอาคมทีเดียว ก็ฆ่าเซียนเทียนสมบูรณ์ได้สบาย
ส่วนปรมาจารย์สำนักที่ฝึกจนเกิด 'เจตจำนง' ซึ่งแทบจะเหมือน 'ญาณหยั่งรู้' เวอร์ชันลดประสิทธิภาพ ผู้บำเพ็ญเพียรต่ำกว่าขั้นที่ห้ายากจะล็อกเป้าหมาย จึงสู้ไม่ได้
พอถึงปราณครรภ์ขั้นที่ห้า ให้กำเนิด 'ญาณหยั่งรู้' แค่ความคิดเดียวก็ครอบคลุมระยะหลายสิบจ้าง ตรวจจับศัตรูได้จากระยะไกลลิบ
สิ่งที่เรียกว่าวิถียุทธ์ แท้จริงคือการเลียนแบบผู้บำเพ็ญเพียรของคนธรรมดา
เจตจำนงปรมาจารย์สำนักคือขีดสุดของคนธรรมดา ไม่แสวงหาฟ้าดินกว้างใหญ่ ขอแค่ควบคุมพื้นที่ในระยะหนึ่งตารางนิ้ว ถึงจะฝึกสำเร็จ
ส่วนญาณหยั่งรู้ คือการแสวงหาความกว้างใหญ่ของฟ้าดิน เป็นต้นแบบของเจตจำนงปรมาจารย์สำนัก เป็นสิ่งที่เหนือกว่าอย่างสมบูรณ์
ใช้ร่างกายปุถุชนแสวงหาวิถีเซียน ปรมาจารย์สำนักถึงได้มีน้อยนิด
ดังนั้นปรมาจารย์สำนักจึงสู้ได้แค่ผู้บำเพ็ญเพียรต่ำกว่าปราณครรภ์ขั้นที่ห้า เจอขั้นที่ห้าขึ้นไปเมื่อไหร่คือแพ้ทาง
ต่อให้เข้าประชิดตัวได้ก็ใช่ว่าจะชนะ ผู้บำเพ็ญเพียรไม่ฝึกร่างกาย ไม่ได้แปลว่าจะเปราะบางเหมือนคนธรรมดา
ตอนดึงพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างกายก็มีการขัดเกลาร่างกายเหมือนกัน แค่ไม่ถึกทนเท่าจอมยุทธ์ แต่ก็มีความแข็งแกร่งระดับเซียนเทียน
แค่ญาณหยั่งรู้บวกกับร่างกายระดับปรมาจารย์ยุทธ์ ก็ทำให้ปรมาจารย์สำนักหาทางสร้างบาดแผลได้ยากแล้ว
ไม่ต้องพูดถึงว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับนี้ต่างมีของวิเศษและลูกเล่นแพรวพราว
พอถึงปราณครรภ์ขั้นที่หก ผู้บำเพ็ญเพียรต้องเตรียมตัวสำหรับการเก็บเกี่ยวลมปราณ เริ่มใช้พลังวิญญาณชะล้างร่างกาย เมื่อสมบูรณ์ ร่างกายจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าเซียนเทียนสมบูรณ์เสียอีก
ถึงจุดนี้ จอมยุทธ์จะไม่มีความได้เปรียบใดๆ เหลืออยู่เลย
นี่... ยังเป็นแค่ขอบเขตแรกบนเส้นทางบำเพ็ญเพียร
จอมยุทธ์โครงสร้างกระดูกระดับต่ำติดแหง็กที่ด่านหนังด่านเนื้อ ยากจะผ่านด่านกระดูก โครงสร้างกระดูกระดับกลางต้องพึ่งยาเม็ดคืนพลังขนานเล็กถึงจะมีลุ้นทะลวงเซียนเทียน โครงสร้างกระดูกชั้นเลิศก็แค่การันตีเข้าเซียนเทียน หลังจากนั้นก็แล้วแต่บุญแต่กรรม
ปรมาจารย์สำนักที่มีหนึ่งในหมื่น ทุ่มเททั้งชีวิต ก็เทียบได้แค่ขอบเขตแรกของผู้บำเพ็ญเพียร
นี่คือช่องว่างระหว่างเซียนและปุถุชน
เมื่อย่อยข้อมูลที่ไม่ซับซ้อนแต่สร้างความสะเทือนใจมหาศาลนี้เสร็จ จางอู๋จี๋ก็เงียบไป
มิน่าจางโซ่วกราบไหว้ครั้งที่สามถึงได้โหยหาวิถีเซียนนัก คงเพราะได้ติดตามกวงฮุ่ยจนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวิถียุทธ์และวิถีเซียน และได้รับรู้ความจริงที่ชวนสิ้นหวังนี้
ยังดี...
ความสิ้นหวังนี้มาเร็วไปเร็ว
พอจางอู๋จี๋คิดได้ว่าตัวเองสามารถ 'นอนกินแรง' ลูกหลานได้ รอยยิ้มก็กลับมาบนใบหน้า
ส่วนจางโซ่วจะทำยังไง ก็คงต้องให้บรรพชนอย่างเขาเก่งก่อน แล้วค่อยหาทางลากลูกหลานให้เก่งตาม
เพราะตอนนี้เขาก็ไม่มีวิธีเหมือนกัน แต่ถึงเวลาก็คงมีทางออกเอง
บางทีการประทานพรอาจทำให้มีทวารวิญญาณ?
แต่พอนึกถึงทิศทางชะตาชีวิตที่สัมผัสได้ก่อนหน้านี้ จางอู๋จี๋ก็กดความคิดหลอกตัวเองนี้ทิ้งไป
ไม่มีทาง
คิดได้ดังนั้น จางอู๋จี๋ก็ไม่เสียเวลาอีก หยิบมือถือออกมาเริ่มฉายภาพ
มีเรื่องต้องทำอีกเยอะ เพื่อให้เขาได้เป็นเซียนเร็วๆ เวลาในโลกบำเพ็ญเพียรต้องเร่งสปีดแล้ว!
อย่างน้อยในเจ็ดแปดปีต่อจากนี้ ต้องเร่งเวลาไปจนถึงตอนที่จางเทียนเสี้ยวตรวจพบทวารวิญญาณหรือรากวิญญาณให้ได้!
ถ้าเป็นรากวิญญาณจะดีที่สุด!
ข้อมูลในเคล็ดวิชาระบุความแตกต่างระหว่างรากวิญญาณและทวารวิญญาณไว้
ช่องว่างระหว่างสองสิ่งนี้ มันยิ่งกว่าช่องว่างระหว่างเซียนกับปุถุชนเสียอีก
เคล็ดวิชาดูดกลืนปฐพีระบุเวลาที่ต้องใช้ในการฝึกฝนขอบเขตปราณครรภ์สำหรับผู้มีพรสวรรค์ต่างกันไว้อย่างละเอียด
【การบำเพ็ญเพียรหากได้ฟ้าดินเป็นใจ ผู้คนส่งเสริม จะได้ผลลัพธ์ทวีคูณ】
【ทุกยามอิ๋น (03.00-05.00 น.) และยามซวี (19.00-21.00 น.) เป็นช่วงที่ปราณปฐพีพุ่งสูง หากเลือกสถานที่ที่ปราณปฐพีสมบูรณ์ ดินหินหนาแน่น จะช่วยเร่งการดูดซับได้หนึ่งส่วน】
【การดูดซับเพื่อชักนำปราณปฐพี เริ่มจากตันเถียน ขึ้นตามชีพจรตูม่ายถึงวังโคลน แล้วลงตามชีพจรเหรินม่ายกลับสู่ตันเถียน นี่คือหนึ่งวัฏจักร ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยาม ทำซ้ำแปดสิบเอ็ดรอบ จะกลั่นเป็นพลังวิญญาณได้หนึ่งเส้น】
【แปดสิบเอ็ดเส้นพลังวิญญาณผสานกัน ปราณครรภ์ขั้นที่หนึ่งจึงสำเร็จ】
ลองคำนวณดูเล่นๆ วันหนึ่งหักเวลานอนสี่ชั่วยาม (8 ชม.) เวลาที่เหลือคงไม่ได้ฝึกตลอด ตีซะว่าฝึกวันละหกชั่วยาม (12 ชม.)
หนึ่งเส้นพลังวิญญาณต้องใช้แปดสิบเอ็ดชั่วยาม (162 ชม.) ก็คือสิบสามวันครึ่ง
แปดสิบเอ็ดเส้นพลังวิญญาณ ก็ต้องใช้เวลาเกือบสามปี!
นี่แค่ปราณครรภ์ขั้นที่หนึ่ง ขั้นต่อๆ ไปจะยากขึ้นเรื่อยๆ เวลาก็ต้องใช้มากขึ้นไปอีก