- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นตำรวจปี97 ผมไขคดีปริศนา
- บทที่ 45 คนยังไม่มา คดีมาก่อนแล้ว
บทที่ 45 คนยังไม่มา คดีมาก่อนแล้ว
บทที่ 45 คนยังไม่มา คดีมาก่อนแล้ว
บทที่ 45 คนยังไม่มา คดีมาก่อนแล้ว
มีคำโบราณกล่าวไว้ว่า เรื่องที่ผิดปกติย่อมมีอะไรไม่ชอบมาพากล
ประสบการณ์การสืบสวนคดีอาญาของโจวอี้ยิ่งบอกเขาว่า เบื้องหลังปรากฏการณ์ที่ผิดปกติ ย่อมมีสถานการณ์ที่ผิดปกติอย่างแน่นอน
คนที่ไม่ทำงานทำการมาตลอด จนภรรยาหนีไปแล้ว จู่ๆ ก็กลับตัวกลับใจ และตั้งใจทำงาน ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าบอกว่าออกไปทำงานเดือนเดียวแล้วจะได้เงินก้อนโตกลับมา เรื่องนี้แทบเป็นไปไม่ได้เลย
หากไม่ใช่การโม้โอ้อวด งั้นก็คือต้องทำเรื่องผิดกฎหมาย!
เช่น การค้ายาเสพติด เป็นต้น มันเป็นวิธีที่สามารถหาเงินได้อย่างรวดเร็วในระยะสั้น
แน่นอนว่าผลที่ตามมาก็รุนแรง เพราะในประเทศของเรา โทษของการค้ายาเสพติดหนักมาก ไอซ์สองร้อยกรัม ก็ตัดสินประหารชีวิตแล้ว
สองร้อยกรัม มันก็แค่ขนาดขวดยาคูลท์สองขวดเท่านั้นเอง
แต่นี่คือสิ่งที่จำเป็น เพราะมีวีรบุรุษปราบปรามยาเสพติดนับไม่ถ้วนที่ต้องเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อสิ่งนี้
โจวอี้ไม่อาจยืนยันได้ว่าหลี่โหย่วเฉียงไปเสี่ยงชีวิตช่วยคนค้ายาเสพติดหรือไม่ แต่เขายืนยันได้โดยพื้นฐานว่า หลี่โหย่วเฉียงไม่ได้ถูกตำรวจจับกุม
สองเดือนแล้ว ถ้าถูกจับกุม เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่แจ้งให้ญาติทราบ
ถ้าอย่างนั้นก็มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ถูกฆ่าปิดปาก!
ในยุคเก้าศูนย์ เนื่องจากข้อมูลและเทคโนโลยีล้าหลัง พ่อค้ายาเสพติดไม่เพียงแค่มีอยู่ แต่ยังเหิมเกริมมากอีกด้วย
“ม้า” (คนขนยา) ที่ถูกฆ่าปิดปากเพราะเหตุผลต่างๆ นานา ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
“คุณป้าหนิวครับ แบบนี้ดีไหมครับ เดี๋ยวคุณป้าเขียนหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของลูกชายกับสถานที่ที่เขาไปทำงานให้ผมหน่อย ผมจะนำกลับไปสำนักงานฯ ให้เพื่อนร่วมงานช่วยประสานงานกับตำรวจทางนั้นตรวจสอบให้”
“ถ้ามีข่าวคราวของลูกชายคุณป้า ผมจะรีบบอกคุณป้าทันทีครับ”
คุณป้าหนิวได้ฟัง ก็ตื่นเต้นจนน้ำตาไหลพราก คุณยายเตียงข้างๆ ก็แอบเช็ดน้ำตาด้วยความสงสาร
โจวอี้ถอนหายใจในใจ หลี่โหย่วเฉียงคนนี้ส่วนใหญ่น่าจะรอดยากแล้ว
“จริงสิครับ ลูกชายของคุณป้าออกไปทำงานคนเดียว หรือว่าไปกับคนอื่นครับ?”
คนว่างงานคนหนึ่ง ไม่น่าจะไปเกี่ยวข้องกับพ่อค้ายาเสพติดได้โดยไม่มีเหตุผล ส่วนใหญ่น่าจะมีคนกลางอะไรทำนองนั้น
คุณป้าหนิวขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ลูกชายของฉันไม่ได้ไปคนเดียวหรอก บอกว่าไปกับเพื่อนคนหนึ่ง แต่ฉันก็ไม่รู้จักคนคนนั้น รู้แค่ว่าลูกชายของฉันเรียกเขาว่าพี่กวา”
“ไม่มีชื่อเหรอครับ...” โจวอี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง ถ้าอย่างนั้นก็คงจะต้องให้สถานีตำรวจท้องที่ช่วยตรวจสอบแล้ว
โจวอี้ปลอบอีกสองสามประโยค แล้วก็ถือกระดาษโน้ต พาแม่ของเขาออกจากห้องผู้ป่วย
คุณป้าหนิวกล่าวขอบคุณซ้ำๆ อยู่ข้างหลัง
พอออกจากห้องผู้ป่วย จางชิวเสียที่กำลังยิ้มแย้มแจ่มใสกำลังจะอ้าปากถามลูกชายว่าเป็นยังไงบ้าง แต่กลับเห็นโจวอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ในใจสะดุดลงทันที
“ลูกชายของคุณป้าหนิว จะไม่เป็นอะไรจริงๆ ใช่ไหม?”
เมื่อเผชิญกับคำถามของแม่ โจวอี้รู้ดีว่าไม่สามารถพูดความคิดของตัวเองออกมาได้ มิฉะนั้น แม่จะต้องไปบอกผู้เสียหายทันที
“ไม่รู้สิครับ ผมเป็นตำรวจ ไม่ใช่เทวดา จะหยั่งรู้อนาคตได้ยังไงกัน”
“แล้วก็แม่ครับ เรื่องนี้ตำรวจเขากำลังดูแลอยู่ แม่ไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องแล้วนะครับ กว่าผมจะได้ย้ายไปสำนักงานตำรวจเมือง มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะแม่ แม่ในฐานะญาติของตำรวจ ก็ต้องระวังเรื่องระเบียบวินัยด้วยนะครับ”
โจวอี้จงใจพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น ก็เพราะรู้ใจแม่ดีที่สุด
นิสัยของแม่ตัวเองเป็นยังไง ตัวเองจะไม่รู้ได้ยังไงกัน
โจวอี้ถือโอกาส โทรศัพท์ไปที่สำนักงานตำรวจเมือง อธิบายสถานการณ์ให้ฟัง
คนที่รับโทรศัพท์คือเฉินเหยียน หยอกล้อเขาว่านี่คือ “คนยังไม่ทันมา คดีก็มาก่อนแล้วสินะ?”
โจวอี้หัวเราะแห้งๆ “พี่เหยียนครับ พูดตามตรง ผมกลับไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นคดีเลยครับ เพราะถ้ากลายเป็นคดีในมือของเราจริงๆ นั่นก็คือชีวิตคนคนหนึ่งเลยนะครับ”
ประโยคเดียว ทั้งสองคนก็เงียบไป
โจวอี้ได้แต่หวังว่า ปากของเขาจะไม่ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาจริงๆ
...
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนมาถึงเช้าวันอาทิตย์ โจวอี้รีบตื่นแต่เช้า
พรุ่งนี้ก็ต้องไปรายงานตัวที่สำนักงานตำรวจเมืองแล้ว เขาตั้งใจว่าจะใช้เวลาวันอาทิตย์นี้ เดินเล่นในเมืองหงเฉิงให้ทั่ว เพื่อทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใหม่อีกครั้ง
เขาจากเมืองหงเฉิงไปนานหลายปี การกลับมาครั้งนี้จึงทำให้เขารู้สึกว่าเมืองแห่งนี้ทั้งคุ้นเคย แต่ก็แปลกหน้าไปในคราวเดียวกัน
โจวอี้ล้างหน้า เขามองดูใบหน้าที่หนุ่มแน่นของตัวเองในกระจกอย่างเหม่อลอย
บางครั้งเขาถึงกับสงสัยว่า ตัวเองได้เกิดใหม่จริงๆ หรือไม่ หรือว่าความทรงจำก่อนที่จะเกิดใหม่ อันที่จริงเป็นเพียงความฝันที่ยาวนานและสมจริงของตัวเอง
แต่ความจริงคือตัวเองใช้ชีวิตอยู่ในฤดูใบไม้ผลิของปี 97 มาตลอด
สำนวนนั้นว่ายังไงนะ จวงโจวฝันเห็นผีเสื้อใช่ไหม?
(จวงโจวฝันเห็นผีเสื้อ" เป็นนิทานปรัชญาจากคัมภีร์ จวงจื่อ โดยปรัชญาเมธีชาวจีนในยุคโบราณ เล่าถึงเหตุการณ์ที่จวงโจวหรือจวงจื่อ ฝันว่าตนเป็นผีเสื้อที่โบยบินอย่างมีความสุข เมื่อตื่นขึ้นก็เกิดความสงสัยว่า ตนเองเป็นจวงโจวที่ฝันว่าเป็นผีเสื้อ หรือผีเสื้อที่ฝันว่าเป็นจวงโจวกันแน่)
“โจวอี้ ทำไมแกตื่นเช้าขนาดนี้ แถมยังทำท่าทำทางส่องกระจกสำรวจความหล่ออีก นี่มันมีอะไรไม่ชอบมาพากลนะ” อาสามโจวเจี้ยนเย่จู่ๆ ก็พูดด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“เลิกพูดเลยครับ ผมจะไปสำรวจความหล่อสู้ตอนที่อาสามยังหนุ่มได้ยังไง”
“ไอ้หนูปากดี อย่ามาแกล้งโง่กับอาสามของแกนะ” โจวเจี้ยนเย่โอบคอเขาแล้วยิ้ม
“พูดมา แอบชอบลูกสาวบ้านไหนอยู่?”
“อาอย่ามาพูดจามั่วซั่วนะครับ ผมเป็นตำรวจของประชาชน ไม่ใช่ขุนนางที่จะไปฉุดคร่าลูกสาวชาวบ้าน”
“เหอะๆๆ คิดจะปิดเรื่องแค่นี้กับอาสามเหรอ ฝันไปเถอะ! จะเล่าให้ฟังนะ สมัยก่อนน่ะ อาสามของแกนี่ถือเป็นตัวพ่อของแถวนี้เลยนะเว้ย แค่เดินออกจากบ้านไปนะ สาวๆ ที่ตามจีบฉันน่ะ ต่อคิวกันยาวไปถึงวัดเหล่าจวินนู่นเลย!”
“เลิกพูดเลย อาสามก็โม้ไปเรื่อย แม่ของผมบอกว่าตอนนั้นอาสามแอบชอบลูกสาวคนเล็กของเถ้าแก่กู้ร้านขายของชำ ตามตอแยเธออยู่ทุกวัน”
“แต่เธอไม่สนใจอาสาม อาสามก็เหมือนกับพลาสเตอร์ยาไปนั่งยองๆ อยู่ที่มุมกำแพงทางทิศตะวันตกของร้านขายของชำ นั่งอยู่เดือนกว่าๆ ทำเอาลูกสาวเขาไม่กล้าออกจากบ้านเลย”
“ตอนหลังเถ้าแก่กู้ถือมีดพร้าไล่จะฟันอาสาม ว่ากันว่าอาสามวิ่งหนีจนรองเท้าหลุดเลยใช่ไหม?”
“ฮิๆๆ ยังจะมาโม้ว่าเป็นดาวเด่นอีก ถ้าเป็นตอนนี้ อาสามต้องไปให้ปากคำที่โรงพักกับผมแล้ว”
โจวเจี้ยนเย่ได้ยินว่าความลับถูกเปิดโปง ก็รีบโวยวายทันที “เฮ้ๆ แม่แกพูดมั่วอะไรกัน ที่จริงแล้วลูกสาวของเถ้าแก่กู้แอบชอบฉัน จะหนีตามฉันไป เถ้าแก่กู้ถึงได้ไม่ให้เธอออกจากบ้าน”
โจวอี้เห็นอาสามปากแข็ง ก็ไม่เถียง แค่หัวเราะเหอะๆ เบาๆ
โจวเจี้ยนเย่เกาหัวอย่างเขินๆ “ฉันจะบอกให้นะ โชคดีที่ฉันไม่ได้เอาเธอ ฉันเห็นเธอเมื่อวานนี้ แม่เจ้าโว้ย แค่ไม่กี่ปีเอง อ้วนเป็นอะไรไปแล้ว เหมือนกับลูกบอลหนังเลย!”
“อาสามก็เก่งแต่โม้กับหลานอย่างผมนี่แหละ”
“ได้ๆ ไม่เถียงกับแกแล้ว ถ้าว่าง ส่งฉันหน่อยได้ไหม?”
โจวอี้สงสัย “อาสามจะไปไหนเหรอครับ?”
“กลับภาคใต้”
“กลับเร็วขนาดนี้เลยเหรอครับ?”
โจวเจี้ยนเย่พยักหน้า “อืม เมื่อคืนได้รับโทรศัพท์ บอกว่าไอ้สารเลวที่หลอกเงินฉันปรากฏตัวอีกแล้ว ฉันต้องรีบกลับไปหาคน”
“ไม่รอให้ปู่ออกจากโรงพยาบาลก่อนเหรอครับ?” อันที่จริงโจวอี้สนใจเรื่องการจัดการกับครอบครัวของอาสอง
“เฮ้อ รอเขาไปทำไม ตาแก่ไม่เป็นอะไรก็พอแล้ว นี่ไม่ใช่ว่ายังมีพวกแกอยู่เหรอ”
โจวเจี้ยนเย่ตบไหล่โจวอี้ “ไอ้สารเลวบ้านอาสองนั่น แกอยากจะจัดการยังไง ก็แล้วแต่แกเลย อาสามของแกเชื่อใจแกอย่างไม่มีเงื่อนไข!”
โจวอี้ประทับใจมากทันที อาสามฉลาดจริงๆ แถมยังมอบเรื่องแบบนี้ให้หลานอย่างเขามาตัดสินใจ นี่คือความไว้วางใจอย่างถึงที่สุด!
“อาสามครับ ภาคใต้ไกลเกินไป ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่ยังไงอาสามก็ต้องระวังตัวด้วยนะครับ ทวงหนี้เป็นเรื่องเล็ก ความปลอดภัยเป็นเรื่องใหญ่”
“ถ้าหากว่ารู้สึกว่ามีอะไรไม่ถูกต้อง อย่าเสี่ยงเด็ดขาดนะครับ ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ เรายังมีโอกาสหาเงินได้อีกเยอะแยะ!”