- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นตำรวจปี97 ผมไขคดีปริศนา
- บทที่ 6 จุดประสงค์ของโจวอี้
บทที่ 6 จุดประสงค์ของโจวอี้
บทที่ 6 จุดประสงค์ของโจวอี้
บทที่ 6 จุดประสงค์ของโจวอี้
โจวอี้รู้ดีว่าที่อีกฝ่ายจากไปเมื่อครู่นี้ ต้องเป็นการโทรศัพท์ไปที่สถานีตำรวจชุมชนหนานหูอย่างแน่นอน
แต่ในปี 1997 ยังไม่มีการสร้างระบบเครือข่ายแฟ้มข้อมูล ต่อให้ทางสถานีตำรวจบอกว่ามีคนชื่อโจวอี้อยู่จริง ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคนที่นั่งอยู่ที่นี่ในตอนนี้คือโจวอี้ตัวจริง
อีกทั้งยังเป็นเวลาดึกสงัด ในสถานีตำรวจยังมีเพียงตำรวจเวรอยู่แค่หนึ่งหรือสองนาย ถึงแม้เขาจะให้ความร่วมมือในการสืบสวนอยากดี แต่หากต้องการขอเอกสารแฟ้มข้อมูลที่สามารถพิสูจน์ตัวตนได้ งั้นก็ต้องทำเรื่องขอและใช้เวลา ไม่ใช่ว่าจะได้มาในทันที
ดูจากที่ตำรวจหนุ่มกลับมามือเปล่าก็รู้แล้ว มิฉะนั้นเขาควรจะนำแฟกซ์แฟ้มข้อมูลของเขากลับมาให้ตำรวจสูงวัยดู ในแฟ้มข้อมูลมีรูปถ่ายติดบัตรของเขา ดูปุ๊บก็รู้ปั๊บ
ตำรวจสูงวัยมองเขาอย่างสงสัยแล้วถามว่า “นายบอกว่านายก็เป็นตำรวจ แล้วบัตรประจำตัวของนายล่ะ”
โจวอี้พูดอย่างจนปัญญา “น่าจะอยู่ที่บ้านครับ ไม่ได้พกมา”
เขาถูกแม่ปลุกให้ลุกจากเตียงกลางดึก ย่อมไม่มีเวลาพกทุกอย่างติดตัวมาด้วย บังเอิญว่าบัตรประจำตัววางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือข้างเตียงที่บ้านพอดี
“ปัง!” ตำรวจสูงวัยตบโต๊ะอย่างแรง แก้วกระเบื้องบนโต๊ะสั่นสะเทือนส่งเสียงดังกร๊ง
“ไม่มีบัตรประจำตัว นายจะพิสูจน์ได้ยังไงว่าเป็นตำรวจ! ฉันเตือนนายก่อนนะ ตอนนี้ปัญหามันร้ายแรงมาก! นายคิดให้ดีๆ อย่าคิดว่าวันนี้นายไม่พูดอะไรสักคำ แล้วจะหนีพ้นการลงโทษของกฎหมายได้! เรามีหลักฐานเพียงพอแล้ว นายอย่าได้คิดว่านายจะรอด!”
ใบหน้าของตำรวจสูงวัยเต็มไปด้วยความน่าเกรงขามที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ราวกับว่าโจวอี้เป็นอาชญากรไปแล้ว
จากนั้น ตำรวจหนุ่มก็พูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ “แต่ถ้าคุณให้การด้วยตัวเอง ลักษณะของคดีก็จะแตกต่างออกไป ถึงตอนนั้นศาลพิจารณาโทษ ก็จะคำนึงถึงจุดนี้ด้วย”
พูดจบก็ใช้ปากกาในมือเคาะโต๊ะ “คุณคิดดูให้ดีๆ”
โจวอี้รู้สึกจนปัญญาอย่างยิ่ง ไม่คิดว่าตัวเองที่เคยสอบสวนผู้ต้องหามาครึ่งค่อนชีวิต พอเกิดใหม่วันแรก กลับถูกสอบสวนในฐานะผู้ต้องหาเสียเอง
อีกทั้งรูปแบบการสอบสวนของอีกฝ่าย เขาก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี คนหนึ่งเล่นบทโหด อีกคนเล่นบทปลอบ
บทโหดมีท่าทีแข็งกร้าว กดดันจิตใจของผู้ต้องสงสัย ส่วนบทปลอบมีท่าทีอ่อนโยน ทำให้ผู้ต้องสงสัยที่อยู่ในภาวะกดดันสูงเกิดความรู้สึกพึ่งพิงและไว้วางใจ ซึ่งจะทำให้ผู้ต้องสงสัยที่มีเกราะป้องกันทางจิตใจเปราะบางลดความระแวดระวังลง และให้ความร่วมมือในการสอบสวนได้ง่าย
อย่าเห็นว่าตำรวจสูงวัยพูดมามากมาย ราวกับว่าจับได้คาหนังคาเขาแล้ว แต่จริงๆ ไม่มีประโยคไหนที่มีเนื้อหาที่เป็นรูปธรรมเลย มันเป็นเพียงวิธีการกดดันทางจิตใจเท่านั้น
นี่ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ในการสืบสวนคดีของตำรวจสูงวัยคนนี้ เขาควบคุมเทคนิคและระดับของการกดดันได้อย่างชาญฉลาด หลีกเลี่ยงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการให้การเท็จหรือการล่อลวงให้การ
แต่ลูกไม้นี้ใช้ไม่ได้ผลกับโจวอี้ เพราะเขารู้ว่าตัวเองบริสุทธิ์
เงื่อนไขเบื้องต้นของการกดดันทางจิตใจคือ ผู้ถูกสอบสวนต้องกระทำความผิดจริงๆ
และถึงแม้กฎหมายจะเน้นที่หลักฐานมากกว่าคำให้การ
แต่เงื่อนไขคือห่วงโซ่ของหลักฐานต้องสมบูรณ์
แต่บ่อยครั้งที่หลักฐานไม่ได้ปรากฏขึ้นมาเอง ดังนั้นการสอบสวนจึงกลายเป็นหนึ่งในวิธีการสำคัญในการได้มาซึ่งหลักฐาน
โจวอี้ตั้งสติ แล้วถามกลับไปว่า “เจ้าหน้าที่ทั้งสองครับ ผมขอถามคำถามหนึ่งก่อน ผู้เสียหายรอดชีวิตไหมครับ”
ตำรวจสูงวัยนิ่งเฉย แต่สีหน้าของตำรวจหนุ่มได้บอกทุกอย่างแล้ว
โจวอี้ถอนหายใจอย่างจนปัญญาในใจ เป็นไปตามคาด ตู้เสี่ยวหลินเสียชีวิตแล้ว
โจวอี้กล่าวว่า “เจ้าหน้าที่ทั้งสองครับ ผมไม่ใช่ฆาตกรจริงๆ ผมสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้”
แม้ว่าจะไม่สามารถช่วยชีวิตตู้เสี่ยวหลินได้ แต่ฆาตกรยังคงลอยนวลอยู่ โจวอี้สาบานว่าจะต้องจับไอ้สารเลวคนนั้นให้ได้
แปดปีก่อนที่จะเกิดใหม่ เขาทำงานอย่างขยันขันแข็งทุกวัน เหมือนเครื่องจักรเครื่องหนึ่ง จัดเก็บแฟ้มข้อมูลที่น่าเบื่อและเย็นชาฉบับแล้วฉบับเล่า
บางครั้งเมื่อว่างจนไม่มีอะไรทำ เขาก็จะหยิบแฟ้มคดีเก่าๆ ที่ถูกเก็บขึ้นหิ้งและเต็มไปด้วยฝุ่นออกมา ปัดฝุ่น ทำความสะอาดคราบเชื้อรา
นานวันเข้า คดีเก่าๆ เหล่านี้ได้กลายเป็นความบันเทิงเพียงอย่างเดียวของเขา และกลายเป็นผลงานเพียงอย่างเดียวของเขาในช่วงแปดปีนั้น
เขาแทบจะอ่านข้อมูลคดีเก่าๆ ทั้งหมดที่เก็บไว้ในสำนักงานจนหมด โดยเฉพาะคดีอาญาที่ยังไม่สามารถปิดคดีได้ ทำให้เขาประทับใจเป็นพิเศษ
แต่ตอนนี้เขาเป็นเพียงตำรวจชั้นผู้น้อยในสถานีตำรวจ ต่อให้เขารู้ข้อมูลมากมาย แต่คดีที่มีลักษณะเช่นนี้ เขาก็ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมในการสืบสวน
ดังนั้นคนสองคนตรงหน้านี้จึงสำคัญมาก
โดยเฉพาะตำรวจสูงวัยคนนั้น โจวอี้สามารถสรุปได้ว่า เขาต้องเป็นบุคคลระดับหัวหน้าอย่างแน่นอน
หัวหน้ามีอำนาจในการตัดสินใจการใช้คนเพื่อสืบสวนคดีไม่น้อย
ตัวตนของเขา ไม่ช้าก็เร็วจะต้องถูกยืนยัน ก่อนหน้านั้น เขาต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่าตัวเองบริสุทธิ์
จากนั้น เขายังต้องพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง!
นี่คือจุดประสงค์ที่เขาใส่ใจในตอนนี้
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้แสดงท่าทีก้าวร้าวหรืออารมณ์ร้อนรนใดๆ แต่ยังคงรักษาท่าทีที่จริงใจและเยือกเย็น เพื่อลดความเป็นศัตรูของอีกฝ่ายที่มีต่อเขา
“ได้ งั้นนายลองพูดมาสิ ว่าจะพิสูจน์ตัวเองยังไง?” ตำรวจสูงวัยพูดอย่างสนใจ
“ครับ คืนนี้เดิมทีผมนอนอยู่ที่บ้าน แต่เพราะโทรศัพท์สายหนึ่ง...” โจวอี้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้ซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นและจังหวะที่ราบเรียบ
ไปบ้านอาสองได้ยังไง ส่งปู่ไปโรงพยาบาลได้ยังไง และทำอะไรบ้างที่โรงพยาบาล
โจวอี้รู้ดีว่าเรื่องเหล่านี้มีพยานบุคคลและพยานวัตถุที่เพียงพอ สามารถตรวจสอบได้ง่ายมาก
สิ่งเดียวที่ปกปิดไว้ ก็คือเรื่องที่เขาเกิดใหม่นั่นเอง
เมื่อเห็นเขาพูดจาเป็นระเบียบเรียบร้อยและใจเย็น คิ้วของตำรวจสูงวัยก็คลายลงเล็กน้อย แต่ยังคงระแวดระวังอย่างสูง
“นายออกจากโรงพยาบาลกี่โมง”
“เที่ยงคืนครึ่งครับ ยามที่โรงพยาบาลเป็นพยานได้ เพราะผมขับรถสามล้อเครื่อง ประตูใหญ่ปิดแล้ว ผมเลยตะโกนเรียกให้ยามเปิดประตูให้”
“บ้านนายอยู่ที่ไหน”
“หอพักโรงงานเหล็กที่สอง อยู่บนถนนเส้นหลังโรงงานเหล็กที่สองครับ”
“ฉันรู้” ตำรวจสูงวัยพยักหน้า แล้วถามอย่างสงสัย “แต่ทิศทางนั้นไม่ใช่ทางไปโรงงานเหล็กที่สองนี่”
“ใช่ครับ” โจวอี้ตอบ “แต่เพราะผมไม่ได้กลับบ้าน”
“ไม่กลับบ้าน? แล้วนายจะไปไหน”
“บ้านอาสองของผมครับ บ้านเขาอยู่บนถนนเฟิงโซ่วทางตะวันออกของโรงงานเหล็กที่หนึ่ง รถสามล้อยืมมาจากเพื่อนบ้านของอาสอง ผมจะเอาไปคืนให้พ่อ”
คำพูดของโจวอี้สมเหตุสมผลมาก จากโรงพยาบาลไปบ้านอาสอง จะต้องผ่านบริเวณตรอกซ่างหยางจริงๆ
ตำรวจสูงวัยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ถนนเฟิงโซ่ว? ก็ผ่านทางนั้นจริงๆ แต่ตรอกซ่างหยางกว้างไม่ถึงหนึ่งเมตรครึ่ง มืดตึ๊ดตื๋อแบบนี้ไม่เหมาะที่รถสามล้อจะผ่านนะ อย่าบอกนะว่านายเดินเข้าตรอกซ่างหยางเพื่อลัดทาง”
“แล้วอีกอย่าง เราก็ไม่พบรถสามล้อหรือรอยล้อรถในตรอก แต่กลับพบรถสามล้อเครื่องคันหนึ่งอยู่ข้างสะพานนอกตรอก เรื่องนี้นายจะอธิบายว่ายังไง”
สัญชาตญาณของตำรวจสูงวัยคนนี้ช่างเฉียบแหลมเหลือเกิน
แต่รถสามล้อเครื่องที่มาเสียเอาตอนสำคัญ กลับกลายเป็นข้ออ้างที่ดีที่สุดของเขาในตอนนี้อย่างไม่น่าเชื่อ
โจวอี้รีบพูดว่า “รถสามล้อเครื่องคันนั้นคือคันที่ผมขี่นั่นแหละครับ แต่พอข้ามสะพานไปแล้วมันก็ดับ ผมสตาร์ทยังไงก็ไม่ติด ตอนนั้นมืดไปหมด รอบๆ ก็ไม่มีใครเลย ผมเลยคิดว่าจะกลับไปหาอาสองให้ช่วยก่อน เลยลัดทางเดินเข้าตรอกซ่างหยาง”
โจวอี้เสริมว่า “พวกคุณลองตรวจสอบรถสามล้อเครื่องคันนั้นดู ก็จะรู้ว่าที่ผมพูดเป็นความจริงหรือเปล่า”
ตำรวจสูงวัยหรี่ตาลง จ้องมองโจวอี้อย่างไม่วางตา รถสามล้อเครื่องคันนั้นพวกเขาตรวจสอบแล้ว เครื่องมันดับจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็นข้ออ้างหรือไม่ อย่างน้อยตรรกะนี้ก็สมเหตุสมผล
ผ่านไปครู่ใหญ่ ตำรวจสูงวัยก็เปิดปากถามอีกครั้ง “หลังจากเข้าไปในตรอกแล้ว เกิดอะไรขึ้น”
โจวอี้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในตรอกซ้ำอีกครั้งอย่างละเอียด ไม่ตกหล่นแม้แต่รายละเอียดเดียว
โดยเฉพาะหลังจากที่พบว่าตู้เสี่ยวหลินอาจจะยังมีหวังรอด เขาพันแผลให้เธอยังไง และต่อสู้กับฆาตกรยังไง
ตำรวจหนุ่มอดไม่ได้ที่จะแอบมองตำรวจสูงวัย เพราะสถานการณ์ที่โจวอี้พูดมานั้น ตรงกับข้อมูลจากการตรวจสอบที่เกิดเหตุทั้งหมด
โดยเฉพาะที่คอของผู้ตาย มีการพันแผลไว้ ผ้าที่ใช้พันแผลก็ตรงกับเสื้อคลุมที่ขาดวิ่นของโจวอี้
แต่ใบหน้าของตำรวจสูงวัยยังคงเรียบเฉยราวกับบ่อน้ำนิ่ง มองไม่ออกว่าดีใจหรือโกรธ เขาทั้งคนเหมือนภูเขา ให้ความรู้สึกกดดันอย่างมหาศาล
ตำรวจสูงวัย: “เมื่อกี้นายบอกว่า ผู้ตายอาจจะเป็นพยาบาลแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลเมืองแห่งที่สาม?”
โจวอี้พยักหน้า
“นายรู้จักผู้ตาย?”
โจวอี้ส่ายหน้า “ไม่รู้จักครับ แต่คืนนี้เคยเจอ เธอเตือนให้ผมไปจ่ายเงิน เลยจำได้”
โจวอี้ไม่ได้บอกพวกเขาโดยตรงว่าผู้ตายคือตู้เสี่ยวหลิน
เพราะในฐานะคนแปลกหน้าที่เคยเจอกันเพียงครั้งเดียว ในสถานการณ์เช่นนั้น การที่เขาสามารถจดจำเธอได้อย่างแม่นยำและรู้ชื่อของเธอ จะทำให้เกิดความสงสัยได้ง่าย
ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ ให้เบาะแส แล้วให้พวกเขาไปสืบสวนตามเบาะแส
ทั้งไม่เปลืองแรง และเป็นธรรมชาติ
แน่นอนเป็นไปตามคาด ตำรวจสูงวัยเริ่มซักถามถึงสถานการณ์ที่โจวอี้พบผู้ตายที่โรงพยาบาลทันที
จากนั้นก็หันไปพูดกับตำรวจหนุ่มเสียงเบา “นายโทรไปที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ ให้พวกเขาตรวจสอบรายชื่อพยาบาลที่เข้าเวรบ่ายแผนกฉุกเฉินคืนนี้ และข้อมูลติดต่อของครอบครัวพวกเธอ”
ตำรวจหนุ่มเข้าใจในทันที พยักหน้ารับแล้วลุกขึ้นเดินจากไป
เมื่อตำรวจหนุ่มจากไป ในห้องสอบสวนก็เหลือเพียงโจวอี้และตำรวจสูงวัย มองหน้ากัน
ตำรวจสูงวัยคลำกระเป๋า หยิบบุหรี่ยี่ห้อต้าเฉียนเหมินซองอ่อนที่ยับยู่ยี่ออกมา ยื่นไปข้างหน้าแล้วถามว่า “สูบบุหรี่ไหม”
โจวอี้ส่ายหน้า ยิ้มแล้วตอบว่า “ไม่สูบครับ ขอบคุณ”
ตำรวจสูงวัยหยิบบุหรี่มวนหนึ่งคาบไว้ที่ปาก แล้วถามอีกว่า “ไม่ว่าอะไรนะ”
ห้องสอบสวนไม่ได้ห้ามสูบบุหรี่ แต่โดยปกติแล้วจะเป็นช่วงเวลาสำคัญของการสอบสวน เมื่อเกราะป้องกันทางจิตใจของผู้ต้องสงสัยกำลังจะถูกทำลาย ผู้ต้องสงสัยจะขอจากตำรวจ ตำรวจถึงจะให้จุดให้ หรือสูบเป็นเพื่อน
เหมือนกับคนคนนี้ที่ถามผู้ต้องสงสัยก่อน ช่างหาได้ยากจริงๆ ดูท่าจะติดบุหรี่ไม่น้อย
“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ว่าอะไร พ่อผมก็ชอบสูบต้าเฉียนเหมิน อยู่บ้านผมสูบควันบุหรี่มือสองจนชินแล้ว” โจวอี้ยิ้ม
ตำรวจสูงวัยหยิบไฟแช็กออกมาอีกอัน จุดบุหรี่ แล้วสูบเข้าไปอย่างแรง
แต่ไม่ได้พ่นควันออกมาทันที แต่ค่อยๆ ปล่อยให้ควันลอยออกมาจากรูจมูก
ควันลอยขึ้นไปตามใบหน้าที่หยาบกร้านของเขา สุดท้ายก็รวมตัวกันเป็นกลุ่มควันสีครามเหนือศีรษะแล้วหายไปในอากาศ
โจวอี้แทบจะอดไม่ได้ที่จะร้องชมเชย การสูบบุหรี่แบบนี้แทบจะเป็นกระถางธูปจำแลงกายมาแล้ว