เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 221 - สังหารโจรทั้งหก จิตเดิมแท้ปรากฏ

บทที่ 221 - สังหารโจรทั้งหก จิตเดิมแท้ปรากฏ

บทที่ 221 - สังหารโจรทั้งหก จิตเดิมแท้ปรากฏ


บทที่ 221 - สังหารโจรทั้งหก จิตเดิมแท้ปรากฏ

ทว่าบนตัวของมันกลับมีเกล็ดหลุดหายไปเป็นหย่อมๆ ตรงนั้นเขียวตรงนี้ช้ำ

พอลองนับดูดีๆ บนตัวมันเหลือเกล็ดอยู่แค่สี่สิบกว่าชิ้นเท่านั้น ปิดได้แค่ส่วนหางแบบเฉียดฉิว

ช่างน่าอนาถแท้

"เห็นแก่ที่เจ้าใช้ชีวิตไม่ง่าย ต้องอดทนสารพัดแถมยังทุ่มเททำงานหนัก ข้ามอบปราณอัคคีห้องหลีนี้ให้เจ้าก็แล้วกัน"

เฉินซุ่นอันไม่สนว่าเจ้าปลาร่านอี๋จะฟังรู้เรื่องหรือไม่ เขาคิดเผื่อไปว่าหากวันหน้าเจ้าปลาตัวนี้ได้สร้างกายทองคำขึ้นมาใหม่ หรือแม้แต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นเทพ มันจะได้ซาบซึ้งและเข้าใจในความหวังดีของเขา

เขาพูดปลอบใจและวาดฝันให้มันฟังอยู่ฝ่ายเดียว

การศึกษาต้องเริ่มตั้งแต่ยังเป็นวุ้นนี่แหละ

"ไป!"

ปราณอัคคีห้องหลีพุ่งเข้าใส่ร่างปลาร่านอี๋ เพียงแค่เผาไหม้วูบเดียว ไอน้ำก็ระเหยพวยพุ่งขึ้นมา

ไฟอยู่ล่าง น้ำอยู่บน

ปลาร่านอี๋แหวกว่ายอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง แม้หนังและเนื้อจะดูไหม้เกรียมไปบ้าง แต่พอไอน้ำหมุนวนพัดผ่าน มันก็แปรสภาพกลายเป็นเกล็ดปลาขึ้นมาทีละชิ้น

ดูจากท่าทางของเจ้าปลาร่านอี๋แล้ว มันดูผ่อนคลายและดีใจไม่น้อย

[เกล็ดปลาร่านอี๋คงเหลือ: 43—>46/108—>109]

ไม่ใช่แค่ฟื้นฟูเกล็ดกลับมาได้สามชิ้น แต่ยังเพิ่มขีดจำกัดสูงสุดได้อีกด้วยรึ?

เฉินซุ่นอันเห็นแบบนั้นก็ตาลุกวาว

ประเด็นสำคัญคือการที่ปลาร่านอี๋ยอมเสียสละร่างกายเข้าแลกกับไฟในครั้งนี้ ทำให้เฉินซุ่นอันประเมินและวิเคราะห์ได้ทันทีว่าร่างกายของตนจะทนทานต่อการเผาผลาญของปราณอัคคีห้องหลีได้หรือไม่

"มั่นใจเก้าส่วนแปด ทนไหวแน่!"

เฉินซุ่นอันตัดสินใจเด็ดขาด จากนั้นก็ไม่รอช้า ชักนำปราณอัคคีห้องหลีออกมาเพียงเสี้ยวเดียว ขนาดประมาณสองถึงสามส่วนของสายเดิม

เน้นปริมาณน้อยแต่ทำหลายรอบ

ปลอดภัยไว้ก่อน

"คราวนี้ก็น่าจะมั่นใจได้เต็มสิบส่วนแล้วมั้ง?"

ครืนนน!

ปราณอัคคีห้องหลีไหลเข้าสู่ร่างของเฉินซุ่นอัน กลายเป็นเปลวเพลิงลุกโชน

ใจกลางกองเพลิงนั้น เฉินซุ่นอันนั่งขัดสมาธิ ลิ้นไฟสีแดงคล้ำเลเลียชายเสื้อของเขาขึ้นมา ราวกับจะห่อหุ้มเขาให้กลายเป็นคบเพลิงมนุษย์

ทว่าเขากลับหลับตาพริ้ม สีหน้าสงบนิ่งดั่งบ่อน้ำลึกไร้คลื่นลม แม้แต่ปลายคิ้วก็ยังไม่กระตุกแม้แต่น้อย เขานั่งนิ่งสนิทอยู่ท่ามกลางความร้อนระดับหลอมหินละลายเหล็กได้อย่างหน้าตาเฉย

ที่น่าแปลกยิ่งกว่าคือปราณอัคคีห้องหลีที่ร้อนแรงจนเผาเหล็กกล้าทะลุได้ กลับทำอันตรายเขาไม่ได้แม้แต่ปลายก้อย

มันทำได้เพียงเผาเสื้อผ้าจนกลายเป็นขี้เถ้า และเผาขนตามตัวรวมถึงเส้นผมของเขาจนเกลี้ยงเกลา แต่กลับไม่ทิ้งรอยไหม้ไว้บนผิวหนังเลยสักนิด

แสงสีหยกจางๆ ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนังของเขา ราวกับหล่อเป็นเกราะหยกไร้สภาพที่กันได้ทั้งน้ำ ไฟ และคมศาสตรา

จะมีก็แค่หัวที่ล้านเลี่ยนเตียนโล่ง ดูเกลี้ยงเกลาไปหน่อย...

ปราณอัคคีห้องหลีมุดเข้าทางรูขุมขนทั่วร่างของเฉินซุ่นอัน แล้วถูกเขาควบคุมบังคับให้ไหลเวียนไปตามเส้นทางโคจรเลือดลมของ 《วิชากายาเหินนภา》 อย่างรวดเร็ว

จากนั้นมันก็แปรเปลี่ยนเป็นอาหารเสริมบำรุงพละกำลังและจิตวิญญาณ

เป็นไปตามคาด สภาพร่างกายที่เคยเหี่ยวเฉาของเฉินซุ่นอันหยุดชะงักทันที

โดยเฉพาะเมื่อเขาชักนำปราณอัคคีทีละน้อยเข้ามาหลอมรวมหลายๆ ครั้ง ร่างกายของเขาก็กลับมาอิ่มเอิบเปล่งปลั่งดั่งหยกเนื้อดี แถมยังดูแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม อัดแน่นไปด้วยพลังชีวิตที่ยากจะจินตนาการ!

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด

ณ วังโคลนกลางระหว่างคิ้วของเฉินซุ่นอัน ปราณก่อกำเนิดเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จิตเดิมแท้รูปร่างหน้าตาเหมือนเฉินซุ่นอันทุกกระเบียดนิ้วพลันปรากฏขึ้น ดูสมจริงราวกับมีชีวิต

จิตเดิมแท้นั่งขัดสมาธิเข้าฌานอยู่ในวังโคลน เฉกเช่นเดียวกับเฉินซุ่นอันในโลกภายนอก มือขวาโอบหยาง มือซ้ายโอบหยิน ทำท่าโอบอุ้มความว่างเปล่า โคจรพลังไปรอบๆ

รอบกายมีแสงเทพวูบไหว ดุจหมอกดุจสายฟ้า เส้นสายปราณก่อกำเนิดหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศในวังโคลน แปรเปลี่ยนเป็นภาพทิวทัศน์ธรรมชาติ ทั้งขุนเขาเขียวขจีและน้ำตกเชี่ยวกราก

ครืนนน!!

ส่วนลึกในร่างกายของเฉินซุ่นอันส่งเสียงคำรามดั่งฟ้าร้องอู้อี้

จากนั้นเขาก็สัมผัสได้ว่าเจตจำนง หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือพลังจิตของเขา กำลังขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว

แสงนวลตาสายหนึ่งไหลซึมออกมาจากหว่างคิ้ว มันคือความรู้สึกที่เป็นรูปธรรมหลังจากสังหารโจรทางใจได้สำเร็จ ทันทีที่หลุดออกจากร่าง มันก็กระจายตัวออกไปดั่งระลอกคลื่น ห่อหุ้มร่างกายไว้ชั้นหนึ่งก่อน แล้วค่อยแผ่ขยายออกสู่โลกภายนอก

ไออุ่นจากไฟที่ยังไม่มอดดับบนพื้น ผงถ่านที่ตกค้างในซอกหิน แม้กระทั่งรอยร้าวบนก้อนหินใต้ดินห้องเงียบที่เกิดจากการเย็นตัวฉับพลันหลังโดนความร้อนสูง ทุกอย่างชัดเจนราวกับอยู่ตรงหน้า

เฉินซุ่นอันไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย แต่เจตจำนงของเขาได้เคลื่อนออกจากห้องเงียบแห่งนี้ แผ่ซ่านไปทั่วทิศทาง

ใต้พื้นดิน หนูยักษ์ตัวหนึ่งกำลังขดตัวอยู่ในโพรง เขาเห็นเกล็ดน้ำแข็งที่เกาะอยู่ตรงโคนขนของมัน เห็นวิถีการร่วงหล่นของเม็ดหิมะยามที่ขนเส้นเล็กๆ สั่นไหว แม้แต่แรงสั่นสะเทือนแผ่วเบาตอนที่หัวใจของมันเต้นสูบฉีดเลือดไปตามเส้นเลือดฝอย เขาก็ยังรับรู้ได้

บนพื้นดิน จอมยุทธ์ระดับสามช่วงกลางคนหนึ่งแอบซ่อนตัวอยู่หลังต้นหลิว พอเห็นว่าปลอดคนก็แอบเอาม้วนคัมภีร์ยุทธ์ที่คัดลอกมาเองยัดใส่ไว้ในรอยแตกของลำต้น เหมือนกำลังรอให้ใครบางคนมาเอาไป

...

หนึ่งลี้ สองลี้ สามลี้

หญิงชาวบ้านที่กำลังอาศัยแสงลอดผ่านหน้าต่างเย็บซ่อมเสื้อผ้า

ชายฉกรรจ์ที่กำลังฝึกยุทธ์กลางลานบ้านใต้แสงจันทร์

ชายชู้หญิงชั่วที่ลักลอบปีนกำแพงเข้าห้องไปเริงรักยามสามีไม่อยู่บ้าน...

จนกระทั่งระยะห้าลี้ พลังเจตจำนงที่แผ่ออกไปของเฉินซุ่นอันถึงจะสิ้นสุดลง

แต่ข้อมูลจากที่ไกลๆ ก็ยังส่งมาถึง

เขายังสามารถอาศัยเสียงลมเสียงน้ำ หรือแม้แต่เสียงลมหายใจและกลิ่นอายทางโลกของผู้คน เพื่อรับรู้เรื่องราวหรือกลิ่นอายที่ห่างออกไปห้าสิบลี้ หรือกระทั่งร้อยลี้ได้แบบลางๆ

เพียงแต่ยิ่งไกลออกไป ภาพก็ยิ่งเลือนราง สับสนปนเป หรืออาจได้รับข้อมูลที่ผิดเพี้ยนไปเลยก็มี

หากเกินระยะหกสิบลี้ ข้อมูลที่ได้จากเจตจำนงแทบจะเชื่อถือไม่ได้แล้ว เหลือเพียงกระแสปราณขุ่นมัวที่ยากจะแยกแยะความจริง

ถึงอย่างนั้น นี่ก็เป็นความสามารถที่จอมยุทธ์ระดับเจตจำนงยากจะจินตนาการถึง!

เฉินซุ่นอันตระหนักได้ในทันที

วันที่ลู่จิ้งนั่งบัญชาการอยู่ที่ลานประหารไช่ซื่อโข่ว แต่กลับรับรู้ถึงพวกพรรคกัวลูที่บุกเข้ามาในเขตอำเภออู่ชิงห่างออกไปสี่ห้าสิบลี้ ก็คงใช้วิธีนี้สินะ?

วินาทีนี้ ลู่จิ้งในสายตาของเฉินซุ่นอันไม่ได้ดูลึกลับอีกต่อไป

เผลอๆ ลู่จิ้งอาจกลายเป็นเพียงอนุสาวรีย์เล็กๆ บนเส้นทางก้าวเดินของเฉินซุ่นอัน ที่ถูกเขาทิ้งไว้ข้างหลังเฉกเช่นเดียวกับหลินโส่วจัว

ตอนนี้ บนเส้นทางยุทธ์ เขาแทบจะไม่มีเพื่อนร่วมทางอีกแล้ว

ผู้เดียวที่จะชี้ทางและร่วมสนทนาธรรมได้ เกรงว่าคงมีเพียงเหล่าปรมาจารย์ยุทธ์ที่หาตัวจับยากยิ่งกว่าเซียนพวกนั้น

ยิ่งไปกว่านั้น เฉินซุ่นอันยังมีลางสังหรณ์

ขอเพียงแค่เขาต้องการ เขาสามารถตัดรอนประสาทสัมผัสทั้งหกของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในขอบเขตเจตจำนงของเขา ซึ่งมีระดับพลังและพลังจิตต่ำกว่าเขาได้ทั้งหมด!

ไม่รับรู้ถึงการไหลผ่านของเวลา ไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของตัวตน

ตกอยู่ในความเงียบงันนิรันดร์ เป็นสภาวะที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตาย!

วิชาไร้เงาไร้รูปก่อนหน้านี้ของเฉินซุ่นอัน เพียงแค่อิงอยู่กับโจรทั้งห้าคือ จมูก หู ตา ลิ้น กาย แต่กับโจรทางใจหรือลางสังหรณ์นั้นแทบไม่มีผลอะไรเลย

หากเข้าใกล้จอมยุทธ์ระดับเดียวกันแล้วเกิดจิตสังหาร อีกฝ่ายก็จะรู้ตัวทันที

นี่คือเหตุผลที่ตอนแรกเฉินซุ่นอันไม่กล้าบุ่มบ่ามบุกเข้าไปในวังใต้ดินของศาลารับศพ

แต่ตอนนี้...

"ทำไมมันคล้ายกับวิชาแบ่งแยกเซียนมนุษย์ฉบับลดสเปกจัง?"

เฉินซุ่นอันฉุกคิดขึ้นมา

แค่หยาบกว่า แคบกว่า แต่ก็เริ่มมีเค้าโครงความเทพให้เห็นแล้ว

นอกจากนี้

เฉินซุ่นอันยังรู้สึกชัดเจนว่าเขาสามารถรวมพละกำลังทั่วร่างเป็นหนึ่งเดียว ทุกการเคลื่อนไหวคือการโจมตีเต็มกำลัง หรือจะแยกย่อยเป็นพันหมื่นสาย ส่งไปตามผิวหนังและรูขุมขน ทำให้ร่างกายแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า น้ำไฟอาวุธไม่อาจระคายผิว

แข็งแกร่ง!

ไร้เทียมทาน!

แม้จะเป็นคนจิตใจมั่นคงอย่างเฉินซุ่นอัน เวลานี้เลือดลมก็ยังสูบฉีดพลุ่งพล่านจนยากจะระงับ

และนี่เป็นเพียงแค่ขั้นเจตจำนงสมบูรณ์ สังหารโจรทั้งหกได้เท่านั้นนะ

เฉินซุ่นอันไม่อยากจะคิดเลยว่า ปรมาจารย์ยุทธ์จะแข็งแกร่งขนาดไหน?

หากเฉินซุ่นอันคาดการณ์ไม่ผิด เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ หลอมรวมสามสิ่งเป็นหนึ่ง จิตเดิมแท้นั่งบัลลังก์ควบคุมศูนย์กลาง เกรงว่าจะก่อกำเนิดพลังรูปแบบใหม่ขึ้นมา

พลังที่สามารถเทียบเคียงกับอิทธิฤทธิ์ของเซียน เติมเต็มช่องว่างของสถานะได้!

จิตเดิมแท้ออกจากร่าง ก็เท่ากับวิชาอาคม

หาของวิเศษในยุทธภพมาเสริมเขี้ยวเล็บให้ครบเครื่อง ลบข้อเสียเปรียบเรื่องอาวุธวิเศษและยันต์

นอกจากเหาะไม่ได้ ปรมาจารย์ยุทธ์จะด้อยกว่าเซียนตรงไหน?!

ภายในห้องเงียบ

เฉินซุ่นอันลืมตาโพลงขึ้นมา

ชั่วพริบตา แสงในดวงตาสว่างวาบราวกับสายฟ้า จนแสงเทียนรอบข้างดูหมองลงถนัดตา

ผ่านไปครู่หนึ่ง แสงในตาเขาก็สงบลง พร้อมกับการไหลเวียนของพลังและเลือดลมที่พลุ่งพล่าน หนวดเคราและเส้นผมที่ถูกเผาไปเมื่อครู่ก็งอกยาวกลับมาด้วยความเร็วที่มองเห็นด้วยตาเปล่า ไม่เพียงกลับมาเหมือนเดิม แต่ยังดูเงางามและเหนียวทนทานขึ้นด้วย

วินาทีนี้ เฉินซุ่นอันเหมือนได้กลับไปเป็นหนุ่มฉกรรจ์ ริ้วรอยและแผลเป็นบนตัวหายเกลี้ยง รูปร่างสูงใหญ่สง่าผ่าเผย กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ แม้หน้าตาจะไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำดุจมหาสมุทร ราวกับจะดูดกลืนจิตวิญญาณผู้คนได้

เฉินซุ่นอันยิ้มมุมปาก พอลุกขึ้นยืน ภายในร่างกายก็เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับแม่น้ำไหลเชี่ยว ก้องกังวานไปทั่วห้องเงียบอันว่างเปล่า

เพียงแต่...

เขาขมวดคิ้ว มองดูรากไม้สีแดงสดที่จู่ๆ ก็งอกออกมาจากฝ่ามือ มันส่ายไปมาซ้ายขวาอย่างซุกซน ขึ้นๆ ลงๆ ไม่หยุด

ดูเหมือนมันอยากจะบำเพ็ญเพียรกับเขาด้วย ถึงขั้นทำท่าทางสูดลมหายใจเข้าออกหันไปทางดวงจันทร์บนฟ้า

เฉินซุ่นอันสัมผัสได้ชัดเจนว่าภายในร่างกายของเขายังมีรากไม้แบบนี้อัดแน่นอยู่ยั้วเยี้ย เต็มไปหมดจนแทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกับเขา แยกกันไม่ออก

ยิ่งระดับพลังของเฉินซุ่นอันทะลวงด่าน ใกล้จะถึงขั้นปรมาจารย์มากเท่าไหร่

ผลกระทบจากด่าน 'กากเดนหยินสิ้น สภาวะศพดับ' ก็ยิ่งรุนแรงและชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น

ยามแก่เฒ่าจะเกิดเรื่องอัปมงคล?

แววตาของเฉินซุ่นอันฉายประกายแน่วแน่

เลือดลมในกายปะทุขึ้น เพียงแค่เผาไหม้วูบเดียว รากไม้ทั้งหมดก็กลายเป็นผุยผง

กดข่มมันเอาไว้!

ปัญหาเรื่องกากเดนหยินและสภาวะศพเอาไว้ค่อยแก้ทีหลัง มีเวลาถมเถ

เรื่องเร่งด่วนตอนนี้...

"นักสู้รุ่นเราต้องกล้าหาญบุกตะลุย! การกบดานชั่วคราวเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ ตอนนี้เจตจำนงสมบูรณ์แล้ว ก็ถึงเวลาล้างอาย สร้างความสบายใจให้ตัวเองสักที!"

วินาทีนี้ เฉินซุ่นอันแผ่รังสีอำมหิตออกมาอย่างบ้าคลั่ง ผมดำสยายปลิวไสวอยู่ด้านหลัง เขาเพียงแค่คว้ามือ หยิบเสื้อคลุมมาสวม แล้วร่างก็หายวับไปจากห้องเงียบ

...

ท้องฟ้าเวลานี้ยังจมอยู่ในความมืด ลมหนาวหอบเกล็ดหิมะพัดบาดหน้าดั่งมีดกรีด

"โอ๊ะ? ถึงกับเขียนจดหมายมาเตือนไม่ให้วู่วาม อย่าหลงเชื่อคำยุยง ให้เก็บตัวอยู่ในสำนักบรรยายยุทธห้ามออกไปไหนเชียว?"

ทันทีที่ออกจากห้องเงียบ เฉินซุ่นอันก็เห็นซองจดหมายซองหนึ่งที่ดูเหมือนใครทำตกไว้ วางเอียงๆ อยู่ในซอกบันไดหิน พอดีกับระดับสายตา

เขาเปิดอ่านผ่านๆ ลายมือดูแปลกตา เหมือนจะใช้หมึกพิเศษเขียน พอกระทบกับลมหนาว ตัวอักษรก็เริ่มเลือนหายไปเหมือนน้ำลด เหลือไว้เพียงรอยจางๆ

ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ "ฟึ่บ" เปลวไฟสีน้ำเงินก็ลุกพรึบขึ้นที่ก้นซองจดหมาย ลิ้นไฟเลเลียโดยไม่มีความร้อนแม้แต่น้อย ชั่วพริบตาเดียวก็เผาจดหมายจนเป็นขี้เถ้า ปลิวหายไปกับสายลมและหิมะ

"นี่มัน... หวงซิง ผู้จัดการโรงสีหวั่นหลง?"

เฉินซุ่นอันมีสีหน้าเรียบเฉย เขาจับสัมผัสกลิ่นอายจางๆ ได้จากจดหมายฉบับนี้

หวงซิงจงใจทิ้งไว้

ดูท่าเจ้านี่คงกะจะเหยียบเรือสองแคมอีกแล้วสินะ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 221 - สังหารโจรทั้งหก จิตเดิมแท้ปรากฏ

คัดลอกลิงก์แล้ว