- หน้าแรก
- มหาเทพวารี ตำนานคนส่งน้ำระห่ำโลก
- บทที่ 181 - คว้าวาสนาเซียนอีกครา บิดเบือนชะตากรรม
บทที่ 181 - คว้าวาสนาเซียนอีกครา บิดเบือนชะตากรรม
บทที่ 181 - คว้าวาสนาเซียนอีกครา บิดเบือนชะตากรรม
บทที่ 181 - คว้าวาสนาเซียนอีกครา บิดเบือนชะตากรรม
เฉินซุ่นอันแสร้งทำท่าจะก้าวเท้าโดยใช้กระบี่ป้องกันตัว
นักพรตแววตาสงบนิ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
ทว่าในชั่วพริบตานั้น ทั้งสองฝ่ายต่างพลิกหน้ากระดาน ลงมือพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ไอปีศาจทมิฬอันหนาแน่นไพศาลถูกเจตจำนงของนักพรตชักนำมารวมกัน มันมิได้ฟุ้งกระจายออกไปด้านนอกแต่กลับไหลทะลักเข้าไปใน [ยันต์ลอกคราบอมตะ] อย่างบ้าคลั่ง
ลูกกลอนสีขาวสั่นไหวราวกับเพิ่งตื่นจากการหลับใหล มันหมุนติ้วอยู่กลางอากาศดูท่าทางไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ก็ยอมปลดปล่อยลำแสงสีแดงฉานออกมาสายหนึ่ง
ฉึก...
แสงสีแดงพุ่งทะยานราวกับลูกธนูที่หลุดจากแล่ง ตรงดิ่งเข้าใส่กลางหน้าผากของเฉินซุ่นอัน
กระบี่ล้ำค่าในมือของเฉินซุ่นอันแตกสะบั้นลงในทันที
ยังไม่ทันที่นักพรตจะได้ลิงโลดใจ ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตะลึงระคนหวาดกลัว เฉินซุ่นอันที่เดิมทีดูธรรมดาสามัญทั้งหน้าตาและลมปราณ กลับระเบิดพลังออกมาดั่งสัตว์ร้ายที่ฉีกกระชากผนึก
เลือดลมอันมหาศาลพุ่งทะลักออกมาอย่างกึกก้อง!
"โฮก!"
เสียงคำรามคล้ายพยัคฆ์คำรน ผสมผสานเสียงมังกรกู่ก้อง
เส้นผมสีขาวของเฉินซุ่นอันปลิวไสวไปตามแรงลมปราณ
พลังเลือดลมที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เปรียบเสมือนค้อนยักษ์หนักหมื่นชั่งที่บดขยี้ไอปีศาจทมิฬทุกตารางนิ้วในหลุมลึก มันม้วนเอาเศษอิฐเศษกระเบื้องแตกปลิวว่อน ก่อเกิดเป็นคลื่นกระแทกวงแล้ววงเล่าแผ่ขยายออกไป
ไอปีศาจทมิฬละลายหายไปดั่งหิมะต้องแสงตะวันในพริบตา
เขาชกหมัดออกไปเพียงหนึ่งหมัด ปราณหมัดพุ่งพล่าน เจตจำนงถาโถมดั่งคลื่นยักษ์ ลำแสงสีแดงที่พุ่งเข้ามาถึงตรงหน้าถูกปั่นป่วนจนแหลกละเอียด
และในขณะเดียวกันนั้นเอง แสงสีดำสายหนึ่งก็พุ่งสวนออกมาจากใต้ซากกระบี่ที่หักสะบั้น
"ตัดห้าโจร?"
"ไปเอาพลังระดับตัดห้าโจรมาจากไหน?"
"เป็นไปไม่ได้! จะเป็นระดับตัดห้าโจรได้อย่างไร"
"หลิวชิงอีเป็นระดับนี้ก็พอเข้าใจได้ แต่ทำไมจู่ๆ ถึงมีตัวตนระดับตัดห้าโจรโผล่มาอีกคนง่ายๆ แบบนี้!"
ใบหน้าของนักพรตบิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนก รูม่านตาหดเกร็ง ลวดลายปลาหยินหยางบนชุดคลุมอาคมเริ่มบิดเบี้ยวและตกอยู่ในความเงียบงันอย่างน่าเหลือเชื่อ
เมื่อเขาปรากฏตัวออกมาจากจานลอกคราบจักจั่น ก็เท่ากับเปิดช่องให้ [ตะปูเจาะใจ] ล็อคเป้าหมายได้แล้ว
โดยไม่รอให้เขาได้ตั้งตัว ตะปูเจาะใจพุ่งเข้าใส่ร่างเงาของนักพรตอย่างจัง
"ฉึก!"
ไอเย็นยะเยือกปะทุขึ้น แช่แข็งครึ่งร่างวิญญาณของเขาจนกลายเป็นผลึกน้ำแข็ง ก่อนจะฉีกกระชากมันออกเป็นชิ้นๆ
ร่างเงาของนักพรตเลือนรางลงทันตาเห็น ราวกับตุ๊กตากระดาษที่ถูกเจาะจนพรุน แม้แต่ลวดลายบนชุดคลุมก็จางหายไปจนแทบมองไม่เห็น
เฉินซุ่นอันไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้พักหายใจ เขากระทืบเท้าลงพื้นหนึ่งครั้ง หินผาใต้เท้าแตกร้าว ร่างกายยังลอยค้างอยู่กลางอากาศแต่กลับเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ราวกับเขากำลังเดินอยู่ในเงาเนรเทศ พร้อมด้วยแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่คืบคลานเข้ามาเงียบๆ!
ต่อให้เจ้าเป็นเซียนวิเศษมาจากไหน หรือจะเป็นเจ้าจ้าวผู้ชั่วร้าย
หากเอาชนะข้าได้ หรือบีบให้ข้าต้องคุกเข่าขอชีวิต ตอนนั้นเจ้าพูดอะไรข้าก็เชื่อหมด
แต่ถ้าทำไม่ได้...
ข้าเฉินคนนี้ก็คงต้องขอสวมบทบาทผู้ผดุงคุณธรรมกำจัดมารร้ายเสียหน่อยแล้ว
นักพรตโกรธจัดจนแทบกระอักเลือด ตวาดลั่น
"เจ้าเป็นนักดาบไม่ใช่รึไง! ไฉนถึงใช้อาวุธลับ แถมยังซ่อนวิชาตัวเบาแบบนี้ไว้อีก!"
วังใต้ดินที่พังทลายตกอยู่ในความเงียบสงัด
คำตอบที่เขาได้รับคือจิตสังหารอันน่าสยดสยองที่เกือบจะก่อตัวเป็นรูปร่าง ปะทุขึ้นจากหางตาของเขาอย่างกะทันหัน!
เริ่มแรกมันร้อนแรงดั่งไฟลามทุ่ง แผดเผาไอปีศาจทมิฬจนละลายส่งเสียงฉ่าๆ ชั่วพริบตาถัดมากลับกลายเป็นแสงทองหมื่นสาย แทงนัยน์ตาของร่างเงานักพรตจนเจ็บแปลบ เสียงมังกรและเสือคำรามก้องกังวาน ปราณก่อกำเนิดหลั่งไหลมารวมที่หมัดของเฉินซุ่นอันราวกระแสน้ำร้อยสายไหลลงสู่ทะเล
ในระหว่างที่ภาพมายาทั้งห้าหมุนวน ราวกับท้องนภากำลังถล่มลงมาทับ!
สติของนักพรตขาวโพลนไปชั่วขณะ ร่างเงาสั่นไหว ใบหน้าฉายแววเหม่อลอย
วินาทีนั้น ตะปูเจาะใจและหมัดของเฉินซุ่นอันก็ฟาดฟันลงมาพร้อมกัน
"แย่แล้ว ท่านี้... ข้าตายแน่!!"
นักพรตได้สติกลับมาอย่างฉับพลัน ร่างเงาทั้งร่างสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนแทบจะระเบิดออก
และด้วยการที่เฉินซุ่นอันระเบิดพลังออกมาเต็มพิกัดโดยไม่ยั้งมือ ทำให้เขาไม่มีสมาธิไปควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้าที่ปลอมแปลงเอาไว้
เครื่องหน้ามีการขยับเล็กน้อย หางตาตกลง เผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยอย่างยิ่งสำหรับจ้าวกวงซี
"เฉิน... ซุ่น... อัน?!"
ชั่วขณะนี้ จิตใจของนักพรตสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง สับสนวุ่นวายไปหมด
ภาพจำในอดีตของเฉินซุ่นอัน ผู้ระมัดระวังตัวแจ ผู้ละโมบโลภมากในการกู้ยืมเงิน ซ้อนทับกับภาพลักษณ์ของจอมยุทธ์ผู้หยิ่งทะนงและมีพลังเลือดลมสะเทือนฟ้าดินตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
ทำให้เขารู้สึกเหมือนโลกทัศน์พังทลาย ราวกับตกลงไปในฝันร้ายอันบิดเบี้ยว
หรือว่า... เจ้านี่วางแผนจะเบี้ยวหนี้ แล้วใช้กำลังข่มขู่เจ้าหนี้มาตั้งแต่ต้น...
จ้าวกวงซีเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างลางๆ
เพียงแต่...
มันสายไปเสียแล้ว
การต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ตัดสินกันในชั่วพริบตา
สถานการณ์ที่พวกหลิวชิงอีรุมล้อมจ้าวกวงซีก่อนหน้านี้ มันเป็นเพราะต่างฝ่ายต่างระแวงกันเอง จึงไม่ใช่สภาพการต่อสู้ที่แท้จริง
"ตูม!!"
หมัดของเฉินซุ่นอันกระแทกเข้าใส่กลางอกของนักพรต หรือจะพูดให้ถูกคือ จ้าวกวงซี
ตะปูเจาะใจพุ่งทะลวงแขนขาของเขานับครั้งไม่ถ้วน จ้าวกวงซีไม่ทันจะได้กรีดร้องออกมาเต็มเสียง ร่างก็ระเบิดกลายเป็นละอองสีดำปลิวว่อน
เปลือกของจานลอกคราบจักจั่นพยายามจะอ้าออกเพื่อดูดซับอะไรบางอย่าง แต่เฉินซุ่นอันยกเท้าขึ้นถีบอย่างแรง "ปัง!" เตะมันกระเด็นไปกระแทกมุมกำแพง
ฝาเปลือกหอยปิดสนิทลงทันทีอย่างว่าง่าย
ละอองสีดำจางหายไป
แว่วเสียงกรีดร้องโหยหวนดังมาจางๆ
"เฉินซุ่นอัน เจ้าต้องตายไม่ดีแน่!!! หนี้ที่เจ้าติดข้าไว้..."
เสียงเห่าหอนของผู้แพ้
คนตายหนี้สูญ
ข้าจะไปสนหนี้สินบ้าบออะไรของเจ้าอีก...
สีหน้าของเฉินซุ่นอันเย็นชา ตะปูเจาะใจพุ่งเสียบ "ฉึก ฉึก ฉึก" ทะลุไปมาหลายสิบรอบ กลืนกินเศษเสี้ยวเจตจำนงที่หลงเหลืออยู่ของเจ้าหนี้อย่างจ้าวกวงซีจนเกลี้ยง
จากนั้นเขาจึงตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด เมื่อมั่นใจว่าจ้าวกวงซีตายสนิทแล้วจริงๆ ถึงได้ถอนหายใจออกมา
พวกที่ฝึกฝน [ยันต์ลอกคราบอมตะ] นี่มันฆ่ายากฆ่าเย็นจริงๆ!
ก่อนหน้านี้โดนพวกหลิวชิงอีรุมสกรัมจนร่างซากศพเดินได้แหลกเป็นผุยผง
ขนาดนั้นแล้ว เจตจำนงของจ้าวกวงซียังไม่แตกดับ ยังแอบซ่อนตัวอยู่ในจานลอกคราบจักจั่นได้อีก
หากวันนี้เฉินซุ่นอันไม่ได้แอบมาดูด้วยตัวเอง ปล่อยไว้สักสองสามเดือน ไม่แน่ว่าจ้าวกวงซีอาจจะบำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นผีระดับตำนานอย่างพวกเซียนผีไปเลยก็ได้
นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินซุ่นอันมีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "ผู้บำเพ็ญเซียน"
และนี่เป็นเพียงพวกที่ยืมพลังจากวาสนาเซียนเท่านั้น โดยเนื้อแท้แล้วก็เป็นแค่นักยุทธ์ที่ไม่เข้าใจหลักหยินหยาง ไม่รู้วิถีแห่งโชคชะตา
ยังนับว่าเป็นผู้บำเพ็ญเซียนตัวจริงไม่ได้
โชคดีที่เฉินซุ่นอันเตรียมตัวมาอย่างดีเยี่ยม ไม่เพียงแต่ติดตั้งอาวุธครบมือ แต่ยังใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อย แสดงตัวในฐานะนักดาบเพื่อตบตา
วิธีนี้ใช้ได้ผลดีทีเดียว วันหลังต้องเอาไปพัฒนาต่อยอดให้ยิ่งใหญ่
แม้เฉินซุ่นอันจะรู้สึกเสียดายกระบี่ชั้นดีราคาตั้งร้อยกว่าตำลึงและยาลูกกลอนอมไข่มุกต้านพิษที่เสียไป
แต่การแลกมาด้วยวาสนาเซียน [ยันต์ลอกคราบอมตะ] ก็นับว่าคุ้มค่า
"ของดี ของวิเศษ ในที่สุดข้าเฉินก็ได้เจ้ากลับมาครอบครองอีกครั้ง..."
เฉินซุ่นอันยื่นมือออกไปคว้า [ยันต์ลอกคราบอมตะ] เข้ามาในอุ้งมือ
ในวินาทีนี้ [ยันต์ลอกคราบอมตะ] ดูเหมือนจะเป็นญาติสนิทที่พลัดพรากจากกันไปนานของเขา
ข้อมูลชุดหนึ่งปรากฏขึ้นในสมองของเฉินซุ่นอัน
[พบหนึ่งในสามธรรมสองลัทธิ ยันต์ดั้งเดิมของนิกายหงหลิน: ยันต์ลอกคราบอมตะ สร้างจากการรวบรวม 'ปราณต้นกำเนิด' ผสานลงในยันต์ แฝงความเปลี่ยนแปลงของหยินหยาง ซ่อนตรรกะแห่งการเกิดดับและการเปลี่ยนแปลง]
[เป็นของมีเจ้าของ ไม่สามารถแปลงเซียนเป็นเทพได้]
"ทำไมถึงมีเจ้าของ?"
เฉินซุ่นอันขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นข้อความนี้
จ้าวกวงซีตายแล้ว นี่เป็นเรื่องที่ไม่มีข้อกังขา
งั้นก็มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว
"[ยันต์ลอกคราบอมตะ] ชิ้นนี้ ไม่เคยเป็นของจ้าวกวงซีมาตั้งแต่ต้น มันมีเจ้าของอยู่แล้ว หรือว่านี่จะเป็นของที่จงใจปล่อยออกมาเพื่อใช้ตกปลา?"
คนชั่วย่อมมองเห็นธาตุแท้ของคนชั่ว
เฉินซุ่นอันคลุกคลีอยู่ในดงคนถุ่ยมานาน จึงแยกแยะกลิ่นเน่าเหม็นของผู้คนได้
เขารู้ตัวเองดีว่าเขานั้นห่างไกลจากคำว่าคนดีมากโข ไม่ใช่คนดีเด่อะไร
ดังนั้นพวกผู้บำเพ็ญเซียนที่ทำตัวสูงส่ง ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังผู้คน คอยปล่อยวาสนาเซียนแนวปรัชญาต่างๆ หรือชักใยวิชายุทธ์กลายพันธุ์ปีศาจ พวกนี้คงจะเลวร้ายจนเข้ากระดูกดำ
ไม่แน่ว่าอาจจะแอบขุดหลุมพราง ใช้วาสนาเซียนเป็นเหยื่อล่อ
ความคิดของเฉินซุ่นอันแล่นเร็วรี่
ยิ่งไปกว่านั้น สร้างจากการรวบรวม 'ปราณต้นกำเนิด' ผสานลงในยันต์...
เฉินซุ่นอันจำได้แม่นว่าตอนที่เจอ [ปืนใหญ่อัสนีม่วง] ครั้งก่อน ข้อมูลที่โองการเทพแสดงขึ้นมาระบุว่า "ปืนใหญ่อัสนีม่วงสร้างจากการรวบรวม 'ปราณรูป' หลอมรวมกับเหล็กสังหาร"
เฉินซุ่นอันเคยค้นเจอหนังสือสอบจอหงวนพวกบทความแปดพันธกานท์ สี่ตำราห้าคัมภีร์ จากกองหนังสือของบัณฑิตหม่า
แต่เนื้อหาข้างในกลับรวบรวมคัมภีร์เต๋าเอาไว้มากมาย
ในนั้นมีบันทึกเรื่อง 'ปราณต้นกำเนิด' และ 'ปราณรูป' เอาไว้
เต๋าอยู่เหนือรูป รูปอยู่ใต้เต๋า ดังนั้นสิ่งที่อยู่เหนือรูปธรรมเรียกว่าเต๋า สิ่งที่อยู่ใต้รูปธรรมเรียกว่าภาชนะ... เมื่อมีรูปร่างและเนื้อสารให้ใช้งานได้ จึงเรียกว่ารูปธรรมคือภาชนะ
ในหนังสือบันทึกไว้ว่า ในรูปมีปราณ รูปและปราณสามารถเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาได้
ยืมรูปเลี้ยงปราณ ปราณแข็งแกร่งรูปก็มั่นคง เดินปราณหลอมรูป รูปสมบูรณ์ปราณก็บริสุทธิ์เอง
กล่าวคือ สรรพสิ่งในโลกแบ่งออกเป็นสิ่งมีรูปและสิ่งไร้รูป
ปราณของสิ่งมีรูป เรียกว่า 'ปราณรูป'
ปราณของสิ่งไร้รูป เรียกว่า 'ปราณต้นกำเนิด'
ทั้งสองสิ่งนี้ไม่ได้แยกจากกันโดยเด็ดขาด แต่สามารถยืมรูปเลี้ยงปราณ และเดินปราณหลอมรูปได้
จู่ๆ เฉินซุ่นอันก็นึกถึงปีศาจไร้รูปและปีศาจมีรูปขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
นับตั้งแต่เขาเริ่มสัมผัสกับภูตผีปีศาจ นอกจากงูยักษ์สีดำที่ดรอปภาพนิมิต 《หัตถ์งูทองพันไหม》 ซึ่งเป็นปีศาจไร้รูปแล้ว
ปีศาจตนอื่นๆ ที่เจอ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นปีศาจมีรูป
ดูเหมือนจะเป็นเครื่องยืนยันว่า 'ปราณ' ที่ค่อนไปทางไร้รูปร่างไร้ตัวตนนั้น จะหายากและลึกลับซับซ้อนกว่า 'ภาชนะ' ที่มีรูปร่างมีตัวตน
ปราณรูป ปราณต้นกำเนิด
มีรูป ไร้รูป
สองสิ่งนี้ ดูเหมือนจะมีรากฐานมาจากสิ่งเดียวกัน
ในชั่วขณะนี้ จิตใจของเฉินซุ่นอันเกิดความเคลื่อนไหว ราวกับได้สัมผัสแก่นแท้หรือวิธีการบางอย่างของโลกเซียนแห่งราชวงศ์ฉางไป๋
นี่... ใกล้เคียงกับวิถีแห่งการบำเพ็ญเซียนแล้ว
ความคิดและความเข้าใจทั้งหมดเกิดขึ้นในชั่วพริบตา
วินาทีถัดมา อาจเป็นเพราะช่วงนี้ความเป็นเทพของเฉินซุ่นอันเพิ่มพูนขึ้นมาก และความคืบหน้าของยันต์หญ้าก็ใกล้จะสมบูรณ์เต็มที
[โองการเทพวารีศักดิ์สิทธิ์] ในสมองจึงเปล่งแสงเจิดจรัส ม้วนคัมภีร์สั่นไหว ตัวอักษรชุดใหม่ปรากฏขึ้นที่หางตาของเฉินซุ่นอัน
[ใช้ธูปทิพย์ 5 แต้ม สามารถบิดเบือนชะตากรรม ทำให้ยันต์นี้ไร้เจ้าของ]
[แรงศรัทธา: 163]
[ธูปทิพย์ไม่เพียงพอ]
เฉินซุ่นอันเห็นดังนั้นก็เบิกตากว้างด้วยความยินดี นัยน์ตาทอประกายวาววับ
บิดเบือนชะตากรรม?
โองการเทพมีอิทธิฤทธิ์ขนาดนี้เชียวรึ?
แค่ธูปทิพย์ 5 แต้ม ก็แค่สะสมไม่กี่วัน
เรื่องหมูๆ!
เฉินซุ่นอันหยิบขวดกระเบื้องสีขาวออกมาจากอกเสื้อ ใส่ [ยันต์ลอกคราบอมตะ] ลงไป จากนั้นใช้เจตจำนงห่อหุ้มไว้อย่างระมัดระวังที่สุด แล้วเก็บเข้าไว้ในอกเสื้อ
เขาถึงได้เงยหน้าขึ้นมองวังใต้ดินที่พังทลายแห่งนี้
ไอปีศาจทมิฬยังคงม้วนตัวตลบอบอวล แต่เมื่อสูญเสีย [ยันต์ลอกคราบอมตะ] ไป มันก็เหมือนน้ำไร้ต้นตอ อัตราการสลายตัวจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ลมพัดกรูเข้ามาจากช่องโหว่ด้านบน พัดพาเอาฝุ่นผงและเศษซากปลิวว่อนไปทั่ว
เฉินซุ่นอันยืนนิ่งเงียบ กวาดสายตามองหาอะไรบางอย่างในบ่อเลือดที่แห้งกรังภายในวังใต้ดิน
เศษซากศพและชิ้นส่วนอวัยวะเกลื่อนกลาดบิดเบี้ยว
ในที่สุด เฉินซุ่นอันก็พบศพของคนขาเป๋
ร่างแห้งกรัง จนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นใคร
แต่ร่างกายงองุ้ม มือข้างหนึ่งทำท่าเหมือนกำลังจะขว้างปาสิ่งของ ปากอ้ากว้างคำราม ราวกับได้ใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายในการต่อต้านและแก้แค้นอย่างเงียบงัน
นั่นคือศพของเฉิงปิน
[จบแล้ว]