- หน้าแรก
- สมการวิปลาส
- บทที่ 49 การสังเกตการณ์ครั้งที่สอง
บทที่ 49 การสังเกตการณ์ครั้งที่สอง
บทที่ 49 การสังเกตการณ์ครั้งที่สอง
คนที่ไม่ใช่สายพลังจิต ไม่มีทางเข้าใจความทุกข์ทรมานของสายนี้
สัมผัสวิญญาณเป็นพลังที่ทรงอานุภาพ ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นพลังที่ใช้งานได้จริงที่สุดมาหลายปีซ้อน แต่ไม่ค่อยมีใครเตือนว่า ผู้ใช้สัมผัสวิญญาณมีอัตราป่วยเป็นโรคจิตและซึมเศร้าสูงสุด
ตอนตื่นรู้ใหม่ๆ ยังไม่เท่าไหร่ สัมผัสยังหยาบ ไม่ค่อยกดดันจิตใจ แต่พอเก่งขึ้น ข้อมูลที่รับรู้จากชั้นวิญญาณก็มากขึ้น รวมถึง "อารมณ์ของคนอื่น" ด้วย
ไม่ใช่ทุกอารมณ์ที่จะส่งผลกระทบ แต่ไม่รู้ทำไม ความโศกเศร้าถึงแพร่กระจายแรงที่สุด และทำให้ผู้ใช้พลังจิตตกได้ง่ายที่สุด
อย่างหลิวเจ๋อเผิงเอง ยิ่งนานวันเข้า เขายิ่งไม่อยากเปิดสัมผัสวิญญาณ ถ้าต้องก้าวไปอีกขั้น คงต้องหาข้ออ้างเลี่ยงแน่ๆ
แหล่งข่าวของหลี่เหยียนเตือนเรื่อง "ความเสี่ยงทางจิตใจ" แสดงว่าเป็นผู้ใช้พลังสายสัมผัสตัวจริง ไม่ใช่นักวิจัยนั่งเทียน
ในสถาบันวิจัยอาจตรวจพบความผิดปกติทางจิต แต่ผลกระทบแบบนี้ยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร แม้แต่ตัวผู้ใช้พลังเองก็ยังมองข้าม
เว้นแต่ต้องการ "เปิดพลังตลอดเวลา"
ผู้ใช้สายสัมผัสทุกคนคงเคยฝันอยากเปิดสัมผัสได้ทั้งวัน ดื่มด่ำโลกวิญญาณอย่างแท้จริง แต่หลิวเจ๋อเผิงรู้ขีดจำกัดตัวเองดี
สองชั่วโมงคือเวลา แต่ความกดดันทางจิตใจที่สะสม ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของเป้าหมาย "จำนวนเป้าหมายที่อารมณ์ไม่คงที่" และปริมาณอนุภาควิญญาณที่ตัวเองดูดซับมาได้
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว
ถ้าหลี่เหยียนไม่โดนหลอก แสดงว่ามีคนเปิดสัมผัสวิญญาณได้ทั้งวันจริงๆ!
สูงกว่าระดับสามเหรอ?
ที่แท้ดิ้นรนมาตั้งหลายปี ในสายตาคนอื่นตัวเองอยู่แค่ระดับสาม...
"ข้าจะลองดู ทั้งวันคงไม่ไหว อย่างมากก็เจียดเวลาที่กรมมาฝึกหลอมรวมเพิ่มอีกสักสองชั่วโมง"
"เรื่องนั้นอาจัดการเองเลยครับ ส่วนครูฟางจิ่ว เพราะสมองหายไปจริงๆ พอจะมีวิธีพาเขาไปสแกนสมองที่โรงพยาบาลได้ไหมครับ?"
หลี่เหยียนรู้กาลเทศะ เก็บเรื่องยุ่งยากไว้ทีหลัง
ถ้าเปิดประตูมาแล้วพูดเลย หลิวเจ๋อเผิงคงเดินหนี อย่าว่าแต่อาจไม่ใช่มนุษย์เลย ต่อให้เป็นคนปกติ จะลากไปโรงพยาบาลก็ต้องลองไม่รู้กี่ครั้ง สำหรับงานพิเศษถือว่าวุ่นวายเกินไป
สมกับเป็นผู้ใหญ่ หลิวเจ๋อเผิงคิดแผนออกทันที
"อ้างชื่อตำรวจ บอกว่ามีคนร้ายแฝงตัวในกลุ่มครู ขอให้เลื่อนตรวจสุขภาพประจำปีเข้ามา ครูเอ็งถ้าจงใจเลี่ยงตรวจ ก็ถือว่ามีพิรุธ แต่เอ็งก็ถือว่าเป็นคนกันเองครึ่งนึง คงรู้นะว่าข้ารับผิดชอบไม่ไหว ถ้าความแตก ไล่ออกราชการนี่ถือว่าเบาสุดแล้ว"
หลี่เหยียนเริ่มเข้าใจความลำบากใจของอู่เจียงแล้ว ถูกกฎหมาย ถูกระเบียบ หลายเรื่องมันทำยาก
"มีเครื่องมือเคลื่อนที่ที่ถ่ายภาพในสมองได้ไหมครับ? เผื่อยืมมาตั้งหน้าหมู่บ้านครูฟางจิ่ว"
หลิวเจ๋อเผิงคิดแล้วตอบ "เครื่องถ่ายทะลุเนื้อเคลื่อนที่ข้ารู้จักอยู่ อย่างหมอฟันก็มี แต่กระดูกนี่น่าจะยาก ต่อให้หาแบบเคลื่อนที่ได้ ข้างในมีสารกัมมันตรังสีแรงสูง เป็นของควบคุมเข้มงวด ยืมไม่ได้หรอก"
งานเข้าแล้วสิ
หลี่เหยียนคิดดูแล้ว ตัดสินใจบอกข้อมูลเพิ่ม
"การกลายพันธุ์ของครูฟางจิ่ว เริ่มสังเกตเห็นตอนเปิดเทอมปีนี้ แรกๆ ไม่มีอะไร ต่อมามีหนอนในตัวเขา หนอนตัวนั้นกินครูฟางจิ่วจนหมดเมื่อสองอาทิตย์ก่อน แต่เขายังมาสอนหนังสือตามปกติ"
ไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อน หลิวเจ๋อเผิงทำตัวไม่ถูก เหมือนฟังเรื่องผี แต่ท่าทีจริงจังของหลี่เหยียน แถมยังไปเอาคำแนะนำการฝึกจากยอดฝีมือมาได้ ไม่น่าจะเป็นการแกล้งเล่น
"เอางี้ อีกหนึ่งเดือนต่อจากนี้ ทุกเช้าวันจันทร์ข้าจะไปโรงเรียนเอ็ง ดูว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงไหม ถ้าเห็นค่อยหาทางเก็บหลักฐาน ถ้าไม่เห็น... พูดตรงๆ ข้าไม่มั่นใจเลยว่าจะสัมผัส 'สิ่งแปลกปลอม' ที่ว่าได้ภายในปีนี้ เอ็งหาทางอื่นเผื่อไว้ด้วย"
พูดจบก็ถาม "เอ็งบอกฟางจิ่วไม่มีสมองแล้ว แต่ยังสอนหนังสือ เป็นไปได้ไหมว่าจะเป็นแบบนี้ตลอดไป?"
หลี่เหยียนส่ายหน้า ยกเหตุผลมาอ้าง
"อาไม่รู้หรอกว่าพวกนี้ระดับพุ่งเร็วแค่ไหน ฟางจิ่วอยู่ระดับสี่แล้ว แม่ผมกับอายังแค่ระดับสาม เขาข้ามขั้นนี้มาได้ในสองเดือน! อาคิดว่าคนระดับที่มีไม่ถึงหนึ่งในล้าน จะยอมเป็นแค่ครูโรงเรียนพื้นฐานเหรอ?"
หลิวเจ๋อเผิงขมวดคิ้ว "เอ็งพูดเรื่องระดับมาตลอด ระดับสี่เก่งมากเหรอ?"
"ระดับสี่แบ่งเป็นช่วงต้นกับช่วงปลาย พอถึงช่วงปลาย พลังที่ตื่นรู้จะมีคุณสมบัติ 'คอนเซ็ปต์' อย่างเช่นชีวิตก็เป็นคอนเซ็ปต์ได้ พลังแบบนั้นฆ่าคนไม่ต้องสร้างแผลกายหรือใจ แต่ลบให้หายไปเลย" หลี่เหยียนเล่าเรื่องที่ฟังมาจากอู่เจียง
"งั้นถ้ามันตื่นรู้พลังระดับสี่ ทั้งกองสืบสวนเราอาจเอาไม่อยู่?"
"พวกอาจะเอาอยู่ไหมผมไม่รู้ ผมรู้แค่ว่าถ้าระดับสี่ลงมือ คนในโรงเรียนตายเป็นร้อยก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้"
หลี่เหยียนไม่เคยเห็นระดับสี่อาละวาด แต่เคยเห็นอู่เจียงที่โรงงานร้าง ใช้พลังระดับสามยึดมือถือคนเป็นเบือ ถ้าระดับสี่ทำได้ขนาดนั้น เปลี่ยนมือถือเป็นใบมีด... ไม่อยากจะคิดสภาพ
ชักจะเรื่องใหญ่
หลิวเจ๋อเผิงถามอีก "เสี่ยงขนาดนี้ ทำไมไม่บอกพ่อเอ็ง?"
พ่อเอ็ง ก็คือพ่อของหลี่เหยียนนั่นแหละ
"บอกไม่ได้ครับ วันนี้ที่เล่าให้อาฟัง อาก็ดูออกว่าแหล่งข่าวผมระดับสูงมาก ถ้าบอกพ่อ กลัวพ่อจะไปแหวกหญ้าให้งูตื่น เดี๋ยวเรื่องจะยิ่งแย่"
คิดดูดีๆ ก็จริง เพื่อความปลอดภัยของลูกชาย พ่อมันต้องหาทางลองของ "ยอดฝีมือ" เบื้องหลังแน่ๆ ถ้าคนนั้นพูดจริงเรื่องระดับสี่ช่วงปลาย เรื่องใหญ่แน่
"เข้าใจละ เอ็งเลยอยากให้ข้า 'บังเอิญ' เจอความผิดปกติ เพื่อดึงกำลังพลมาจัดการ"
หลี่เหยียนพยักหน้าตามตรง
หลิวเจ๋อเผิงไม่ได้รู้สึกว่าโดนหลอกใช้ การทำงานบางทีก็ต้องอ้อมค้อมบ้าง เรื่องปกติ ทำคดีก็เหมือนกัน
"ได้ พอรู้เรื่องแล้ว อาทิตย์หน้าไปดูแล้วค่อยว่ากัน"
"รบกวนด้วยนะครับ" หลี่เหยียนลุกขึ้นลา ทิ้งบุหรี่ไว้สองซอง ซองหนึ่งแกะแล้ว
หลิวเจ๋อเผิงนั่งดื่มชาให้หมด ค่อยหยิบบุหรี่ลุกออกไป
ไอ้หนูหลี่เหยียนกระเป๋าหนักใช้ได้ คืนนั้นเขาไม่ได้ไปขับรถ พักผ่อนเอาแรง เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นก็ไปดักรอหน้าโรงเรียน
เด็กนักเรียนที่สัมผัสวิญญาณจับได้มีไม่น้อย แต่พลังอ่อนมาก อารมณ์ก็ไม่รุนแรง ความกดดันทางจิตใจเลยไม่เท่าไหร่
พอฟางจิ่วโผล่มา หลิวเจ๋อเผิงเกร็งทันที
ดูไม่ออกว่าสมองหายไป แต่เจอความผิดปกติสองอย่าง
น้ำหนักไม่สมดุล ดูจากท่าเดิน น้ำหนักตัวมากขึ้นกว่าคราวก่อน แต่รูปร่างกลับผอมลง
ความไม่สมดุลที่มองเห็นด้วยตาเปล่า เป็นไปได้ว่าเริ่ม "ไม่ใช่มนุษย์" แล้ว
อย่างที่สองคือสถานะที่สัมผัสได้มันแปลกๆ
ถึงเขาจะมองไม่เห็นสนามวิญญาณ แต่แยกแยะความแรงได้ พลังของฟางจิ่วอ่อนลงกว่าเดิมชัดเจน แทบไม่ต่างจากนักเรียนที่เพิ่งเดินเข้าโรงเรียนไป
เมื่อเทียบกับข้อมูลที่หลี่เหยียนให้เมื่อคืน ไม่เป็นปรากฏการณ์ปกติของระดับสี่ ก็คือ... เขาตื่นรู้พลังอำพรางตัว
"แย่จริงๆ แฮะ" แค่แวบเดียวก็เจอสองปัญหา ท่าจะไม่ดี
เขายังนั่งยองๆ อยู่ฝั่งตรงข้าม ไม่ทันขยับ จู่ๆ ความรู้สึกหนาวสะท้านก็จู่โจม ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
จิตมุ่งร้าย พุ่งเป้ามาที่เขา!
ฟางจิ่วไม่ได้หันมา ไม่ได้มองเขาด้วยซ้ำ
เชี่ย เจ้านี่เป็นสายสัมผัสด้วยเหรอเนี่ย
หาเหาใส่หัว คำนี้ผุดขึ้นมาในสมองทันที
หลิวเจ๋อเผิงเป็นตำรวจสืบสวนมาหลายปี ไม่ถึงกับกลัวหัวหด แต่ช่วงนี้อย่าเพิ่งกลับบ้านดีกว่า รอดูท่าทีมันก่อน
คิดดูอีกที เมื่อกี้ก็เป็นเรื่องดี
จิตมุ่งร้ายนี้ต่อให้ใช้เป็นหลักฐานไม่ได้ แต่มีความเสี่ยงจะเป็นอันตรายต่อตัวเขา ก็พอมีข้ออ้างให้หาคนในทีมมาช่วยสืบเงียบๆ ได้ แน่นอนว่าถ้ายุ่งกับงานหลัก ก็ต้องทำงานก่อน