- หน้าแรก
- สมการวิปลาส
- บทที่ 36 สายข่าวตัวจริง
บทที่ 36 สายข่าวตัวจริง
บทที่ 36 สายข่าวตัวจริง
หลี่เหยียนไม่ได้อวดรวย ทั้งสองเลือกร้านข้าวแกงราคาประหยัดแปดหยวนอิ่ม นั่งกินปะปนกับพวกคนงาน คุยเรื่องเรียนต่อกันไปพลาง
อู่เจียงกินอาหารรสจัดทั้งมันทั้งเค็มไม่ค่อยชินปากเท่าไหร่ เอ่ยปากเรื่องแผนเรียนต่อ "ตอนแรกกะว่าจะเข้าวิทยาลัยเทคโนโลยีวิญญาณฉางเฟิงที่กำลังสร้าง แต่เห็นในเน็ตว่าความคืบหน้าไม่ค่อยดี"
หลี่เหยียนรู้ข้อมูลวงในบ้าง "ได้ข่าวว่ามีปัญหาเรื่องจำนวนนักเรียน ดูจากความคืบหน้าแต่ละโรงเรียน เด็กห้องอนุภาควิญญาณรุ่นนี้ในเมืองรวมกันไม่ถึงร้อย ต่อให้รวมพื้นที่ใกล้เคียง เต็มที่ก็สี่ร้อยคน บวกเผื่ออีก 30% ก็ยังน้อยไป แถมพวกนี้คงไม่ได้เข้าฉางเฟิงหมด มีไปที่อื่นบ้างแน่ ลึกกว่านี้ไม่รู้ แต่สรุปคือนักเรียนไม่พอ มหา'ลัยวิญญาณฉางเฟิงถ้าเปิดปีหน้าขาดทุนยับแน่ อาจเลื่อนไปรอรุ่นถัดไป"
"ร้อยคน น้อยขนาดนั้นเลยเหรอ?"
"นี่มองโลกในแง่ดีสุดๆ แล้วนะ อย่างโรงเรียนเรา ถ้าไม่นับนาย รุ่นเราไม่มีใครผ่านเกณฑ์สักคน เกรดเก้ามีหวงจิง แต่รายนั้นก็มีปัญหาไม่ใช่เหรอ"
"เพิ่งเปิดเทอมได้สามเดือน ยังมีเวลาอีกเยอะ"
เห็นอู่เจียงดูจะมั่นใจในตัวเพื่อน หลี่เหยียนเลยถาม "นายคิดว่าห้องเราจะมีกี่คนเข้ามหา'ลัยวิญญาณได้"
"ไม่รู้สิ อนาคตอะไรก็เกิดขึ้นได้"
"นั่นสิ อาจจะตกรอบหมดก็ได้"
"นายคงไม่มีปัญหาหรอก"
"ขอบใจ"
ถ้ามหา'ลัยในเมืองพึ่งไม่ได้ จะไปเรียนต่างเมือง มาตรฐานก็ต้องสูงขึ้นหน่อย
"รู้จักทะเลทรายสิ้นหวังไหม?"
"รู้จักสิ ในเน็ตมีแต่คนเกาะกระแส ไม่เห็นก็แปลกแล้ว"
"นายว่าในเซิ่งเจ๋อมีที่แบบนั้นไหม?"
"มีแน่ แต่ก่อนประกาศอย่ามาหวังพึ่งฉัน ฉันหาข่าวได้แค่ในฉางเฟิง"
"งั้นก็รอไป พื้นที่ผิดปกติน่าจะนับเป็นทรัพยากรการศึกษาของมหา'ลัยวิญญาณ คงไม่ปิดไปตลอดหรอก"
"หวังว่างั้นนะ"
กินข้าวเสร็จ สองคนเดินเล่นริมทะเลสาบกลับบ้าน
สีน้ำเดือนเมษาน่ามอง มีความขุ่นมัวแบบเฉพาะตัวของฤดูใบไม้ผลิ อาจเป็นเพราะปลาผสมพันธุ์กันเยอะ
……
...
นักเรียนสองคนเดินชิวริมทะเลสาบ แต่ที่สำนักงานจินเกอไม่ไกลออกไปกำลังวุ่นวายสุดๆ
สำนักงานนี้บังหน้าด้วย "ที่ปรึกษาบัญชี ตามคนหาย นายหน้า" แต่ความจริงรับทวงหนี้ ทวงหนี้เสียให้ธนาคาร และทวงหนี้ที่ไม่ค่อยขาวสะอาด
"อัปยศที่สุด! โดนปั่นหัวเป็นลิงเลย ไปหาตัวมา! พลิกเมืองฉางเฟิงหาให้เจอ!"
เจียงเถี่ยเกอที่ดูสุขุมในโกดัง พอกลับถิ่นตัวเองก็กลายเป็นคนขี้โมโห
"ลูกพี่ ก็เห็นแล้วนี่ว่าไอ้... ตัวนั่นมันพาคนบินได้ คนละชั้นกับพวกทูตวิญญาณอย่างเราเลย ต่อให้หาเจอก็ทำอะไรไม่ได้หรอก" คนใช้แส้สายฟ้าเป็นชายวัยสี่สิบ หน้าตาบ้านๆ ผิวเข้มดูซื่อๆ เหมือนชาวนา
"งั้นก็แจ้งตำรวจ! ตำรวจต้องสนใจแน่ ทูตวิญญาณบินได้" เห็นลูกน้องหน้าเสียพอได้ยินคำว่าแจ้งตำรวจ เจียงเถี่ยเกอเลยเปลี่ยนเรื่อง "เอาเป็นว่าหาตัวสองคนนั้นให้เจอก่อน ใครเจอคนแรก บริษัทให้รางวัลแสนนึง"
หนึ่งแสนไม่ใช่น้อยๆ เท่ากับค่าหัวฆาตกรข้ามจังหวัดที่ตำรวจตั้งเลย
ลูกน้องรับคำสั่งแล้วแยกย้ายกันไป ถือโอกาสอู้งานไปในตัว
คนหนึ่งตรงดิ่งไปร้านเกมชั้นห้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง
คนนี้ชื่อเนี่ยเซี่ยงเหวิน เป็นหนอนบ่อนไส้!
เนี่ยเซี่ยงเหวินจบโรงเรียนตำรวจเข้ากรมได้แค่ครึ่งปี ก็โดนยืมตัวมาเป็นสายลับ!
ตอนแรกเขาไม่เต็มใจ เพราะมันบ้าชัดๆ สำนักงานจินเกอไม่มีหลักฐานทำผิดอะไรเลย แฝงตัวเข้ามาก็ไม่มีอะไรทำ สามปีจับได้แค่พวกขี้ยาไม่กี่คน ยาเสพติดก็มาจากสายอื่น
แต่คิดในแง่ดี ตอนนี้สบายกว่าเป็นตำรวจเยอะ แถมเงินดีกว่าด้วย
รายได้มีสามทาง!
ทางแรกคือเบี้ยเลี้ยงสายลับ บัตรใบนี้เขาให้พ่อแม่ เดือนละ 1000 เท่ากับเงินเดือนขั้นต่ำในฉางเฟิงบวกค่าเสี่ยงภัยพิเศษ
ทางที่สองคือเงินเดือนและโบนัสจากสำนักงานจินเกอ ตอนแรกเขาต่อต้านงานทวงหนี้ แต่พอทำไปก็รู้สึกว่าไม่มีอะไร ส่วนใหญ่ใช้แค่ปาก นานๆ ทีก็พ่นสีหน้าบ้านคนอื่น ไม่ได้ทำผิดกฎหมายร้ายแรง พูดง่ายๆ ก็งานบริการอย่างหนึ่ง
ทางที่สามคือค่าข่าว เทียบกับสองทางแรกถือว่าเศษเงิน แต่ดีตรงที่สำนักงานจินเกอไม่มี "อาชญากรรมองค์กร" การส่งข่าวเลยไม่เสี่ยง เหมือนได้เงินฟรีๆ
รวมๆ แล้ว รายได้ต่อปีเขามากกว่าตอนเป็นตำรวจราว 30% แถมไม่มีความเสี่ยง
เรื่องติดต่อกับลูกชายรองสารวัตรหลี่เริ่มเมื่อปีก่อน จริงๆ เขาไม่อยากยุ่งกับเด็ก แต่เมียรองสารวัตรหลี่ รองอธิบดีพันผู้โด่งดังในวงการตำรวจฉางเฟิงโทรมาเอง อยากให้ลูกชายได้ฝึกงาน ปฏิเสธยาก
คิดดูดีๆ ก็จริง ติดต่อกับสายลับอย่างเขา ปลอดภัยกว่าไปยุ่งกับแก๊งค้ายาเยอะ ตำรวจที่มาติดต่อเขา ก็มักจะมาฝึกมือเหมือนกัน
พอนึกย้อนไป การมีอยู่ของสายลับแบบเขา อาจเพื่อลดการสูญเสียของเพื่อนร่วมงานที่แฝงตัวในแก๊งอันตรายก็ได้
แต่ให้เด็กไม่บรรลุนิติภาวะมาเจอสายลับ ไม่รู้ที่บ้านสอนกันมายังไง
เจอกันปีที่แล้วความสงสัยก็หายวับ หลี่เหยียนคงถูกฝึกแบบตำรวจสืบสวนมาแต่เด็ก ร่างกายกำยำจนดูไม่ออกว่าเป็นเด็ก อาจจะยังไม่เก๋าเกมบ้าง แต่ระดับก็พอๆ กับนักเรียนนายร้อยตำรวจปีสูงๆ คือมีความรู้ แต่การปฏิบัติยังต้องขัดเกลา
ข่าวที่หลี่เหยียนต้องการล้วนเกี่ยวกับผู้ใช้พลังวิญญาณ ถึงในสำนักงานจะดูเหมือนไม่ค่อยคุยเรื่องนี้ แต่จริงๆ ทุกคนสนใจกันมาก ต่อให้หลุดพิรุธไปบ้างก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่
จนเดือนก่อน หลี่เหยียนให้จับตาดูความเคลื่อนไหวของหยางลี่เจ๋อ เบอร์สองของแก๊ง เนี่ยเซี่ยงเหวินยังไม่รู้ตัวเลยว่าเรื่องมันจะบานปลาย
จนกระทั่งวันนี้!
ตอนที่ใครบางคนพาหลี่เหยียนบินขึ้นฟ้า เขาและเพื่อนร่วมงานต่างทำหน้าเอ๋อรับประทาน แต่ในใจคิดเหมือนกันว่า โลกนี้มันเป็นบ้าอะไรไปแล้ววะ?
สรุปคือเรื่องใหญ่ ต้องรีบส่งข่าว
มือถือเขาโดนยึดตรวจสอบที่บริษัท ไอ้แซ่เจียงจะหาตัวหนอนบ่อนไส้ แต่ด้วยศักยภาพของสำนักงาน ไม่มีทางกู้ข้อมูลที่ลบไปแล้วจากเซิร์ฟเวอร์ได้แน่ เขามั่นใจ
มีแค่ซิมการ์ดก็ไร้ประโยชน์ จะซื้อเครื่องใหม่ก็เสียดายตังค์ เลยต้องใช้วิธีดั้งเดิม
ร้านเกมคือจุดนัดพบ
แลกเหรียญยี่สิบหยวนนั่งเล่นไปเรื่อยๆ ผ่านไปชั่วโมงกว่า มีคนถือไม้เท้ามายืนดูข้างหลัง
เฒ่าถัง ตำรวจตำบลข้างๆ ปฏิบัติหน้าที่จนขาเป๋ ต้องย้ายไปทำงานเอกสาร ไม่รู้ใช้เส้นสายไหน เกษียณก่อนกำหนด ตอนนี้ถือหุ้นร้านเกมอยู่หน่อยๆ ได้ยินว่ารับจ็อบทำความสะอาดด้วย
"วันนี้ฝีมือตกนะ" เฒ่าถังแซว
"ลูกชายคุณนายพันก่อเรื่องใหญ่แล้ว" แซ่พันคนใช้น้อย ในวงการนี้ผู้หญิงที่ทุกคนรู้จักก็มีคนเดียว ไม่ต้องบอกยศก็รู้กัน
"หา? ลูกชายแก? ทำไมเอ็งไปยุ่งกับเขาได้ล่ะ"
"อย่าถามเลย เอาเป็นว่าเรื่องที่นิคมวันนี้เขามีเอี่ยว"
"ข้ารู้ว่ามีสัญญาณเตือนภัยทางอากาศ แต่ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร"
"มีคนบินได้ว่ะ! แถมพาคนอื่นบินด้วย!"
"...เออ ข้าจำไว้แล้ว"
"คนนั้นเทียบกับผู้ใช้พลังคนอื่น แม่งเหมือนมนุษย์ต่างดาวชัดๆ ถ้าเบื้องบนไม่สั่งตรวจสอบใหญ่ก็ช่างมันเถอะ แต่ถ้ามีคนมาถามค่อยว่ากัน"
"ทำไมไม่รายงานไปเลย?"
"เพราะไม่มีคนตายหรือเจ็บ ถ้ามีเรื่อง ลูกชายคุณนายพันคงแจ้งความไปแล้ว"
"รู้แล้ว มีเรื่องอื่นอีกไหม?"
"ไม่มี"
"งั้นเล่นต่อเถอะ" ก่อนไปเฒ่าถังวางเหรียญไว้ให้ ดูในกล้องวงจรปิดเหมือนแพ้พนัน