- หน้าแรก
- สมการวิปลาส
- บทที่ 5 โรงพยาบาลสัตว์
บทที่ 5 โรงพยาบาลสัตว์
บทที่ 5 โรงพยาบาลสัตว์
เสียเวลาในสวนสาธารณะไปครึ่งชั่วโมง อู่เจียงกลับถึงบ้านตอนสี่โมงครึ่ง
ที่นี่เป็นถนนเก่าซอมซ่อที่ถูกโครงการคอนโดหรูริมทะเลสาบบังมิด ถนนสองเลน คั่นด้วยทางเท้าปูอิฐที่เดิมทีก็กว้างแต่ตอนนี้เต็มไปด้วยรถยนต์ส่วนตัวจอดขวาง สองข้างทางเป็นตึกแถวสูงสี่ถึงหกชั้น
บ้านของอู่เจียงอยู่ที่ชั้นสองของ "โรงพยาบาลปุกปุย" พูดให้ถูกคือไม่ใช่บ้านจริงๆ หรอก เป็นแค่ตึกแถวเช่าที่มีชั้นสองติดมาด้วย
โรงพยาบาลปุกปุย ทางเข้าด้านซ้ายเป็นเสาต้นหนึ่ง ด้านขวา... ไม่มีเสา เป็นกำแพง
แม่ไม่อยู่ที่เคาน์เตอร์หลังเสา อู่เจียงวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ มองสำรวจว่าวันนี้มีอะไรเพิ่มเข้ามาบ้าง
วงการสัตว์เลี้ยงค่อนข้างวุ่นวาย ที่นี่เป็นโรงพยาบาล แต่นานเข้าก็ขายอาหารสัตว์ ของเล่น อะไรพวกนี้ด้วย บางทีก็มีคนมาขอใช้สถานที่ส่งต่อสัตว์เลี้ยง
เมื่อเช้าก่อนไปโรงเรียน ที่ร้านมีหมาตัวหนึ่งกำลังรักษาตัว กับแมวแก่ตัวหนึ่งที่เจ้าของฝากเลี้ยงเพราะไม่อยู่บ้าน ทั้งสองตัวอายุมากแล้ว ค่อนข้างสงบ แต่เพราะแปลกที่ พออู่เจียงเข้ามาพวกมันเลยขยับตัว แมวแก่สีขาวล้วนที่ขนเริ่มเหลืองลุกขึ้นชนกรงเกิดเสียงดังเล็กน้อย
"อ้วนจ๋า กลับมาแล้วเหรอลูก?"
อู่เจียงจนใจกับชื่อเล่นตัวเองเหลือเกิน ตอนนี้เขาสูง 172 เซนติเมตร หนัก 67 กิโลกรัม หุ่นสมส่วนสุขภาพดีสุดๆ แต่แม่เรียกจนชินปากแล้วก็ปล่อยไปเถอะ
เสียงดังมาจากห้องด้านใน นั่นเป็นห้องตรวจรักษา และควบงานผ่าตัดเอา "ไข่" ออกด้วย
"ครับผม"
คนไข้เก่าแก่ทั้งสองยังอยู่ ไม่มีสัตว์ใหม่เพิ่ม แสดงว่าข้างในเป็นลูกค้าใหม่
อู่เจียงก้าวไม่กี่ก้าวก็ถึงหน้าห้องด้านใน เพื่อความปลอดภัยจึงใช้ประตูบานเลื่อนที่ผ่านกาลเวลามานาน พอดึงเปิดจะมีเสียง "กึก" ดังขึ้น
ข้างในมีคนเดียว สัตวแพทย์หญิง วังหลิง แม่ของเขาเอง
ใต้เงื้อมมือแม่คือแมวผู้โชคร้าย กำลังจะสูญเสียฟังก์ชันบางอย่าง... หรืออาจจะเสียไปเรียบร้อยแล้ว
แม่แค่เอียงคอเล็กน้อย ปรายตามองประตู "เหลือแค่ฆ่าเชื้อแล้ว อ้วนขึ้นไปอ่านหนังสือข้างบนก่อนนะลูก"
"ผมนั่งทำการบ้านตรงเคาน์เตอร์ก็ได้" อู่เจียงไม่อยากต่อปากต่อคำ เลยเปลี่ยนเรื่อง "ทาสมันไปไหนล่ะ?"
"บอกว่าทำใจดูไม่ได้ เลยหนีไปดูหนัง"
"เชอะ" อู่เจียงทำเสียงในคอ ปิดประตูเดินกลับมาที่เคาน์เตอร์
ตอนหยิบของจากกระเป๋า เหลือบมองใบนัดหมายบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ธุรกิจค่อนข้างซบเซา คิวเร็วสุดคือนัดผ่าตัดอีกสองวันข้างหน้า ก็ตัดไข่อีกเหมือนกัน
คนสมัยนี้ชักจะเพี้ยนๆ เอาไข่ที่ตัดทั้งเมืองในวันเดียวมารวมกัน น่าจะพอเป็นเครื่องเซ่นไหว้เลี้ยงวัดหรือภัตตาคารได้สักแห่งสองแห่งเลยมั้ง
แน่นอนว่าสัตวแพทย์ไม่ได้ทำแค่ตัดไข่ การรักษาโรคทั่วไปและผ่าตัดแผลภายนอกมีเยอะกว่า เพียงแต่พวกนี้ไม่ค่อยโผล่ในใบนัดล่วงหน้า
เพิ่งกางสมุดการบ้านเขียนไปไม่กี่คำ ในห้องด้านในก็มีเสียงฝาถังขยะและเสียงล้างตามมา วังหลิงอุ้มผู้เข้าแข่งขันที่ประสบชะตากรรมน่าเศร้าซึ่งถูกห่อด้วยผ้าห่มออกมา วางลงในกรงพลาสติกหูหิ้วใกล้ประตู
จัดการเสร็จก็เดินมาดูอู่เจียงแวบหนึ่ง แล้วไปดูอาการหมา วุ่นวายอยู่พักหนึ่ง เสร็จแล้วก็หันมาคุยกับเขา
"แม่ขึ้นไปเตรียมมื้อเย็นก่อนนะ ค่าตัดไข่ยังไม่ได้เก็บ คนมาแล้วเรียกแม่นะ"
"ร้อยยี่สิบใช่ไหม รู้แล้ว"
ค่าเงินแถวนี้กำลังซื้อยังโอเค 120 ไม่ถือว่าถูก ประมาณ 10% ของเงินเดือนเฉลี่ยในเมืองนี้ แต่ไข่แมวมันเล็ก ไข่หมาแพงกว่าเยอะ
"...โอเค ลูกค้าเป็นคู่รักหนุ่มสาว ใส่แว่นทั้งคู่ อายุมากกว่าลูกหน่อย"
"ได้ แม่ขึ้นไปเถอะ"
เสียงเดินเปลี่ยนเป็นเสียงขึ้นบันได หน้าร้านเงียบสงบลง
อู่เจียงเงยหน้ามองเจ้าตัวซวยในกรงบนโต๊ะยาวฝั่งตรงข้ามเฉียงๆ ...ไข่หายไปแล้ว นับเป็นแมวขันทีแล้วกัน
เป็นแมวสามสี ดำขาวส้มสลับกัน พันธุ์อะไรไม่รู้ แต่ฟันธงว่าผ่านการคัดเลือกสายพันธุ์มาแน่ เพราะจุดขาวกลมๆ เหนือตาเหมือนคิ้วมาก
เจ้านี่ตื่นแล้ว เหมือนรู้สึกถึงสายตาเขา หัวขยับไปครึ่งเซนต์ เปลือกตายกขึ้นนิดหนึ่ง ดูสิ้นหวังกับชีวิตชอบกล
แมวขาวแก่ข้างๆ ก็มองมัน เหมือนจะไม่เข้าใจ... ก็แน่ล่ะ ตัวนี้ตัวเมียนี่นา
อู่เจียงส่ายหน้า ทำการบ้านต่อ
เปิดเทอมใหม่การบ้านไม่เยอะ ส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาปีก่อน ถ้ามัวแต่เล่นจนสมองฝ่อก็คงไม่มีปัญหา
เขาทำเลขเสร็จหมดแล้ว เวลาล่วงเลยมาห้าโมงสิบ ทาสของแมวขันทียังไม่โผล่หัว คงไม่ใช่ว่าจะกินข้าวเย็นเสร็จค่อยมาหรอกนะ
เก็บของลงกระเป๋า เดินออกไปหน้าร้าน สังเกตผู้ต้องสงสัยบนถนน
ไม่พบคู่รักใส่แว่นสักคู่
แต่ดันเจอพวกมีระดับพลังสองคน แค่ระดับหนึ่ง ดูจากอายุภายนอกน่าจะเป็นนักเรียนห้องอนุภาควิญญาณรุ่นแรกของโรงเรียนไหนสักแห่ง
อ้างอิงจากความสามารถในการสัมผัสอนุภาควิญญาณ คนที่มีสภาวะสมดุลอนุภาควิญญาณถือเป็นระดับศูนย์ หรือก็คือคนธรรมดา พวกเขาไม่มีการรั่วไหลของอนุภาควิญญาณ และไม่ดูดซับด้วย
ระดับหนึ่งคือระดับห้องอนุภาควิญญาณ สังเกตเห็นการรั่วไหลได้ กระบวนการค่อนข้างช้า เหมือนมือถือเปิดสแตนด์บายกินแบต ระดับต่างกันนิดหน่อยไม่ต้องแยกย่อย ล้วนเป็นไก่อ่อน พวกเขายังสัมผัสอนุภาควิญญาณจริงๆ ไม่ได้ด้วยซ้ำ
ระดับสองการรั่วไหลจะรุนแรงกว่า คนที่ไม่ได้เรียนมาอย่างเป็นระบบแล้วมาถึงขั้นนี้ได้ ส่วนใหญ่จะดูดซับอนุภาควิญญาณอัตโนมัติตอนนอนหลับ ระดับสองมีโอกาสสูงที่จะปลุกพลัง พลังที่ตื่นในระดับนี้ต้องอาศัยความพยายามฝึกฝนภายหลัง ถึงจะใช้ได้อีกครั้ง
...จริงๆ ก็ไม่ได้หายากอะไร แคชเชียร์ซูเปอร์มาร์เก็ตข้างๆ ก็ระดับสอง
ระดับสามจัดว่าเป็นบุคคลอันตราย การรั่วไหลสูงกว่าระดับสองเล็กน้อย แต่ "สนาม" อนุภาควิญญาณแกร่งกว่ามาก ในโลกแห่งการสัมผัสวิญญาณพวกนี้สว่างจ้าเหมือนหลอดไฟ ส่วนใหญ่ปลุกพลังและใช้ได้ตามใจชอบ เวลาใช้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ฟางจิ่วครูประจำชั้นห้องอนุภาควิญญาณก็ระดับสาม อาชญากรวิญญาณคดีใหญ่ๆ ก็น่าจะระดับนี้กัน
คนนอกระดับสี่อู่เจียงไม่เคยเห็นกับตา ถ้าเอาตัวเองเป็นเกณฑ์ ระดับสี่น่าจะเป็นช่วงที่การรั่วไหลเริ่มเก็บกักจนสมบูรณ์ สนามพลังที่สังเกตได้จะลดลงตามไปด้วย นี่คืออาการที่อนุภาควิญญาณกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายจนเกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน
ระดับห้า สถานะปัจจุบันของอู่เจียง ควบคุมอนุภาควิญญาณได้ดั่งใจนึก ถึงขั้นเปลี่ยนคุณสมบัติมันได้ แสร้งทำเป็นคนธรรมดา ต่อให้อีกฝ่ายมีสัมผัสวิญญาณ แต่ถ้าขาดประสบการณ์เปรียบเทียบก็ยากจะดูออก
เกณฑ์แบ่งระดับที่อู่เจียงตั้งเองนี้ ไม่สนความแกร่งของพลัง ดูแค่ระดับการหลอมรวม เพราะสัมผัสวิญญาณมองเห็นพลังที่แท้จริงไม่ได้
ระดับหก... อู่เจียงจินตนาการไม่ออกว่าควรเป็นยังไง รอมีโอกาสเจอคนที่รวมรวมจินตานได้ ค่อยเอามาอ้างอิง ไม่รู้ในมหา'ลัยอนุภาควิญญาณจะมีไหม
"อ้วน สองคนนั้นยังไม่มาอีกเหรอ?" แม่ตะโกนถามจากบันได
"ยังครับ ผมดูอยู่"
"รออีกไม่กี่นาทีถ้าไม่มาก็ปิดร้านก่อน อีกสิบนาทีกินข้าว"
"คร้าบ"
เขากลับบ้านสี่โมงครึ่ง กินข้าวช่วงห้าโมงครึ่งถึงหกโมง ถ้าเขายังไม่กลับ การขึ้นไปเตรียมอาหารเสี่ยงของหาย เวลานั้นมักเปลี่ยนไปกินบะหมี่หรือเกี๊ยวแช่แข็ง เวลาเริ่มกินก็ไม่เกินหกโมงครึ่ง
อู่เจียงหันไปมองนาฬิกาบนผนัง หันกลับไปมองข้างนอก สองคนนั้นโผล่มาที่ปากซอยจนได้
ไม่รออยู่ข้างนอก เข้าไปข้างในบอกเจ้าแมวขันที "ทาสแกมาแล้ว"
ไม่รู้ฟังคำว่า "ทาส" ออกไหม หูมันกระดิก แต่ส่วนอื่นยังนิ่งสนิท แม้แต่หางก็ไม่มีแรง
กลับมายืนที่เคาน์เตอร์ครู่หนึ่ง สองคนนั้นก็เดินเข้ามา
พอเห็นในเคาน์เตอร์ไม่ใช่หมอ ก็ร้อง "เอ๊ะ" เบาๆ ความสนใจพุ่งไปที่แมวขันทีทันที ผู้หญิงเข้าไปคุยงุ้งงิ้งกับแมว ผู้ชายก้าวประชิดเคาน์เตอร์ควักเงิน
"ร้อยยี่สิบ"
"หมอบอกลดได้ยี่สิบ"
อู่เจียงไม่สน "ร้อยยี่สิบ ถ้าไม่พอฝากแมวไว้ค้างคืนที่นี่ได้ คืนละสามสิบ"
ผู้ชายขมวดคิ้ว "นายเป็นใคร? ตกลงกันไว้ร้อยเดียว มาถึงนายทำไมบวกยี่สิบ?"
อู่เจียงไม่อยากเสวนากับคนพรรค์นี้ แต่เพื่อเงินจำต้องพูดพล่ามสักหน่อย
"หมอคือแม่ผม รอผมกินข้าวอยู่ข้างบน ไม่ได้ไปไหน" ไม่ได้บอกว่าจะเรียกแม่ลงมา เดี๋ยวอีกฝ่ายจะโกรธจนพาล
ผู้ชายชะงักไปนิด จังหวะนั้นผู้หญิงหิ้วกรงแมวมาสะกิดเขา "จ่ายเงินเถอะ รีบกลับกัน"
ถึงยอมจ่ายเงิน
ดึงประตูเหล็ก กินข้าว