เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Special District 9 ตอนที่ 340 เบื้องล่างวิ่งรนแทบตาย แพ้คำสั่งเพียงคำเดียวของเบื้องบน

Special District 9 ตอนที่ 340 เบื้องล่างวิ่งรนแทบตาย แพ้คำสั่งเพียงคำเดียวของเบื้องบน

Special District 9 ตอนที่ 340 เบื้องล่างวิ่งรนแทบตาย แพ้คำสั่งเพียงคำเดียวของเบื้องบน


ตอนที่ 340 เบื้องล่างวิ่งรนแทบตาย แพ้คำสั่งเพียงคำเดียวของเบื้องบน

 

ในห้องสอบสวน

หัวหน้าฟางมองผู้กำกับหลี่พลางเอ่ยปากเสียงเบา “นายออกมานี่หน่อย”

หลี่ฉุ่นิ่งไปก่อนจะเดินออกมา

บนทางเดินนอกประตู หัวหน้าฟางเอามือไขว้หลังพลางขมวดคิ้ว “หลินเฉิงบอกกับเบื้องบนแล้วก็จะช่วยผู้กำกับของซ่งเจียงที่ถูกจับนั่น”

หลี่ฉุ่นิ่งไป

“ทางนี้ค่อนข้างกดดันหน่อยน่ะ เพราะเดี๋ยวต้องไปคุยกับเขา” หัวหน้าฟางเอ่ยปากสั่งด้วยเสียงเบา “นายอย่าเพิ่งขังนะ รอฉันกลับมาค่อยว่ากัน”

“ลูกพี่!” หลี่ฉุ่กำหมัดและฝืนความไม่พอใจของตัวเองเอาไว้ “หลินเฉิงไม่ใช่คนในกองทัพของเรา ทำไมเราต้องไว้หน้ามันด้วยล่ะ? แล้วยิ่งไปกว่านั้นก็คือตอนนี้เรื่องมันเลยเถิดมาถึงขั้นนี้แล้ว เราก็ถูกเหมารวมไปแล้วและคนของเราก็โดนลูกหลงไปแล้ว ถ้าจะปล่อยมือตอนนี้มันไม่ดูตลกไปหน่อยเหรอ? นายให้เวลาฉันอีกหน่อย ฉันจะทำให้มันหลุดปากออกมาให้ได้แน่นอน ฉันจะงัดหลักฐานออกมาให้ได้”

“ถ้าพวกมันไม่หลุดปากล่ะ นายจะทำยังไง?” หัวหน้าฟางขมวดคิ้วพลางถาม “ถ้าเฒ่าหลินสั่งให้เอาตัวมันกลับไป หลักฐานของนายก็หายไปด้วย งั้นนายก็ต้องแตกหักกับพวกมันด้วยไม่ใช่เหรอ? อีกอย่างนายก็รู้ว่าหลินเฉิงมันมีอำนาจมากแค่ไหน หัวหน้าของกองทักทหารทั้งสามของเราก็ยังเคยสู้รบกับพวกมันมาทั้งนั้น แบบนี้ต่อไปนายยังจะอยู่ที่นี่ได้อยู่อีกเหรอ?”

หลี่ฉุ่ได้ยินแล้วจึงเงียบไป

“ยังมีเรื่องสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้านั่นอีกด้วย ถ้าเรื่องน่าอับอายนี่หลุดออกไป เราทั้งหมดคงจบเห่กันแน่” หัวหน้าฟางถอนหายใจ “ใช้แขนงัดขาไม่ได้หรอกนะ อะไรที่ยอมได้ก็ยอมซะบ้าง”

“งั้นถ้านายตัดสินใจแล้ว ฉันก็จะไม่พูดอะไรแล้ว” หลี่ฉุ่หมดคำพูด

“รอฟังข่าวจากฉันแล้วกัน”

หัวหน้าฟางทิ้งท้ายหนึ่งคำก่อนจะเดินจากไป

บนทางเดิน หลี่ฉุ่ครุ่นคิดสักพักก่อนจะกลับไปยังห้องสอบสวนด้วยสีหน้าโศกเศร้าพลางตะโกน “เรียกคนจากโรงพยาบาลกลับมาดูอาการมันด้วย”

พี่เซียวฟังคำพูดของหลี่ฉุ่ขณะหมอบอยู่บนพื้นก่อนจะหัวเราะออกมา “ไม่ทำร้ายฉันแล้วเหรอ?”

หลี่ฉุ่เหลือบมองเขาก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฉินอวี่ไปแล้วก็ไม่ได้แปลว่าแกจะปลอดภัยหรอกนะ หมาอย่างแกน่ะ ถ้าเบื้องบนตัดหางปล่อยวัดก็จบเห่แล้วไม่ใช่เหรอ?”

“โฮ่งๆ !”

พี่เซียวมองหลี่ฉุ่ด้วยแววตาเยาะเย้ยก่อนจะเลียนเสียงเห่าของสุนัข

ทุกคนนิ่งกันไปหมด

พี่เซียวมองหลี่ฉุ่พลางหัวเราะ “งั้นเมื่อกี้ตอนนายอยู่ข้างนอกได้เรียกชื่อฉันแบบนี้ให้หัวหน้าฟังไหม ฮ่าๆๆ !”

หลี่ฉุ่ได้ยินแล้วก็ถึงกับขนลุกทันที ก่อนจะเดินหน้าด้วยแววตาแดงก่ำพลางยกขาเหยียบลงไป

“หลี่ฉุ่ หลี่ฉุ่” พลทหารที่อยู่ด้านข้างห้ามเอาไว้ทันที “รอลูกพี่กลับมาค่อยว่าอีกทีดีกว่า!”

“เหอะๆ ฉันเอาแกตายแน่” หลี่ฉุ่ชี้หน้าพี่เซียวด้วยความอาฆาต “ถ้านายรอดกลับไป ฉันจะยอมกราบตีนนายให้ดู”

พูดจบ พี่เซียวก็หันหลังเดินจากไป

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป

หัวหน้าฟางมาถึงโรงแรมแล้วจึงเดินเข้าไปในห้องส่วนตัวของหลินเฉิงพลางคำนับอย่างมีมารยาท “เรียนท่านนายพล ผมนายทหารฟางอันมารายงานตัวครับ”

“ไม่มีคนนอกอยู่ ไม่ต้องทางการขนาดนี้หรอก นั่งสิ” หลินเฉินโบกมือ

หัวหน้าฟางยิ้มพลางเดินเข้าไปและนั่งลงตรงข้ามหลินเฉิงทันที

“หลังจากที่นายได้ดูแลกองทัพทหารแล้วก็ปีกกล้าขาแข็งขึ้นไม่เบาเลยนะ” หลินเฉิงชี้หน้าหัวหน้าฟางพลางตำหนิ “ฉันได้ข่าวว่ามือหนึ่งและมือสองของกลุ่มที่สองก็ถูกนายกำจัดทิ้งไปแล้ว คนนอกคนในกว่ายี่สิบสามสิบคนนายก็จับไปแล้ว...เหอะๆ คนอย่างนายช่างเหมาะกับเป็นหัวหน้าสายลับซะจริงๆ”

“เป็นเพราะเบื้องบนอย่างจะจัดการทีมที่สองต่างหากล่ะครับ ผมแค่ดูๆ แล้วจัดการให้เท่านั้น” หัวหน้าฟางหัวเราะอย่างกับเด็ก

“การทำงานในกรมทหาร การมีแววก็ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นเลยล่ะ” หลินเฉิงมองไปยังหัวหน้าฟาง “ทำได้ดีเลยนี่”

“อันตรายมากเหมือนกันครับ” หัวหน้าฟางเอ่ยปากออกคำสั่ง

หลินเฉิงยกถ้วยน้ำชาขึ้นก่อนจะหยุดชะงักไป “ที่นี่ก็ไม่มีคนนอกอยู่ ที่ฉันเรียกนายมาก็แค่อยากจะคุยอะไรด้วยหน่อย”

“ท่านว่ามาได้เลยครับ” หัวหน้าฟางพยักหน้า

“ฉินอวี่กับเด็กในบ้านฉันมีความสัมพันธ์บางอย่างต่อกันน่ะ” หลินเฉิงดื่มชาพลางเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงสบายๆ “ฉันเลยอยากถามนายหน่อยว่าที่พวกนายจับเขาน่ะมีหลักฐานอะไรที่ชัดเจนไหม?”

หัวหน้าฟางครุ่นคิดสักพัก “เรื่องนี้เป็นเรื่องเข้าใจผิดน่ะครับ ตั้งแต่แรกที่ผมจะจับเขาก็เพราะเขาติดต่อกับผู้ต้องหา และเคยไปมาหาสู่กัน เราไม่รู้ว่าเขาเป็นผู้กำกับและคิดว่าเขาเป็นแค่ตำรวจคนหนึ่งเลยจับเขา แต่ท่านเอ่ยปากแบบนี้แล้วการจะมีหรือไม่มีหลักฐานก็คงไม่สำคัญแล้วล่ะครับ”

“เหอะๆ นายอย่ามาทำเก่งกับฉันหน่อยเลย” หลินเฉิงหัวเราะ “ในมือของนายไม่มีหลักฐานยังจะกล้าลองดีกับฉันอีกเหรอ? !”

“ไม่บังอาจหรอกครับ ฮ่าๆ” หัวหน้าฟางหัวเราะ

“เอาเถอะ ถ้าในมือของนายไม่มีหลักฐานก็ปล่อยเด็กนั่นซะเถอะ” หลินเฉิงพูดอย่างห้วนๆ “ถือว่าฉันขอร้องก็แล้วกัน”

“จะให้ผมทำงานให้ ไม่จำเป็นต้องขอร้องหรอกครับ” หัวหน้าฟางพูดอย่างเกรงใจพลางโยนหินถามทาง “ถ้างั้น...ท่านเห็นว่า...ตำรวจคนนั้น”

“นี่ก็คือสิ่งต่อไปที่ฉันอยากจะคุยกับนาย” หลินเฉิงนั่งไขว่ห้างพลางมองสำรวจหัวหน้าฟาง “ที่ฉันบอกแล้วว่าฉินอวี่กับลูกหลานตระกูลฉันมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันนั่นไม่ใช่ข้ออ้างหรอก...แต่เป็นเรื่องจริง ปกติแล้วเด็กสองคนนี้ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีมาโดยตลอด ฉันเลยอยากจะถามสักหน่อย แต่คนอื่นๆ นั้นฉันไม่รู้จักหรอก นายเข้าใจไหม?”

หัวหน้าฟางฟังแล้วจึงนิ่งไป

“แล้วเรื่องสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ากับผู้กำกับซ่งเจียงนั้นไม่เกี่ยวข้องอะไรกับฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะคนที่เล่ยเล่ยรักถูกจับ วันนี้ฉันคงไม่มาถึงชางจีหรอก นายเข้าใจไหม?” หลินเฉิงอธิบายจุดยืนของตัวเองเพื่ออธิบายให้หัวหน้าฟางเข้าใจว่าพวกเขาไม่ต้องคิดมาก เพราะฉันไม่มีเวลาว่างจะมายุ่งกับกรมทหารหรือสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าอะไรทำนองนั้น

“ผมเข้าใจแล้วล่ะ ผมเข้าใจแล้ว” หัวหน้าฟางรีบพยักหน้า

“นายเอาคำพูดของฉันไปบอกกับเบื้องบนด้วยนะ” หลินเฉิงพูดเสียงเบา

“ได้แน่นอนอยู่แล้วครับ!” หัวหน้าฟางโล่งอกทันที เพราะเขากลัวว่าหลินเฉิงจะอยู่เบื้องหลังของเรื่องสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า

เมื่อทั้งสองตกลงเรื่องนี้กันแล้วจึงคุยกันเรื่อยเปื่อยสักพัก ก่อนที่หัวหน้าฟางจะเดินออกมาอย่างเร่งรีบ

ในห้องสอบสวนอีกห้องหนึ่ง

หลินเหนียนเล่ยนั่งเหม่อลอยอยู่บนเตียงและเงียบไปสักพักและเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพวกพี่ถึงหวังแต่จะให้ฉันเดินไปในทางที่พวกพี่กำหนดเอาไว้...”

หลินเซียวนั่งอยู่บนโซฟาพร้อมกับแววตาสับสน “คำถามที่แกถามน่ะ ฉันไม่เคยคิดมาก่อน แต่เหมือนว่าเด็กที่อยู่รอบตัวเราก็เป็นแบบนี้กันหมด”

“แล้วพี่ชอบชีวิตตอนนี้ของตัวเองไหมล่ะ?” หลินเหนียนเล่ยถาม

หลินเซียวนิ่งอึ้งอยู่นาน “ฉะ...ฉันก็ไม่เคยคิดเหมือนกัน”

หลินเซียวเช็ดหางตาพลางหันมองออกไปนอกหน้าต่าง “ฉันมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งอยู่ในซ่งเจียง ชื่อว่าเสี่ยวมี่...ฉันอิจฉาเธอมากเลยล่ะ...เธอสามารถทำทุกเรื่องที่เธอเลือกเองได้ ส่วนฉันโตขนาดนี้แล้ว ยังต้องต่อสู้เพื่อสิ่งที่ตัวเองเลือกอยู่ทุกครั้ง...”

หลินเซียวครุ่นคิดสักพัก “ที่คนในบ้านทำไปก็เพื่อแกทั้งนั้นแหละ”

“...พี่ พี่ไม่รู้สึกว่าเราเหมือนเด็กพิการเหรอ?” หลินเหนียนเล่ยหันไปพลางเอ่ยปากพร้อมกับแววตาที่แดงก่ำ “ไม่เคยทำผิดพลาด ราบรื่นมาโดยตลอด ไม่ว่าไปที่ไหนก็มีแต่ดวงดาวระยิบระยับ...ไม่เคยจะสะดุดล้มสักครั้งในชีวิต พี่ว่ามันคุ้มสำหรับเราไหม?”

หลินเซียวนิ่งไป

ตรงชั้นล่าง

หัวหน้าฟางโทรออกไปยังเบอร์ของหลี่ฉุ่พลางเอ่ยปากอย่างห้วนๆ “หลินเฉิงบอกกับฉันอย่างชัดเจนว่าพวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเลยสักบาท เขาแค่อยากช่วยไอ้ฉินอวี่นั่นและเป็นเพราะเหตุผลส่วนตัวล้วนๆ”

“ถ้างั้นก็แสดงว่ามันจะไม่ยุ่งกับไอ้ตำรวจคนนี้ใช่ไหม?” หลี่ฉุ่ถามด้วยความตื่นเต้น

“ใช่” หัวหน้าฟางพยักหน้า

...........................................................................

จบบทที่ Special District 9 ตอนที่ 340 เบื้องล่างวิ่งรนแทบตาย แพ้คำสั่งเพียงคำเดียวของเบื้องบน

คัดลอกลิงก์แล้ว