เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 58 ชัยชนะครั้งใหญ่ (ฟรี)

ตอนที่ 58 ชัยชนะครั้งใหญ่ (ฟรี)

ตอนที่ 58 ชัยชนะครั้งใหญ่ (ฟรี)


ตอนที่ 58 ชัยชนะครั้งใหญ่

“กลับไปต้องฝึกหลอมโอสถให้ได้ไวๆ ถ้าจะใช้หินวิญญาณแต่จากการปล้นชิง แบบนี้ไม่ยั่งยืนแน่ แถมสักวันอาจถูกสำนักกระถางทองตามเจอ เอาชีวิตไปแลกกับหินวิญญาณไม่คุ้มค่าเลย”

เขาพึมพำพลางเก็บถุงมิติเสร็จ แล้ววางฝ่ามือแตะที่หน้าอกศพศัตรู ดึงหทัยเซียนออกมาดูดซับจนทั่วร่าง

พลังไหลบ่าเข้าภายในราวแต้มปราณสามพันหน่วย ทำให้เขารู้สึกโล่งสบายอย่างยิ่ง

“พอฝึกได้อีกสักพักใหญ่เลยทีเดียว” เขากล่าวเบาๆ จากนั้นก็มองไปยังกองทัพกบฏที่กำลังแตะกระเจิง

ห้าผู้พิทักษ์ของแคว้นกู่เฟิงกำลังสังหารอย่างบ้าคลั่ง ระดับพลังของพวกเขา ต่อให้สู้กับทหารนับพันก็ไม่ต่างจากตัดหญ้า

“ศพนี่...คงเก็บไว้ไม่ได้หรอก ไว้พบกันชาติหน้าแล้วกัน” เขาส่ายหน้าเบาๆ

ในเมื่อฆ่าในสายตาศิษย์พี่ร่วมสำนัก หากตอนเก็บศพมีคนของสำนักกระถางทองหรือสำนักหมื่นกระบี่มาตรวจเจอศพอยู่ในถุงมิติของเขา มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่

ดังนั้น เขาจึงฝังพยานหลักฐานเสียตรงนี้ ปล่อยให้ซากถูกเหยียบย่ำจนเละ ระบุตัวตนไม่ได้

“พอเห็นเครื่องแบบก็รู้ว่าเป็นของสำนักกระถางทอง ก็พูดได้ว่าฆ่าแล้วก็ไปช่วยศิษย์พี่คนอื่นต่อ” เขาคิดอย่างเยือกเย็น

แน่นอน หทัยเซียนของศัตรูไม่ได้อยู่ในร่างนั้นอีกแล้ว เพราะตอนนี้มันอยู่ในกำมือของเขา

แล้วหากมีคนถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับหัวใจของคนผู้นี้

แน่นอน เขามีวิธีปกปิดอยู่

อวิ๋นซูควักหัวใจจากศพผู้นำกองทัพกบฏออกมา แล้วค่อยๆ อัดปราณใส่เข้าไปจนมันกลับมีชีพจรเต้นอีกครั้ง

“เท่านี้...ก็ดูเหมือนจริงพอแล้ว”

เขาโยนมันเข้าไปในศพศิษย์สำนักกระถางทอง โยนออกไป ปล่อยให้ถูกเท้าทหาร และม้าเหยียบจนร่างแหลกไม่เหลือรูปร่าง

ปลอมแปลงหลักฐาน เขาทำอย่างตั้งใจทุกขั้นตอน

จากนั้น เขาจึงเงยหน้ามองสมรภูมิโดยรอบอีกครั้ง

“ฉู่หวงเยวี่ย...แข็งแกร่งกว่าที่คิดไว้เสียอีก”

เขาเห็นนางร่วมมือกับศิษย์ขั้นหลอมปราณระดับสูงสองคน ร่วมกันกดดันศัตรูขั้นหลอมปราณระดับสูงสุดจนแทบหายใจไม่ออก

สำหรับผู้บำเพ็ญเซียนขั้นหลอมปราณระดับสี่ นี่คือผลงานที่น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก

แต่ต่อให้ไม่มีสองคนนั้นช่วยเหลือ เขาก็เชื่อว่าฉู่หวงเยวี่ยก็ยังพอรับมือได้ด้วยตัวเอง

บาดแผลของนางแม้จะหายแล้ว แต่ร่องรอยยังคงอยู่ ทว่าพลังกลับไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย

นี่สินะ “ตัวเอกแห่งชะตาฟ้า”

อวิ๋นซูหัวเราะเบาๆ ตัวเขาเองก็ข้ามขั้นได้เพียง “หนึ่งระดับหลัก” เท่านั้น ต้องอาศัยเคล็ดวิชา และจังหวะ แต่ฉู่หวงเยวี่ยกลับข้ามได้ถึง “สองระดับหลัก” เกือบแปดระดับเล็ก จากขั้นหลอมระดับสี่ถึงขั้นหลอมปราณระดับสิบสอง

แถมยังอวดพลังอย่างไม่เกรงกลัวใคร นี่แหละสตรีที่เกิดมาเพื่อยืนหยัดเหนือผู้คน

เขาคิดพลางยืดเส้นยืดสาย “ดีเหมือนกัน ข้าไม่ต้องขยับมืออีก”

เพราะตอนนี้สนามรบไม่มีใครอ่อนแอพอให้เขา “เก็บซาก” ได้อีกแล้ว

วิธีที่เขาใช้เมื่อครู่ ต้องอาศัยจังหวะพลังศัตรูตกหล่น และความประมาทเล็กน้อย ถ้าจะทำอีกครั้งคงยากเต็มที

เขาย่อมไม่คิดปีนป่ายขึ้นไปโจมตีศัตรูขั้นก่อรากฐานแน่นั่นคือ การฆ่าตัวตาย

ศึกบนฟ้ากลับเริ่มผลิกผัน ศิษย์สำนักหมื่นกระบี่ที่เมื่อครู่ยังคงตกเป็นรอง ตอนนี้กลับเริ่มได้เปรียบ

เมื่อศิษย์สำนักกระถางทองขั้นหลอมปราณระดับสูงสุดตายลง สมดุลแห่งพลังก็พลิกกลับในเวลาไม่นาน

เสียงตะโกนหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความโกลาหล

“ถอย!!”

เสียงนั้นเยือกเย็นปนขมขื่น แต่เต็มไปด้วยความจำยอม

ศิษย์สำนักกระถางทองทุกคนได้ยิน ต่างรีบเปิดยันต์เคลื่อนย้าย เตรียมหลบหนี

“คิดจะหนีงั้นรึ?” ฉู่หวงเยวี่ยแค่นเสียง ใบหน้าเย็นเฉียบ

“เจ้าฆ่าข้าไม่ได้หรอก” ศัตรูยังพูดไม่ทันจบ นางก็ปล่อยเคล็ดหลอมจิตเทพออกมาทันที

แรงสั่นสะเทือนแห่งจิตกระแทกเข้าใส่สมองศัตรู ทำให้ดวงตาพร่าเพียงพริบตา และนั่นก็เพียงพอ

แสงทองคำระเบิดตรงหน้าเขา

ปัง!!

หัวของศิษย์สำนักกระถางทองแตกละเอียด ก่อนที่กระบี่ของศิษย์สำนักหมื่นกระบี่อีกสองคนจะตามซ้ำ จนร่างของเขาระเบิดเป็นหมอกเลือด

เลือดสาดเต็มท้องฟ้า

อวิ๋นซูนั่งอยู่บนโขดหินไกลๆ มองภาพนั้นแล้วเพียงพยักหน้า “คาดไว้อยู่แล้ว...นางจะปล่อยให้ศัตรูรอดกลับไปได้ยังไง”

แต่ก็อดเสียดายไม่ได้ “ศัตรูขั้นหลอมปราณระดับสูงสุดทั้งที ของดีจะมากแค่ไหนกันนะ”

เขาคิดอยากลงไปเก็บตกศัตรูอีกสักหน แต่คิดได้ว่า คราวก่อนยังพออ้างได้ว่าโชคช่วย ถ้าอีกครั้งคงไม่มีใครเชื่อแล้ว

ผลประโยชน์มีเท่าไรก็ไม่พอ แต่ชีวิตมีเพียงหนึ่งเดียว

ในขณะเดียวกัน ฉู่หวงเยวี่ยที่เพิ่งฆ่าศัตรูเสร็จพลันรู้สึกถึงสายตาบางอย่าง

นางหันขวับไป เห็นอวิ๋นซูนั่งอยู่ไกลบนเนินเขา มองมาด้วยสีหน้า... “เสียดาย”

อวิ๋นซู “…”

นี่สินะ สัญชาตญาณของนางเอก เขาคิดในใจ

แม้จะอยู่ห่างมาก และเขาแทบไม่ได้จ้องนางตรงๆ แต่นางก็ยังรู้ตัวได้ ราวกับลมหายใจของเขาถูกอ่านออกหมด

“จะเห็นก็เห็นเถอะ” เขายักไหล่ แล้วลุกขึ้นอย่างสงบ เดินจากไปโดยไม่หันกลับ

ฉู่หวงเยวี่ยก้มหน้าครุ่นคิด

ทำไมเขาถึงดูใจเย็นนัก?

เขาออกแรงสู้หรือไม่กันแน่?

แท้จริงแล้วพลังของเขาอยู่ระดับใดกัน...

คำถามมากมายผุดขึ้นในใจนาง

แม้ตอนที่เขาออกมือ นางจะมัวแต่จดจ่อกับคู่ต่อสู้จึงไม่ได้เห็นเองกับตา แต่จากสีหน้าเรียบเฉย และท่าทีไม่หวั่นไหวของเขา นางก็พอเดาได้ว่า

สำหรับอวิ๋นซูแล้ว...สนามรบแห่งนี้ คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งชัดเจน

ศึกครั้งนี้ สำนักหมื่นกระบี่กำชัยชนะอย่างสมบูรณ์

ศิษย์สำนักกระถางทองที่เหลือต่างเปิดยันต์หลบหนีไปหมด

แม้จะสามารถไล่ตามเพื่อสร้างแผลหนักได้ แต่ทุกคนก็เลือกจะหยุดไว้แค่นี้ เพราะไม่มีใครรู้ว่าเบื้องหลังอาจมี “กับดัก” รออยู่หรือไม่

ชัยชนะจึงถูกปิดฉากลง ท่ามกลางเสียงลมที่พัดผ่านคาวเลือดของสงคราม...

“ชนะแล้ว”

บนกำแพงเมือง เสียงผู้คนยังคงแฝงด้วยความตื่นเต้น และโล่งใจจากชัยชนะที่ผ่านมา

มีศิษย์พี่คนหนึ่งเดินเข้ามาหาอวิ๋นซู พลางถามขึ้นอย่างสุภาพ “เจ้าเป็นศิษย์น้องจากยอดเขากระบี่วิญญาณใช่หรือไม่?”

“อืม ข้าชื่ออวิ๋นซู” เขาพยักหน้าตอบเรียบๆ

“ชื่อคุ้นหูนะ...” ศิษย์พี่จากยอดเขากระบี่เทวะขมวดคิ้วเล็กน้อย “เหมือนจะเคยเห็นในข่าวสำนักใน เจ้าคือสายหลอมกายสินะ ตอนนั้นศิษย์พี่เฉินยังอยู่ ข้ายังเคยร่วมภารกิจกับเขาอยู่เลย”

“ศิษย์พี่ พวกท่านอ่านข่าวประจำวันพวกนั้นด้วยหรือ?” อวิ๋นซูเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ นึกไม่ถึงว่าศิษย์ขั้นหลอมปราณระดับสูงสุดจะสนใจพวกข่าวเล็กน้อยเหล่านั้น

“ก็อ่านสิ ทำไมจะไม่อ่าน? ในนั้นมีเรื่องราวสนุกๆ เยอะนะ ไม่เหมือนประกาศของสำนักที่เต็มไปด้วยข้อบังคับจืดชืด” ศิษย์พี่จากยอดเขากระบี่เทวะหัวเราะ

แล้วเขาก็เว้นจังหวะ ก่อนพูดอย่างจริงใจ

“ครั้งนี้ต้องขอบใจเจ้ามาก หากไม่มีเจ้า เกรงว่าข้าคงถูกฆ่าไปแล้วแน่ๆ”

“ไม่ต้องเกรงใจหรอกศิษย์พี่ ข้าแค่บังเอิญหาจังหวะได้ก็เท่านั้นเอง” อวิ๋นซูรีบโบกมือปฏิเสธ

“ก็ได้ ถือว่าเป็นเหตุ ‘บังเอิญ’ แล้วกัน” ศิษย์พี่หัวเราะเบาๆ แต่ในแววตากลับไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อย

ต่อให้เป็นโชคช่วย แต่ศัตรูที่เขาฆ่าก็เป็น “ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นหลอมปราณระดับสิบเอ็ด” การที่กระบี่ของอีกฝ่ายหัก และหัวระเบิดคามือได้ มันไม่ใช่เรื่องที่ “บังเอิญ” จะทำได้แน่

เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจ สำนักหมื่นกระบี่ซ่อนมังกรไว้ลึกจริงๆ

ศิษย์น้องคนนี้ดูภายนอกเหมือนอยู่ขั้นหลอมปราณระดับสี่ แต่มองดูยังไงก็ไม่สมเหตุสมผล ต่อให้ใช้เคล็ดเร้นปราณกลบพลัง ก็ต้องชำนาญถึงขั้นสูงจึงจะปิดได้แนบเนียนขนาดนี้ แล้วใครจะลงทุนฝึกถึงขนาดนั้นกัน?

แต่จากที่เห็นกับตา เขากลับรู้สึกแน่ชัดว่า อวิ๋นซู “ไม่ได้มีพลังเพียงแค่นี้อย่างแน่นอน”

อยากซ่อน ก็ซ่อนไปเถิด ไม่พูดก็แล้วกัน เขาคิดในใจ

พักนี้สำนักหมื่นกระบี่เองก็ไม่สงบ

สำนักกระถางทองได้ข่าวลับอยู่บ่อยครั้ง รายละเอียดบางอย่างถึงขั้นตรงกับข้อมูลภายในของสำนักหมื่นกระบี่ ไม่มีทางเป็นเรื่องบังเอิญแน่

นั่นหมายความว่า ภายในสำนักมี “คนทรยศ” และอาจไม่ใช่แค่คนเดียวด้วยซ้ำ

ดังนั้นการซ่อนพลังเอาไว้ ก็ถือเป็นวิธีเอาตัวรอดอย่างหนึ่ง

ในเมื่อแม้แต่สำนักยังไว้ใจไม่ได้ ก็ต้องพึ่งพาตัวเองเท่านั้น

ถ้าแสดงพลังเกินไป มีหวังถูกหมายหัวทันที

พวกเขาทุกคนต่างเคยถูกลอบสังหารหลายครั้งแล้ว รอดมาได้ก็เพราะยังมี “ไพ่ลับ” อยู่ในมือ

หากไพ่ลับถูกเปิดเผย...นั่นหมายถึงจุดจบ

“ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าต้องขอบใจเจ้าอีกครั้ง” ศิษย์พี่ยอดเขากระบี่เทวะกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าไม่มีของมีค่าจะตอบแทน เจ้ายังรู้ไหม ตอนนี้ข้าต้องพึ่งหินวิญญาณเพื่อฟื้นพลังเกือบหมดตัวแล้ว...”

เขายกมือขึ้น แล้วพลันมีแสงปรากฏ กลายเป็นกระบี่ยาวเล่มหนึ่ง ตัวกระบี่บางเฉียบ ทอแสงเย็นขาวราวเงินแท้ ใบกระบี่เรียวเหมือนริ้วผ้าขาวสะบัดปลิว ดูไปคล้ายมังกรขาวกำลังว่ายท่ามกลางละอองเมฆ

กระบี่งดงาม สะอาด บางเบา แต่แฝงพลังแข็งแกร่ง

“นี่เป็นกระบี่หมอกพิรุณ ข้าสั่งหลอมจากผู้อาวุโสหลอมศาสตราประจำสำนัก ต่อจากนี้มันจะเป็นของเจ้า สมกับนาม ‘อวิ๋น’ แล้ว” เขากล่าวพลางโยนกระบี่เล่มนั้นมาให้

อวิ๋นซูรับไว้อย่างระมัดระวัง “ศิษย์พี่ กระบี่เล่มนี้ล้ำค่าเกินไป ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก”

เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง เพราะรู้ดีว่าตนได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ไม่มีเหตุผลจะรับของล้ำค่าเพิ่มอีก แม้จะถือว่าเป็นการช่วยชีวิตไว้ก็ตาม

แต่ศิษย์พี่กลับหัวเราะเบาๆ “ล้ำค่าอันใดกันเล่า กระบี่นี้ดั่งมังกรขาวแฝงในหมู่เมฆ อยู่กับข้าเสียของเปล่าๆ อยู่กับเจ้าถึงจะเปล่งประกายสมชื่อ ถึงขั้นก่อรากฐานยังใช้ได้ดีเลยทีเดียว”

ศิษย์พี่อีกคนหัวเราะขึ้น “อ้าว นี่ไม่ใช่กระบี่หมอกพิรุณของศิษย์พี่หลินหรอกหรือ? เจ้าตัดใจมอบให้กับคนอื่นแล้วรึ!”

“ใช่ ตอนนี้ก็ถือว่ามันได้เจ้าของที่คู่ควรเสียที”

เสียงหัวเราะดังลั่น

อีกคนพูดเสริม “ข้าเคยได้ยินชื่อกระบี่นี้อยู่ แต่ยังไม่เคยเห็นศิษย์พี่หลินใช้เลย พวกเจ้าก็รู้กระบี่ผู้ฝึกกระบี่ก็เหมือนสายสัมพันธ์ชายหญิง จะให้ใครมายืมง่ายๆ ได้อย่างไร? วันนี้เขายอมมอบให้ศิษย์น้องอวิ๋น แปลว่าเขายอมรับในตัวเจ้าจริงๆ”

อวิ๋นซู “…”

ฟังอย่างนี้ยิ่งรู้สึกไม่กล้ารับ ราวกับจะไปแย่งของรักของผู้อื่น เรื่องแบบนี้ไม่ควรทำจริงๆ

แต่หากปฏิเสธไปต่อหน้า ก็เท่ากับไม่รับไมตรีของอีกฝ่าย

“กระบี่นี้ข้าจำได้ว่า เขาไปให้ผู้อาวุโสโอวหยางหลอมให้ เสียหินวิญญาณไปหลายร้อยก้อน เจ้าก็รับไว้เถิด เป็นน้ำใจของเขา ถ้าเขาไม่จริงใจ คงไม่ยอมให้หรอก” อวี่จงเหยียนพูดพลางหัวเราะ

อวิ๋นซูจึงพยักหน้ารับ “ถ้าเช่นนั้น ข้าขอรับไว้ด้วยความยินดี”

จากนั้นเขาก็หยิบม้วนคัมภีร์ออกมาแล้วยื่นให้ “แต่ข้าก็ไม่อาจรับไว้เปล่าๆ ศิษย์พี่พูดเองว่าเคล็ดวิชากระบี่ของท่านยังไม่แข็งพอ ข้านำเคล็ดวิชานี้มอบให้ตอบแทนก็แล้วกัน”

ศิษย์พี่เปิดดูพลันตาโต “เคล็ดกระบี่เพลิงตะวัน?”

เสียงฮือฮาดังขึ้นในหมู่ศิษย์พี่ที่อยู่รายรอบ

ชื่อเคล็ดวิชานี้ฟังดูยิ่งใหญ่ แต่แท้จริงกลับเป็นวิชาทั่วไปที่หาซื้อได้ในตลาดเชิงเขา ราคาเพียงสองร้อยหินวิญญาณเท่านั้น แม้ในสำนักก็มีสำเนาในราคาถูกกว่าเล็กน้อย

แต่มันก็เพียงพอจะเป็น “ของตอบแทนอย่างเหมาะสม”

“ศิษย์น้อง เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว ข้าแค่พูดเล่นเท่านั้นเอง เคล็ดวิชากระบี่ของข้าก็ไม่ได้แย่อะไรนัก ถึงจะแพ้วิชากระบี่เพลิงตะวันอยู่บ้างก็เถอะ” ศิษย์พี่หลินหัวเราะพลางโบกมือ

อวิ๋นซูหัวเราะ “ศิษย์พี่เอาทรัพย์ทั้งหมดไปลงทุนกับกระบี่ แต่ไม่ลงทุนกับเคล็ดวิชา แบบนี้ไม่เสียสมดุลหรือ?”

“ฮ่าฮ่า ก็วัยหนุ่มน่ะนะ ใครไม่หลงของเงาวับบ้างเล่า” ศิษย์พี่หลินหัวเราะเสียงดัง

“หลงเสียจนกระเป๋าแห้งเลยสิไม่ว่า” อีกคนแซว “ข้าจำได้ว่าเจ้าทุ่มเงินเก็บทั้งหมดลงไปในกระบี่เล่มนี้แทบหมด!”

“ใช่แล้ว ยังไม่ทันได้เห็นเจ้าใช้มันอย่างจริงจังเลยสักครั้ง”

“ของล้ำค่าเช่นนั้น ใครจะกล้าใช้พร่ำเพรื่อกัน”

เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วกำแพง

อวิ๋นซูยื่นตำรากลับไปอีกครั้ง “ศิษย์พี่รับเถิด ถ้าไม่รับ ข้าก็ไม่รับกระบี่เช่นกัน”

เห็นแววตาจริงจังของเขา ศิษย์พี่หลินจึงพยักหน้ายอมรับ “เช่นนั้นข้าก็ขอบใจเจ้าแล้วกัน”

อวิ๋นซูยิ้มบาง ๆ “นี่แหละถึงจะถูกต้อง”

สำหรับเขา เคล็ดวิชากระบี่เพลิงตะวัน ถูกแทนที่ไปนานแล้ว ไม่อาจใช้ได้อีก ถือโอกาสมอบให้เป็นไมตรีก็ยังดี อีกทั้งยังช่วยกลบเกลื่อนร่องรอยบางอย่างในตัวเขา ไม่ให้ผู้ใดจับพิรุธได้

เป็นการปิดทางสงสัยอย่างชาญฉลาด

เขาเหลือบมองรอบๆ แล้วอดไม่ได้จะคิดอีกครั้งถึงความมั่งคั่งของสำนักกระถางทอง แค่กระบี่ขั้นหลอมปราณระดับสูงหนึ่งเล่ม ถึงกับทำให้ศิษย์สายในอาวุโสของสำนักหมื่นกระบี่รู้สึกลำบากใจ แต่สำหรับอีกฝ่ายแล้ว กระบี่แบบนี้ศิษย์สายในธรรมดายังถือได้ทุกคน

ความต่างระหว่างสองสำนัก มองก็เห็นได้ชัดเจน

อวิ๋นซูถอนหายใจเบา ๆ แล้วไม่พูดต่อ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยในศึกใหญ่

มีเพียงฉู่หวงเยวี่ยที่ยืนมองเขาเงียบ ๆ สีหน้าครุ่นคิด

พลังของเขา...แข็งแกร่งถึงเพียงนั้นเลยหรือ?

จากคำพูดของศิษย์พี่เมื่อครู่ นางพอเดาได้ว่า อวิ๋นซู “ฆ่าศิษย์ขั้นหลอมปราณระดับสูงสุดของสำนักกระถางทองได้ด้วยตัวเอง”

ศัตรูแบบนั้นคือ ยอดอัจฉริยะ ไม่ใช่แค่คนธรรมดา!

แต่รายละเอียดกลับมีเพียงคำบอกเล่าครึ่งๆ กลางๆ คงมีเพียงเขากับศิษย์พี่หลินเท่านั้นที่รู้ความจริงทั้งหมด

ฉางอี้เดินเข้ามาตบไหล่อวิ๋นซูด้วยรอยยิ้ม “ไม่เลวเลย ศิษย์น้อง รุ่นเราคงไปได้เท่านี้แล้ว ต่อไปต้องพึ่งพาพวกเจ้าผงาดขึ้นแทนแล้วละ”

เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบตัว แต่ก็มีเพียงคนเดียวที่สีหน้าไม่สู้ดี ฉินหลิงอวี่

โดยเฉพาะเมื่อเขาเห็นฉู่หวงเยวี่ยมองอวิ๋นซูอยู่เนืองๆ แววตาของเขายิ่งมืดมนลง

“พวกเจ้าคอยดูไปเถอะ...” เขาพึมพำพลางเบือนหน้าหนี

อวี่จงเหยียนเห็นบรรยากาศเริ่มแปลก จึงรีบพูดขึ้น “เราจะพักที่นี่สักระยะ ส่วนศิษย์ที่มารับสมัครศิษย์ใหม่ ให้ศิษย์พี่ฉางพากลับสำนักก่อน ศัตรูเสียศิษย์ระดับสูงไปสองคน ย่อมไม่ยอมเลิกราง่ายๆ แน่”

อีกคนเสริม “เมืองนี้ต้องรักษาไว้ให้ได้ หากเสียเมื่อไร สถานการณ์จะพลิกกลับทันที”

ศิษย์พี่อีกผู้หนึ่งกลับพูดอย่างสงบ “จริง ๆ แล้วพวกเราหลายคนสามารถกลับได้แล้วนะ ครั้งนี้พวกมันแพ้ยับ ทั้งศิษย์สำนักกระถางทอง และพวกกบฏ เมื่อผู้นำถูกฆ่า คนที่เหลือย่อมแตกกระเจิงอยู่แล้ว”

“ใช่ ตอนนี้พวกมันเสียศิษย์ระดับสูงไปสองคน จะรีบร้อนหาทางรวบรวมกำลังใหม่ คงจัดศึกใหญ่ไม่ได้ในเร็ววัน เมืองนี้ไม่ต้องใช้คนมากมาเฝ้า มีผู้พิทักษ์สองสามคนของราชวงศ์อยู่ก็พอแล้ว”

เสียงเห็นพ้องดังขึ้นเป็นระลอก

สุดท้ายที่ประชุมก็ได้ข้อสรุป ให้กองกำลังหลักกลับนครหลวง

ส่วนศิษย์ที่มารับสมัครศิษย์ใหม่ให้กลับสำนักโดยมีฉางอี้คอยคุ้มกัน

เพราะยังมีฉู่หวงเยวี่ย และฉินหลิงอวี่อยู่ในกลุ่มนี้ สำนักจึงไม่กล้าปล่อยไปตามลำพัง

แม้จำนวนคนจะลดลง แต่ทุกคนก็เห็นพ้องว่า “ปลอดภัยพอสมควร” แล้ว

ถึงสำนักกระถางทองจะลอบสังหารได้อีก ก็ไม่มีผลนัก ฆ่าพวกเขาหมดก็แค่ชั่วคราว สำนักหมื่นกระบี่จะส่งศิษย์คนอื่นๆ ที่แข็งแกร่งกว่าออกมารับหน้าแทนอยู่ดี

เพราะสุดท้ายแล้ว ศึกแย่งชิงแคว้นนี้ มันไม่สำคัญว่าใครจะอยู่หรือตาย แต่สำคัญที่ “ใครจะครอบครองผืนแผ่นดิน” ต่างหาก...

จบบทที่ ตอนที่ 58 ชัยชนะครั้งใหญ่ (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว