- หน้าแรก
- ระบบช่วยชีวิต บนเกาะมรณะ
- บทที่ 1: มวลมนุษยชาติจุติลงบนเกาะ
บทที่ 1: มวลมนุษยชาติจุติลงบนเกาะ
บทที่ 1: มวลมนุษยชาติจุติลงบนเกาะ
"อ๊าก! หนีเร็ว! เร็วเข้า!!!"
ขณะที่หลี่เย่กำลังเดินทางไปทำงาน จู่ๆ ผู้คนที่สัญจรไปมาก็กรีดร้องออกมาด้วยความหวาดผวาและวิ่งหนีเตลิดไปคนละทิศคนละทาง
"เกิดอะไรขึ้น?"
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าตามสายตาของคนอื่นๆ ก่อนที่รูม่านตาจะหดเล็กลงด้วยความตกตะลึง
อุกกาบาตนับไม่ถ้วนกำลังพุ่งทะยานลงมายังพื้นโลกด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ!
"สวัสดีเหล่าเพื่อนมนุษย์! ยินดีต้อนรับสู่ดาววารี!"
เสียงจักรกลที่แฝงไปด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อยดังขึ้น ดึงสติหลี่เย่ให้หลุดจากภวังค์
เสียงนั้นกล่าวย้ำ "ทุกคนโปรดอย่าตื่นตระหนก ที่นี่คือดาวเคราะห์ดวงใหม่ซึ่งมีชื่อว่าดาววารี ดาวเคราะห์สีน้ำเงินบ้านเกิดของพวกคุณกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ หรือจะเรียกตามภาษาพวกคุณก็คือ การเผชิญหน้ากับวันสิ้นโลก"
หน้าจอแสงโฮโลแกรมปรากฏขึ้นตรงหน้าหลี่เย่กะทันหัน ภาพที่ฉายคือดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงเดิมที่บัดนี้เต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหาย ทั้งอุกกาบาตพุ่งชน แผ่นดินไหว สึนามิ ภูเขาไฟระเบิด สภาพอากาศร้อนจัดและหนาวจัด ไวรัสระบาด ไปจนถึงการกลายพันธุ์ ภัยพิบัติทุกอย่างกำลังเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วทุกมุมโลก โลกทั้งใบได้พังทลายลงจนเหลือเพียงซากปรักหักพัง
"ระบบดาววารีได้ทุ่มเทพลังงานมหาศาลเพื่อเคลื่อนย้ายมวลมนุษยชาติทั้งหมดมายังดาววารีของเราเป็นการชั่วคราวก่อนที่ภัยพิบัติจะปะทุขึ้น เมื่อใดที่ภัยพิบัติบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินของพวกคุณยุติลง และสภาพแวดล้อมรวมถึงภูมิอากาศกลับมาเหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของมนุษย์อีกครั้ง พวกคุณสามารถเลือกได้ว่าจะอาศัยอยู่ที่นี่ต่อไป หรือจะกลับไปฟื้นฟูดาวเคราะห์สีน้ำเงินบ้านเกิด"
เสียงนั้นเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อให้ทุกคนได้มีเวลาประมวลผลข้อมูลที่ได้รับ ก่อนจะกล่าวต่อ "หลังจากการเคลื่อนย้ายพวกคุณมายังดาววารี เราได้ใช้พลังงานเฮือกสุดท้ายเพื่อรักษาสภาพทรัพยากรดั้งเดิมบางส่วนของดาวเคราะห์สีน้ำเงินเอาไว้ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทรัพยากรเหล่านี้จะลอยมาตามน้ำบริเวณรอบเกาะของพวกคุณทุกวัน ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นในระหว่างที่พวกคุณตกของเหล่านี้ เราหวังว่าพวกคุณจะขยันขันแข็งในการเพาะปลูก ถางที่ดิน กักตุนเสบียง และทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชีวิตรอดให้จงได้"
"พื้นที่บนดาววารีมีจำกัด เราจึงสามารถมอบเบ็ดตกปลาให้พวกคุณได้เพียงคนละหนึ่งคัน พร้อมกับเกาะส่วนตัวขนาดสามตารางเมตร หลังจากผ่านพ้นระยะเวลาคุ้มครองเจ็ดวันไปแล้ว พวกคุณสามารถรวมเกาะกับคนที่ไว้ใจได้ ทางเราจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม โปรดจำไว้ว่าแม้ท้องทะเลจะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากร แต่มันก็เป็นแหล่งอาศัยของปลาขนาดใหญ่ที่ดุร้ายเช่นกัน ซึ่งทางเราจะควบคุมให้ปลาขนาดใหญ่เหล่านั้นอยู่ในภาวะจำศีลตลอดช่วงเจ็ดวันแรก"
"สำหรับบนเกาะ หนึ่งฤดูกาลจะกินระยะเวลาสามสิบวัน และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในแต่ละฤดูจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ สามารถคราฟต์ขึ้นมาเอง ซื้อจากร้านค้า หรือนำสิ่งของไปแลกเปลี่ยนกับผู้อื่นก็ได้"
"สุดท้ายนี้ ขอให้พวกคุณยังคงรักษาความเมตตาเอาไว้ คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สืบทอดประกายไฟแห่งอารยธรรม และมีชีวิตรอดต่อไปให้ได้"
หลี่เย่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการเรียบเรียงความคิดและยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น เธอเคยอ่านนิยายแนววันสิ้นโลกมาไม่น้อย และยังเคยแห่กักตุนเสบียงตามกระแสเพื่อซื้อความอุ่นใจให้กับตัวเองอยู่พักหนึ่ง ทว่าในเวลาต่อมา โลกออนไลน์ก็ฮิตกระแสมินิมอลลิสต์ โดยมีค่านิยมที่ว่าบ้านราคาตารางเมตรละเป็นแสนไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นที่เก็บของไร้ค่า บางคนถึงขั้นโยนโต๊ะกาแฟและเก้าอี้ทิ้ง จนบ้านโล่งเตียนราวกับเป็นบ้านร้าง ส่วนหลี่เย่นั้นเป็นคนขี้เกียจ ประกอบกับของที่ตุนเอาไว้ก็ยังใช้ไม่หมด เธอจึงยังไม่ทันได้วิ่งตามกระแสมินิมอลลิสต์ก่อนที่จะถูกส่งตัวมาที่นี่เสียก่อน
เธอกวาดสายตามองสำรวจเกาะของตัวเอง มันมีรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสและมีต้นมะพร้าวเพียงต้นเดียวตั้งตระหง่านอยู่ริมขอบเกาะ ใต้โคนต้นไม้มีเบ็ดตกปลาไม้ไผ่วางอยู่หนึ่งคัน นอกเหนือจากนั้นก็มีเพียงตัวเธอเองกับกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิไซส์ยักษ์ในมือเท่านั้น
"ร้อนจะตายอยู่แล้ว!"
เธอรีบวางกระบอกน้ำลงแล้วถอดเสื้อแจ็คเก็ตขนเป็ด ผ้าพันคอแคชเมียร์ เสื้อกั๊กขนเป็ด และเสื้อสเวตเตอร์แคชเมียร์ออก ตามด้วยกางเกงวอร์มซับในฟลีซสีดำและรองเท้าผ้าใบ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกร้อนอบอ้าวอยู่ดี เธอจึงถอดถุงเท้าผ้าฝ้ายออกแล้วยัดเข้าไปในรองเท้า จนตอนนี้บนตัวเหลือเพียงชุดลองจอนผ้าฝ้ายและชุดชั้นในเท่านั้น
ระหว่างการถอดเหลือแค่ชุดชั้นในทูพีซกับการทนใส่เสื้อผ้าที่ร้อนหน่อยแต่ช่วยกันแดดได้ หลี่เย่ตัดสินใจพับแขนเสื้อและขากางเกงขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทนเอาแบบนี้ไปก่อนก็แล้วกัน สิ่งสำคัญตอนนี้คือต้องดูว่าบริเวณรอบๆ มีทรัพยากรลอยมาบ้างหรือไม่
มือเรียวคว้าเบ็ดตกปลาขึ้นมาถือไว้พลางทอดสายตามองออกไปเบื้องหน้า ทว่าไกลสุดลูกหูลูกตากลับไม่มีวี่แววของสิ่งที่ดูเหมือนทรัพยากรเลยแม้แต่น้อย ดูท่าว่าทรัพยากรจะมีอยู่อย่างจำกัดจริงๆ
เธอไปยืนหลบแดดอยู่ใต้ต้นมะพร้าวและเพ่งมองขึ้นไปด้านบน มีลูกมะพร้าวขนาดเท่าชามข้าวอยู่สามลูก แต่เห็นได้ชัดว่าพวกมันยังไม่สุก
ขณะที่หลี่เย่ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นทรายพลางครุ่นคิดถึงชะตากรรมในอนาคตของตนเอง จู่ๆ เสียง "ติ๊ง!" ก็ดังก้องขึ้นในหัว