เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 260 จือโบตกอยู่ในอันตราย

ตอนที่ 260 จือโบตกอยู่ในอันตราย

ตอนที่ 260 จือโบตกอยู่ในอันตราย


ตอนที่ 260 จือโบตกอยู่ในอันตราย

สิ่งที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายไม่ใช่พลังลมปราณอีกต่อไป แต่มันเป็นพลังลมปราณแท้จริง !

ทั้งสองไม่ใช่สิ่งที่จะดำรงอยู่ด้วยกันได้ !

หยดน้ำพลังลมปราณหยางที่กักเก็บอยู่ในจุดตันเถียน 70-80 หยด ในตอนนี้เหลือเพียง 20 หยดเท่านั้น

แต่ว่า การดำรงอยู่ของหยดน้ำทุกหยด เทียบเท่ากับหยดน้ำพลังลมปราณ 3-4 หยดในก่อนหน้านี้ ! หยดน้ำพลังลมปราณหยางเช่นนี้ จะระเบิดพลังแห่งการฆ่าที่น่าหวาดกลังยิ่งกว่าเดิมอย่างยิ่ง

หลังจากที่บรรลุเขตแดนลมปราณแท้จริง พลังลมปราณภายในร่างกายของผู้ฝึกยุทธุ์ จะแบ่งระดับขั้นเช่นเดียวกัน จากขั้นที่ 1 ถึงขั้นที่ 9 โดยขั้นที่ 1 เป็นขั้นที่สูงสุด ขั้นที่ 9 เป็นขั้นที่ต่ำสุด ! แม้ว่าการแบ่งระดับขั้นเช่นนี้จะไม่สามารถระบุถึงความแข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธุ์ที่เพิ่งบรรลุเขตแดน แต่มันเป็นวิธีการแบ่งระดับขั้นที่ผู้คนส่วนใหญ่ยอมรับ

ผู้ฝึกยุทธุ์โดยทั่วไป เมื่อบรรลุเขตแดนลมปราณแท้จริง หากไม่มีสมบัติแห่งฟ้าสวรรค์ค่อยช่วยเหลือ พลังลมปราณแท้จริงของพวกเขาจะอยู่ในขั้นที่ 9 เท่านั้น

แม้จะมีสมบัติแห่งฟ้าสวรรค์ในการช่วยเหลือ ก็ทำได้เพียงก้าวขึ้นไปอยู่ในขั้นที่ 8 แม้จะเป็นเช่นนี้ ก็ถือได้ว่าเป็นความโชคดีอย่างเหลือล้น มันเพียงพอที่จะทำให้คนจำนวนมากหัวเราะจนไม่อาจหยุดลงได้

พลังลมปราณในระดับขั้นเช่นนี้เมื่ออยู่ในสงครามการต่อสู้มันสามารถแสดงพลังความแข็งแกร่งที่มากกว่าพลังลมปราณสามัญทั่วไป แต่มันเป็นการบรรลุเขตแดนลมปราณแท้จริงในเริ่มแรก หากเผชิญหน้ากับยอดฝีมือแห่งเขตแดนลมปราณแท้จริง แม้ว่าระดับขั้นของพลังลมปราณแท้จริงจะอยู่ในขั้นที่สูงกว่า อาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขา

ระดับขั้นของพลังลมปราณแท้จริง ในอนาคตมันจะแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่จากการบ่มเพาะและฝึกฝนของผู้ฝึกยุทธุ์

ไม่ว่าจะบ่มเพาะพลังแห่งเขตแดนจุดถึงเขตแดนเทพสวรรค์ขั้นสูงสุด หากมีความโชคดีที่เกิดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ พลังลมปราณแท้จริงจะอยู่ในระดับขั้นที่ 3 หรือ 4 เท่านั้น น้อยคนนักที่จะบ่มเพาะและฝึกฝนจนมันอยู่ในระดับขั้นที่ 2 ส่วนพลังลมปราณในระดับขั้นที่ 1 เป็นเพียงเรื่องราวในตำนานเท่านั้น

สามารถกล่าวได้เช่นนี้ ในขณะที่ผู้ฝึกยุทธุ์คนหนึ่งบรรลุเขตแดนลมปราณแท้จริง ระดับขั้นของพลังลมปราณแท้จริงจะเป็นตัวชี้วัดความก้าวหน้าในอนาคตของเขา มันเป็นรากฐานอย่างนี้ของชีวิต

ในขณะที่เหล่าอัจฉริยะบรรลุเขตแดนลมปราณแท้จริง อย่างน้อยที่สุดพลังลมปราณของพวกเขาจะอยู่ในขั้นที่ 7 และยังมีคนก้าวกระโดดไปยังระดับขั้นที่ 6 อีกด้วย ระดับขึ้นที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ ความก้าวในอนาคตของพวกเขาจะดีขึ้นเรื่อยๆเช่นเดียวกัน

หยางไค่ไม่ทราบว่าพลัวลมปราณแท้จริงที่อยู่ในร่างกายของตนเองอยู่ในระดับขั้นที่เท่าใด แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาคงไม่สามารถอยู่ในระดับขั้นที่ต่ำ อย่างน้อยที่สุดพลังลมปราณแท้จริงของเขาจะอยู่ในขั้นที่ 6-7 หรือสูงกว่านั้น

หยดวารีเปลวเพลิง ผลึกน้ำแข็งนพเก้า สิ่งใดที่ไม่ใช่สมบัติฟ้าสวรรค์แห่งการขัดเกลาพลังลมปราณ ? พวกมันล้วนเป็นสมบัติแห่งฟ้าสวรรค์ที่ยากต่อการค้นพบแต่หยางไค่กลับได้ใช้มันทั้งสองอย่าง

ควบคู่กับการพยายามแผดเผาและขัดเกลาพลังลมปราณขอตนเองในขณะที่อยู่ในเขตแดนผสานลมปราณขั้นที่ 7 ดังนั้นพลังลมปราณที่ก่อกำเนิดขึ้น ต้องแข็งแกร่งอย่างแน่นอน

หยางไค่หมุนตัวสำรวจไปทั่วบริเวณ ทันใดนั้นสีหน้าของหยางไค่แปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน

มารปฐพี สถานการณ์เช่นไร ? หยางไค่กล่าวถามด้วยความสงสัย

เขาพบว่าสถานที่ตนเองกำลังดำรงอยู่ไม่ใช่บริเวณที่ถูกครอบคลุมจากหมอกที่หนาทืบ นอกจากนั้นบริเวณใกล้เคียงของเขายังไร้ซึ่งก้อนศิลาขนาดใหญ่ รอบๆบริเวณ กลับบริเวณผืนดินที่แห้งแล้ง เมื่อมองออกไป บริเวณระยะที่ห่างไกลจะเป็นป่าที่เขียวชอุ่ม และหุบเขา

หลายวันได้มีพลังที่แปลกประหลาดพุ่งออกมาอย่างกะทันหัน จากนั้นข้าและนายน้อยจึงปรากฏอยู่ในสถานที่แห่งนี้ แต่ในตอนนั้นท่านกำลังอยู่ในช่วงสุดท้ายของการบรรลุเขตแดนลมปราณแท้จริง ข้าจึงไม่ได้รบกวนท่าน

หยางไค่ขมวดคิ้ว สีหน้าเต็มไปด้วยประหลาดใจ

ดูเหมือนว่าตัวเองถูกส่งออกมายังสถานที่แห่งหนึ่ง

ก่อนหน้านี้หลิงไท่ซู่เคยกล่าวว่า เมื่อเขาไปยังสถานที่แห่งนี้เพื่อบ่มเพาะพลังและฝึกฝนวิชายุทธุ์ ไม่ต้องหาทางออก เพราะไม่มีทางที่จะพบเจอ เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่เหมาะสมจะสามารถออกมาได้เอง มันมีเวลาของมันอาจจะยาวนานเป็นปี หรือสั้นๆเพียงไม่กี่เดือน

ดูเหมือนว่าระยะเวลาคงไหลผ่านไปเกือบ 1 ปี

หลังจากที่เสร็จสิ้นการฝึกยุทธุ์และบ่มเพาะพลังในสถานที่แห่งนี้ ผลึกผลาญจิตวิญญานเป็นสิ่งที่น่าเสียดายที่สุด ระยะเวลาเพียง 10 วันมันจะกลั่นตัวและก่อกำเนิดเป็นผลึกผลาญจิตวิญญาณ หากอยู่ในสถานที่แห่งนั้นอีกสักระยะ เขาคงได้รับผลึกผลาญจิตวิญญาณที่มากกว่านี้

แต่ท่ว่าหยางไค่พึงพอใจกับมัน เพราะตนเองได้เก็บเกี่ยวผลึกผลาญจิตวิญญาณถึงหลาย 10 หยด

สถานที่แห่งนี้น่าจะเป็นหุบเขาอเวจี สถานที่ต้องห้ามหนึ่งเดียวในอาณาจักรฮั่นที่ยิ่งใหญ่ ก่อนหน้าที่เขาตามหลิงไท่ซูเข้ามา เขาพบเจอกับสัตว์อสูรขั้นที่ 5 จำนวนมากมาย และยังดุดันและโหดเหี้ยม

หากออกไปในตอนนี้ คงต้องพึ่งพาตนเองเท่านั้น

ด้านหลังของเขาไร้ซึ่งการติดตามจากผู้อื่น พวกเขาคงออกจากหุบเขาอเวจีตั้งแต่แรก

พวกเขาล้วนเป็นอัจฉริยะของแต่ละสำนัก ความแข็งแกร่งในระดับสูง หากพบเจอกับสัตว์อสูรขั้นที่ 5 พวกเขาสามารถต่อต้านมันได้อย่างแน่นอน หากเป็นสัตว์อสูรขั้นที่ 6 หากไม่แข็งแกร่งมาก การหลบหนีไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา

นายน้อย สถานที่แห่งนี้ค่อนข้างประหลาด !

ประหลาดเช่นไร ?

หากไม่เป็นการรบวนขอให้ท่านบินขึ้นสู่กลางอากาศเพื่อตรวจสอบ ! มารปฐพีไม่ได้กล่าวอย่างละเอียด

หยางไค่พยักหน้า เขาปลดปล่อยปราณจิตสัมผัส ทันใดนั้น สถานการณ์หลาย 10 ลี้ได้ไหลเวียนเข้าสู่ความคิดของเขา ในครั้งเมื่อบรรลุเข้าสู่เขตแดนลมปราณแท้จริง ปราณจิตสัมผัสแข็งแกร่งมากกว่าเดิมโดยไม่ได้ตั้งใจ

เมื่อสัมผัสได้ว่ารอบบริเวณไร้ซึ่งอันรายที่ถึงแก่ชีวิต หยางไค่จึงกางเพลิงปีกอัคคีโลกันย์และบินขึ้นสู่กลางอากาศในทันที เขาก้มหน้าลงต่ำ ดวงตาหรี่ลงด้วยความไม่เชื่อ

เป็นเช่นนั้น............ มารปฐพีสูดลมาหยใจเข้า

ในสถานที่แห่งนี้.............ทำไมถึงดูคล้ายว่าถูกโจมตีจากฝ่ามือของใครคนหนึ่ง ? หยางไค่ขมวดคิ้วไว้แน่น

บริเวณที่ห่างไกลออกไปประมาณ 10 ลี้ แห้งแล้งไปทั่วบริเวณ ต้นหญ้าไม่ถือกำเนิด ต้นไม้ถูกทำลานจนโค่นล้ม หากจ้องมองอย่างละเอียด จะมองเห็นตราประทับแห่งฝ่ามือ โดยมันได้ครอบคลุมระยะบริเวณกว่าหลาย 10 ลี้

อืม น่าจะถูกโจมตีจากใครคนหนึ่ง

เป็นใครกันที่มีความแข็งแกร่งที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้ ? สีหน้าของหยางไค่เปลี่ยนแปลงไป การโจมตีเช่นนี้ ความแข็งแกร่งเช่นนี้ ก่อให้เกิดความน่าหวาดกลัวสำหรับผู้ที่ได้ยิน

หลิงไท่ซูและเม้งวู่หยาเป็นยอดฝีมือแห่งคนหมู่มาก แต่หยางไค่คาดเดาว่าการร่วมมือของพวกเขาทั้งสองไม่สามารถโจมตีฝ่ามือที่มีความรุนแรงเช่นนี้ได้

นอกจากนั้น ฝ่ามือที่ปรากฏดูเหมือนว่าผ่านไปได้สักระยะ มันต้องผ่านมากว่าครึ่งเป็นอย่างต่ำ จนถึงตอนนี้ แม้ว่าต้นหญ้าจะยังไม่ถือกำเนิด แต่พลังที่ซ่อนเร้นอยู่ในสถานที่แห่งนี้ได้ลดลงจนแทบจะสัมผัสไม่ได้

หยางไค่อึ้งไปชั่วครู่ ทันใดนั้นเขาคิดถึงเรื่องบางอย่างได้ ก่อนหน้านี้ที่หลิ่งไท่ซู่ กุ๋ยหลี่แห่งหุบเขาทะเลสาปจักรพรรดิ และแม่เฒ่าแห่งวังบุพผาหมื่นปีที่เข้ามายังหุบเขาอเวจนี หลิ่งไท่ซูเคยกล่าวถามแม่เฒ่า แม่เฒ่าให้คำตอบแก่หลิงไท่ซู่ว่าหุบเขาอเวจีมีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นสัตว์อสูรขั้นที่ 5 และ 6 จึงถูกขับไล่ออกมา

ระยะเวลาเหมาะเจาะ การเปลี่ยนแปลงที่แม่เฒ่าเคยกล่าวไว้ ไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างยอดฝีมือเหล่านี้ ?

ไม่ควรดำรงอยู่ในสถานที่แห่งนี้เป็นเวลานานอีกต่อไป ! มารปฐพีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ต่ำทุ้ม

อืม หยางไค่พยักหน้า เมื่อคาดเดาทิศทางได้ เขาได้บินออกไปโดยเพลิงปีกอัคคีโลกันย์

ก่อนหน้าที่เขาไม่กล้าเปิดใช้เพลิงปีกอัคคีโลกันย์เพราะว่าตนเองยังไม่สามารถตรวจสอบสถานการณ์การเคลื่อนไหวของรอบๆบริเวณ แต่ในตอนนี้เมื่อมีปราณจิตสัมผัส มันไม่ได้เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อปลดปล่อยปราณจิตสัมผัส จะมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในบริเวณรัศมีหลาย 10 ลี้ ดังนั้นจึงไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะมีผู้คนคอยแอบติดตาม

ครึ่งชั่วยามผ่านไป หยางไค่ได้บินออกจากหุบเขาอเวจี

หยางไค่บินลงไปยังพื้นดิน เพื่อสืบหาทิศทาง เมื่อคาดเดาทิศทางได้แล้ว เขาได้เดินไปยังทิศทางสถานที่แห่งหนึ่ง

นายน้อยไม่กลับหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยว ? มารปฐพีจ้องมองด้วยความสงสัย เพราะทิศทางที่หยางไค่เดินออกไป ไม่ใช่หนทางที่กลับไปยังหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยว

ยังไม่กลับ ข้าจะเข้าไปในทะเลสาปโอสถราชันย์ ! หยางไค่พยักหน้า

ในตำราสีดำที่ไร้ซึ่งอักขระกล่าวบอกแก่ตนเองให้ไปยังทะเลสาปโอสถราชันย์ โดยที่เขาไม่รู้ว่าสถานที่แห่งนั้นมีสิ่งใดซ่อนอยู่ ก่อนหน้านี้เขาต้องการที่จะฝึกฝนวิชายุทธุ์และบ่มเพาะพลังความแข็งแกร่งอีกสักหน่อย เมื่อความแข็งแกร่งของตนเองมีความก้าวหน้าเขาจึงจะเดินทางไปยังทะเลสสาปโอสถราชันย์ แต่ไม่คิดว่าหลิงไท่ซูจะพาเขาไปยังหุบเขาอเวจี

ในตอนนี้การบ่มเพาะพลังของเขาอยู่ในเขตแดนลมปราณแท้จริง เขาจึงปราถนาที่จะไปยังทะเลสสาปโอสถราชันย์

เมื่อบรรลุเขตแดนลมปราณแท้จริง หยางไค่ได้ปลดปล่อยท่าร่างแห่งการเคลื่อนไหว มันเบาหวิวไร้ซึ่งร่องรอยพลังลมปราณเพียง 1 ลมหายใจทำให้เขาสามารถประกายร่างกายออกไปถึงหลายร้อยจ้าง

แต่เขาทดสอบเพียงไม่กี่ครั้ง เพราะการใช่ท่าร่างแห่งการเคลื่อนไหว เป็นการกระทำที่สูญเสียพลังลมปราณอย่างยิ่ง

2 วันผ่านไป หยางไค่ได้เดินทางออกจากหุบเขาอเวจีกว่าหลายพันลี้

ในขณะที่กำลังเดินทาง จิตวิญญานของหยางไค่ก่อเกิดความรู้สึกที่ถูกรบกวน ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากตัวเขา แต่มันได้ส่งมาจากทิศทางหนึ่งที่ห่างไกล

หยางไค่ตื่นตกใจ เขาหันหน้าไปยังทิศทางนั้น

ทันใดนั้น เขารู้สึกว่าบริเวณที่ห่างออกไปหลาย 10ลี้มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น

หยางไค่ขมวดคิ้ว หยางไค่รู้สึกแปลกประหลาดโดยไม่สามารถหาคำตอบได้ ในตอนนี้ตนเองมีปราณจิตสัมผัสที่ครอบคลุมรัศมีบริเวณกว่าหลายลี้ แต่ว่าความเคลื่อนไหวที่อยู่ในระยะห่างเช่นนั้นจะส่งมาถึงตัวเขา ?

ตราประทับแห่งความเป็นนาย !! ทันใดนั้น ดวงตาของหยางไค่ประกายด้วยความสว่าง ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงรู้สึกว่าจิตวิญญานถูกรบกวน

ในสถานที่แห่งนี้ ตนเองเคยประทับตราประทับแห่งความเป็นนายให้แก่จือโบและเหลิ่งซาน ในระยะบริเวณที่ห่างออกไปกว่าหลาย 10 ลี้ ต้องมีใครสักคนที่พบเจอกับภัยอันตราย ดังนั้นเขาจึงรู้สึกเช่นนี้

จือโบหรือเหลิ่งซาน ?

เมื่อคิดได้เช่นนี้ สีหน้าของหยางไค่เคร่งเครียด เขารีบวิ่งไปยังบริเวณนั้นในทันที

หยางไค่รู้สึกไม่ผิด ระยะบริเวณหลาย 10 ลี้ จือโบกำลังได้รับภัยอันตรายที่ใหญ่หลวงที่สุด ในขณะที่แยกจากหยางไค่ ความแข็งแกร่งของนางอยู่ในเขตแดนลมปราณแท้จริงขั้นที่ 6 ระยะเวลาที่ยาวนานในการบ่มเพาะพลัง เขตแดนของนางได้บรรลุไปยังเขตแดนลมปราณแท้จริงขั้นที่ 7

ชาติกำเนิดของนางมิได้ต้อยต่ำ สามารถกล่าวได้ว่าจือโบเป็นอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์คนหนึ่ง

แต่ในตอนนี้ นางตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง นางต่อต้านการโจมตีของศัตรูอย่างรวดเร็ว โดยรอบข้างของนางเต็มไปด้วยอันตราย

ช่องท้องของนางมีบาดแผลหลายแห่ง โลหิตสีแดงชะโลมเสื้อผ้าของนางจนเปียกชุ่ม ใบหน้าที่งดงามซีดเซียว แม้จะพบเจอภัยอันตราย นางก็ยังขบฟันไว้แน่น โดยไม่ส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่น้อย

ในขณะที่ออกมาจากหุบเขาอเวจี นางโชคไม่ได้ ที่พบเจอกับการโจมตีจากสัตว์อสูรจำนวนมากมาย หากไม่ใช่เพราะแมลงควบคุมวิญญานของนางสามารถควบคุมสัตว์อสูรตนหนึ่ง นางคงต้องละทิ้งชีวิตในหุบเขาอเวจีอย่างแน่นอน

การต่อสู้ในครั้งนั้น นางได้รับบาดเจ็บอย่างมาก นางได้ปลดปล่อยสัตว์อสูรที่นางควบคุมในสถานที่แห่งนั้น

มันไม่ง่ายที่นางจะหนีออกมา แต่เมื่อเดินทางมาถึงตรงนี้กลับถูกคนคนหนึ่งไล่ฆ่าอย่างไร้ความปราณี !

คนคนนี้นางรู้จักดี นั่นคือหวู่เฉิงหยี่ที่หยางไค่กำลังตามหานั้นเอง

เขตแดนของหวู่เฉิงหยี่ทะยานขึ้นสู่เขตแดนลมปราณแท้จริงขั้นที่ 8 แม้จะสูงกว่าจือโบเพียงขั้นเดียว แต่เพราะความเหนื่อยล้าที่เดินทางออกมา และยังได้รับบาดเจ็บก่อนหน้า ทำให้นางไม่สามารถป้องกันตนเอง โดยนางเป็นผู้เสียเปรียบในการต่อสู้ในระยะเวลาไม่นาน และยังถูกแทงด้วยกระบี่ สถานการณ์การของนางจึงไม่สู้ดีนัก

กลิ่นอายแห่งกระบี่ได้พุ่งโจมตีออกมาจากทั่วบริเวณทั้ง 4 ทิศ สีหน้าของจือโบเต็มไปด้วยความกังวล นางได้นำสมบัติวิเศษที่เป็นกระจกทองเหลืองออกมา จากนั้นจึงถ่ายเทพลังลมปราณเข้าไป ให้มันแปรเปลี่ยนเป็นโล่ป้องกันอยู่ตรงหน้าของตนเอง

ติ่งติ่งตังตัง !! กลิ่นอายแห่งกระบี่โจมตีไปยังโล่ป้องกันของนาง โดยไม่สามารถทำอันตรายต่อจือโบ แต่มันทำให้นางถอยหลังออกไป และสูดลมหายใจเข้าออกอย่างไม่หยุด

ข้าต้องการเพียงวิธีการการทำให้สัตว์อสูรเป็นทาสของข้า ! นำมันออกมาให้ข้า แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า !! กระบี่ที่อยู่ในมือของหวู่เฉิงหยี่จ่อไปที่ต้นคอของจือโบ เขากล่าวด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์

ในสถานที่แห่งนี้ หวู่เฉิงหยี่มองเห็นความแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ของวิธีการควบคุมสัตว์อสูรของกลุ่มคนแห่งอาณาจักรเทียนหล่าง ดังนั้นเขาจึงอยากได้มันมาครอบครอง เขาวางแผนเพื่อแย่งชิงมัน ในครั้งนี้เขาได้ตัวของจือโบ สิ่งที่เขาต้องการคือเคล็ดวิชาลึกลับที่ไม่ถ่ายทอดให้แก่ภายนอกของตำหนักหลิงหล่อ

ฝันไปเถอะ !! จือโบขนฟันแน่น

หวู่เฉิงหยี่หัวเราะอย่างเยือกเย็น : ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ไม่เช่นนั้นข้าจะจับไว้ ความตายจะเป็นเรื่องยากสำหรับเจ้า !! สตรีที่มีรูปร่างและหน้าตาเช่นเจ้า คงมีผู้คนไม่น้อยที่ชื่นชม

ดวงตาของจือโบประกายด้วยความเยือกเย็น นางยิ้มออกมาอย่างเย้ายวน : เจ้าชอบใช่ไหม ?

สีหน้าของหวู่เฉิงหยี่นิ่งสงบราวกับน้ำแข็ง : ข้าฝึกฝนเคล็ดวิชากระบี่ไร้ความรู้สึก ไม่มีทางที่ข้าจะหวั่นไหวกับสตรี ดังนั้นเจ้าต้องเก็บเจตนาของเจ้าเอาไว้ แต่ว่าข้ามีอาจารย์ลุงที่หื่นกระหาย ข้าเชื่อว่าเขาจะเก็บเจ้าเอาไว้อย่างแน่นอน !!!

สีหน้าของจือโบซีดขาวลง นางกัดฟันและสบถด่า : ไอ่สารเลว !

จบบทที่ ตอนที่ 260 จือโบตกอยู่ในอันตราย

คัดลอกลิงก์แล้ว