เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 226 เคล็ดวิชาแห่งจิตวิญญาณอสูร

ตอนที่ 226 เคล็ดวิชาแห่งจิตวิญญาณอสูร

ตอนที่ 226 เคล็ดวิชาแห่งจิตวิญญาณอสูร


ตอนที่ 226 เคล็ดวิชาแห่งจิตวิญญาณอสูร

ใจกลางหุบเขาแห่งนี้ มีหลุมขนาดใหญ่ หลุมขนาดใหญ่นี้คือหลุมที่หยางไค่ขุดขึ้นเพื่อค้นหาลูกแก้วชีพจรโลหิต จากเวลาที่ไหลผ่าน เศษฝุ่นเศษดินได้ปลิวทับถม จนหลุมแห่งนี้เหลือเพียงความลึกที่ไม่ถึงครึ่งจ้าง

ในเวลานี้รอบทั้ง 4 ทิศของหลุมลึกนี้ มีกลิ่นอายแห่งวิญญานที่ชั่วร้ายพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรุนแรง หากตั้งใจดูอย่างละเอียด จะมองเห็นว่ากลิ่นอายแห่งวิญญานที่ชั่วร้ายนี้แบ่งแยกเป็น 2 ส่วน และพวกมันกำลังต่อสู้กันอย่างไม่ปราณีซึ่งกันและกัน

ไม่รู้ว่าการต่อสู้ระหว่างกลิ่นอายที่ชั่วร้ายผ่านไปนานแค่ไหน แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเขายังคงต่อสู้กันไปโดยไม่มีใครได้ชัยชนะเหนือใคร

ในวันนี้ กลิ่นอายแห่งวิญญาณที่ชั่วร้ายได้ได้พุ่งเข้าสู่ใจกลางของหลุมลึก โดยไร้ซึ่งซึ่งสุ้มเสียงและไร้ซึ่งทำให้เงาร่างของมันหายไปเช่นเดียวกัน ท้องฟ้าที่มืดมนสว่างในทันที แม้แต่พลังแห่งฟ้าดินก็กลับสู่สภาวะเดิม

หลังจากนั้นเป็นเวลานาน พู่ว !!! เงาร่างของคนผู้หนึ่งได้พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ่า ร่างกายที่แข็งแกร่งเปรียบดั่งพญาอินทรีที่สง่างาม ก่อนที่เขาจะกระโดดลงไปยังพื้นดินเบื้องล่างอย่างปลอดภัย

เขาสะบัดเศษดินทรายที่เกาะตามเสื้อผ้า และสูดลมหายใจเข้าลึกๆ คนผู้นี้ยืนอยู่ที่ตำแหน่งเดิมอย่างเงียบสงบ เขาขมวดคิ้วและครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง

ในที่สุดหยางไค่ได้ออกมาจากการปิดกั้นตนเองอย่างปลอดภัย !!

ความแค้นความเกลียดชังที่หลงเหลือไว้หลังจากที่สัตว์อสูรทั้ง 2 ตนตายไป มันแข็งแกร่งจนทำให้เขามองเห็นฉากเหตุการณ์ตั้งแต่การต่อสู้ในเริ่มแรกจนถึงห้วงสุดท้ายของการต่อสู้ สามารถกล่าวได้ว่าการต่อสู้ในครั้งนี้สะเทือนสวรรค์สะเทือนปฐพี เป็นเหตุการณ์แห่งบรรพกาลที่ไร้ซึ่งพยาน หยางไค่มองเห็นสัตว์อสูรทั้ง 2 ตนต่อสู้ไปมาอย่างไม่หยุด พวกมันได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง แต่พวกมันไร้ซึ่งความหวาดกลัวและอดทนต่อความเจ็บปวด และพุ่งโจมตีซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง พวกมันทั้งสองถูกโจมตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัส จนท้ายที่สุด พวกมันได้ตายไปในเวลาเดียวกันโดยที่ไม่มีใครสามารถเอาชนะใครได้

มันเป็นการต่อสู้ที่รู้แก่ใจดีว่าตนเองว่าต้องตายสถานเดียว !! เพราะมันเป็นการตต่อสู้ที่เดิมพันด้วยเกียติ์และศักดิ์ศรีของตนเอง !!

ก่อนหน้านี้ หยางไค่ไม่เคยทราบมาก่อนว่าสัตว์อสูรจะมีจิตวิญญาณเช่นนี้ มันไม่แตกต่างจากจิตวิญญานของมนุษย์ผู้แข็งแกร่ง การต่อสู้ที่ดุเดือด การต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ซึ่งมีหยางไค่เป็นเพียงพยานคนเดียวที่มองเห็นเหตุการณ์จนโลหิตของเขาพุ่งพลุกพล่าน และหยางไค่ยังได้รับผลประโยชน์จากการต่อสู้ของสัตว์อสูรทั้ง 2 ตน

นอกจากนั้น หลังจากที่ความแค้นความเกลียดชังของสัตว์อสูรทั้ง 2 ตนได้หายไป หยางไค่รู้สึกว่าร่างกายของเขามีบางสิ่งบางอย่างที่เพิ่มขึ้น

ก่อนมีชีวิต สัตว์อสูรทั้งสองต่อสู้กันโดยไม่ยังไม่รู้ว่าใครชนะหรือใครแพ้ แต่หลังจากที่พวกมันตาย พวกมันได้หยิบยืมอำนาจพลังแห่งร่างกายของหยางไค่ เพื่อต่อสู้และเผชิญหน้ากันอีกครั้ง จนความปราถนาอันยาวนานของพวกเขาได้บรรลุตามความต้องการ สิ่งแปลกใหม่ที่อยู่ในร่างกายคงเป็นของตอบแทนจากสัตว์อสูรทั้ง 2 ตน มันอาจจะเป็นความรับรู้แห่งจิตวิญญาณ แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็มิอาจที่จะอธิบายและมิอาจแก้ปริศนาที่เกิดขึ้นได้

หยางไค่เหยียดมือทั้งสองข้างออก เขาก้มหน้าลงมอง จัดแจงความคิดที่สับสนวุ่นวาย หยางไค่หมุนเวียนพลังลมปราณภายในร่างกาย โดยใช้วิธีการเฉพาะของเขาเอง

หลังจากนั้น ภายในร่างกายของหยางไค่มีเสียงตะโกนคำรามของสัตว์อสูร หยางไค่พุ่งฝ่ามือออกไป เงาร่างสีแดงเปลวเพลิงได้พุ่งออกมาจากฝ่ามือของเขา

เสียงคำรามจากพยัคฆ์ดังก้องไปทั่วสวรรค์ มันคือพยัคฆ์ร้ายที่มีชีวิตซึ่งก่อกำเนิดจาดพลังลมปราณที่บริสุทธุ์ พยัคฆ์ร้ายที่ดุดันสง่าอย่างน่าเกรงขาม มุมปากของมันมีเขี้ยวสีขาวขนาดใหญ่ทั้งสองที่กำลังประกายด้วยแสงแห่งความเยือกเย็น มันพุ่งออกไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็วอย่างสุดขีด มันอ้าปากขย้ำทุกสิ่งที่อยางที่กรีดขวางอย่างน่าอัศจรรย์

หยางไค่พุ่งฝ่ามืออกไปอีกครั้ง ร่างแห่งวัวขนาดมหึมาได้ปรากฏขึ้นอย่างน่าตื่นตะลึง ปังปังปัง !! มันกระทืบเท้าจนพื้นดินสั่นสะเทือน และพุ่งทำลายทุกสิ่งที่อย่างที่กีดขวางอยู่ด้านหน้าจนสิ่งเหล่านั้นแตกกระจายเป็นปุยผง โดยไม่มีใครที่จะสามารถขัดขวางมันได้ !!

พยัคฆ์ขาวสะท้านฟ้า เทพวัวทะลายปฐพี !! แต่ว่าในเวลานี้ พยัคฆ์ขาวและเทพวัวเกิดขึ้นจากพลังลมปราณของหยางไค่ ร่างกายของพวกมันทั้งสองแดงก่ำ ดูเหมือนว่าเจตนาแห่งการฆ่าของพวกมันได้ครุ่กกรุ่นอย่างรุนแรง

เงาร่างที่แผ่วเบาได้วิ่งออกไปกว่าหลายร้อยจ้าง เงาร่างของพวกมันจึงค่อยๆสลายบนกลางอากาศที่ว่างเปล่า

หยางไค่ยืนนิ่งด้วยความตื่นตะลึง ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เขาพึงพอใจกับสิ่งที่ตนเองได้รับอยางยิ่ง

สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นเคล็ดวิชาแห่งการต่อสู้ แต่มันเป็นเคล็ดวิชาแห่งการต่อสู้ที่ได้รับจากความรู้สึกสุดท้ายแห่งสัตว์อสูร

อาจจะกล่าวได้ว่ามันเป็นเคล็ดวิชาแห่งจิตวิญญาณอสูร

ในโลกนี้มีเคล็ดวิชาการต่อสู้ที่มากมาย ล้วนแล้วแต่เลียนแบบรูปร่างของสัตว์อสูร ก่อนหน้าที่อยู่ในหุบเขาน้ำแข็งแกร่งนพเก้า หยางไค่เคยเห็นผู้นำแห่งนิการโลหิตเหวินเฟยเฉินใช้เคล็ดวิชาแห่งการต่อสู้เช่นนี้ แต่สิ่งที่เขาปลดปล่อยออกมา เป็นเพียงเงาร่างของศีรษะพยัคฆ์ โดยที่ไม่ใช่ร่างกายทั้งหมดที่สมบูรณ์

มันแตกต่างจากเคล็ดวิชาแห่งจิตวิญญาณที่หยางไค่ได้รับโดยมิอาจที่จะกล่าวเปรียบเทียบกันได้

ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาแห่งจิตวิญญาณของพยัคฆ์ขาวหรือเทพวัว หยางไค่สามารถสำแดงเงาร่างที่สมบูรณ์ของสัตว์อสูรทั้ง 2 นอกจากนั้นพฤติกรรมที่แสดงออกมาราวกับว่าพวกมันมีชีวิต ราวกับสัตว์อสูรที่แท้จริง พลังแห่งการฆ่าที่สามารถสำแดงออกมายอ่มแข็งแกร่งและรุงแรงยิ่งกว่าเหวินเฟยเฉินหลายเท่า

เมื่อมีเคล็ดวิชาแห่งจิตวิญญาณอสูรที่คล้ายคลึงกัน ความแข็งแกร่งของหยางไค่มีความก้าวหน้าอีกครั้ง

เคล็ดวิชาทั้งสองแขนง จากรูปร่างของมัน สามารถตั้งชือของมันว่าฝ่ามือประทับพยัคฆ์ขาวและฝ่ามือประทับเทพวัว

หยางไค่หันหน้ามองไปทั่วบริเวณทั้ง 4 ทิส และขมวดคิ้วไว้แน่น จากหลุมลึกที่ถูกทับถมด้วยเศษดินทราบ หยางไค่รู้ในทันทีว่าตนเองได้ปิดกั้นเพื่อฝึกยุทธุ์เป็นเวลาที่ยาวนาน

มารปฐพี ผ่านมานานแค่ไหน ? หยางไค่กล่าวถามด้วยน้ำเสียงที่เงียบขรึม

ประมาณครึ่งปีขอรับนายน้อย !!!

หยางไค่ทนไม่ได้จนต้องสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมท้องของเขาจึงรู้สึกหิวอย่างยิ่ง หากไม่ได้ผ่านไปเป็นเวลานาน ไม่มีทางที่ตนเองจะมีความรู้สึกเช่นนี้

แต่ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาสำหรับการกิน หยางไค่เขย่าเศษดินโคลนที่ติดอยู่บนเสื้อผ้า เขานั่งขัดสมาธิลง เพื่อนึกถึงความรู้สึกที่ตนเองดูดซับพลังแห่งลูกแก้วชีพจรโลหิตเมื่อครึ่งปีที่แล้ว

ผ่านไปเป็นเวลานาน รอยยิ้มได้ปรากฏบนใบหน้าของหยางไค่ : มารปฐพี ข้าจะแสดงกลลับที่น่าทึ่งให้เจ้าดู !!!

กลลับเช่นไร ? มารปฐพีกล่าวถามด้วยความสงสัย

หยางไค่หัวเราะโดยไม่กล่าวตอบ แต่เขาเริ่มหยั่งไปยังการรับรู้ทางจิตวิญญาณ และระเบิดหยดน้ำพลังลมปราณหยาง 1 หยดออกมา

ครึ่งวันผ่านไป บริเวณที่เงียบสงบได้ก่อเกิดเป็นลมพายุที่บ้าคลั่ง ร่างกายของหยางไค่สั่นสะท้านไปมา พละกำลังความแข็งแกร่งได้พุ่งทะยานอย่างสุดขีด

มารปฐพีตื่นตะลึง เพราะในขณะที่ไร้ซึ่งสัญญานใด หยางไค่กลับบรรลุเขตแดนถึง 1 ขั้น และก้าวไปยังเขตแดนผสานลมปราณขั้นที่ 6

ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ? ครึ่งปีที่แล้วนายน้อยดูดซึมพลังที่มากมายมหาศาล โดยไร้ซึ่งร่องแห่งการบรรลุเขตแดนที่สูงขึ้น ซึ่งยังคงอยู่ในเขตแดนผสานลมปราณขั้นที่ 5 เช่นเดิม แต่ในวันนี้การที่เขานั่งอย่างเงียบสงบเป็นเวลาครึ่งวัน ทำไมเขาถึงบรรลุและก้าวข้ามเขตแดน ? เขาไม่ได้หมุนเวียนพลังลมปราณ และไม่ได้ดูดซับพลังแห่งฟ้าสวรรค์ อาจจะกล่าวได้ว่า พลังภายในร่างกายของเขาไม่ได้เพิ่มขึ้นแม้แต่น้อย

เขาบรรลุและก้าวข้ามเขตแดนเช่นไร ? มารปฐพีไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น

แม้ว่าเขาจะกล่าวถามด้วยความอยากรู้ แต่หยางไค่ยังคงหลับตาและนั่งขัดสมาธิเช่นเดิม เขาจึงต้องระงับความสงสัยในจิตใจด้วยความโดดเดี่ยว

ผ่านไปอีกครึ่งวัน การบ่มเพาะพลังความแข็งแกร่งของหยางไค่บรรลุและก้าวข้ามไปอีก 1 ขั้น

เขตแดนผสานลมปราณขั้นที่ 7

มารปฐพีอึ้งจนอ้าปากค้าง หยางไค่บรรลุก้าวข้ามเขตแดนอย่างรวดเร็ว มันเร็วเกินกว่าการพบเห็นของมารปฐพี เขาค่อยๆตรวจสอบอย่างละเอียด ในที่สุดก็พบเบาแสะบางอย่าง

พลังลมปราณภายในร่างกายของหยางไค่ไม่แตกต่างจากตอนแรก แม้ว่าพลังที่กักเก็บอยู่ภายในจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ว่าพบลังลมปราณเหล่านี้บริสุทธุ์ยิ่งกว่าบริสุทธุ์ หนาแน่นเข้มข้นยิ่งกว่าตอนแรกถึงหลายเท่า !!

เพราะการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ มันจึงทำให้หยางค่บรรลุและก้าวข้ามเขตแดนอย่างรวดเร็วเช่นนี้

แบบนี้ก็ได้หรอ ? มารปฐพีตื่นตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

เมื่อประสบความสำเร็จในการก้าวข้ามไปยังเขตแดนผสานลมปราณขั้นที่ 7 หยางไค่ค่อยๆเปิดตาอย่างช้าๆ หยดน้ำพลังลมปราณหยางไค่ที่อยู่ในจุดตันเถียนลดลงกว่า 1 ใน 3 ส่สน แม้ว่าจำนวนของมันจะลดน้อยลง แต่พลังความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ภายในไม่เปลี่ยนแปลงเลย

นั่นหมายความหยดน้ำพลังลมปราณหยางในเวลานี้มีความบริสุทธ์และแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมอย่างมาก หากว่าใช้หยดน้ำพลังลมปราณหยางในเคล็ดวิชา พลังการโจมตีของมันจะแข็งแกร่ง พลังแห่งการฆ่าจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

เหมือนกับว่าหยดน้ำพลังลมปราณหยางที่อยู่ในจุดตันเถียนทั้งหมดถูกขัดเกลาพลังของมันอย่างน่าอัศจรรย์

เขตแดนผสานลมปราณขั้นที่ 3 เป็นขีดจำกัดสูงสุดของหยางไค่ เขาไม่สามารถที่จะทำให้พลังลมปราณของเขาบริสุทธุ์ไปมากกว่านี้

กลลับของนายน้อย ชาญฉลาดอยางยิ่ง แม้แต่ข้ายังได้รับผลประโยชน์จากมันอีกด้วย มารปฐพีลืมตามองหยางไค่ และรีบกล่าว แม้ว่าคำกล่าวนี้จะคล้ายคลึงกับคำพูดที่ประจบประแจง แต่มารปฐพีกล่าวด้วยความเคารพแลชื่นชมจากก้นบึ้งหัวใจอย่างแท้จริง

หยางไค่เผยให้เห็นรอยยิ้มที่สง่างาม

เมื่อได้รับเคล็ดวิชาใหม่ เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องลองทดสอบ

หลังจากที่เดินทางในหุบเขาเป็นเวลานาน ในที่สุดเขาก็พบสัตว์อสูรขั้นที่ 5 จำนวน 1 ตน

เคล็ดวิชาแห่งจิตวิญญาณอสูรถูกปลดปล่อยออกมา เงาร่างของพยัคฆ์และวังพุ่งออกมาขย้ำสัตว์อสูรตนนั้นอย่างดุดัน มันพุ่งโจมตีและขย้ำจนสัตว์อสูรขั้นที่ 5 ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะต่อต้าน หยางไค่เดินไปข้างหน้า และใช้เวลาเพียงไม่นานในการฆ่ามัน จนได้รับลูกแก้วชีพจรโลหิตอีก 1 ดวง

ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ง่ายดายและรวดเร็วอย่างยิ่ง หยางไค่มีความรู้สึกที่ไม่เชื่อแฝงเอาไว้ ครึ่งปีที่แล้ว ทุกครั้งที่เขาพบเจอกับสัตว์อสูรขั้นที่ 5 เขาต้องหยุดนิ่งเป็นเวลานานและค่อยๆวิ่งหนีมันไป แต่ในเวลานี้เขากลับสามารถฆ่ามันเฉกเช่นการเด็ดต้นหญ้าที่ง่ายดาย ในที่สุดสัตว์อสูรขั้นที่ 5 ไม่ได้แข็งแกร่งต่อเขาเหมือนเช่นเดิม

ลูกแก้วชีพจรโลหิตที่ได้รับมีขนาดที่ไม่ใหญ่มาก แต่ก็ไม่เล็ก มันมีขนาดที่ไม่แตกต่างจากลูกแก้วชีพจรโลหิตของยอดฝีมือแห่งเขตแดนลมปราณที่จริงที่ตายไป

เมื่อเก็บลูกแก้วชีพจรโลหิต เมื่อหยางไค่ตรวสอบอย่างแน่ชัดว่าไม่มีใครตามเขามา เขาจึงเปิดเพลิงปีกอัคคีโลกันย์และพุ่งทะยานบินขึ้นไป

หน้าผาที่สูงชัน หากให้ยอดฝีมือแห่งเขตแดนลมปราณแท้จริงบินขึ้นไป ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก แต่เพลิงปีกอัคคีโลกันย์ของเขาไม่เป็นเช่นนั้น

ระยะเวลาสั้นๆเพียงครึ่งชั่วยาม หยางไค่สามารถออกจากหุบเขาเบื้องล่างได้อย่างปลอดภัย

ครึ่งวันต่อมา หยางไค่ที่หิวโหยได้ค้นหาผลไม้บางอย่างและเก็บมันกลับมาเป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะนั่งอยู่บนกิ่งไม้และกลืนกินมันอย่างรวดเร็ว

ในขณะที่กำลังกินผลไม้ หยางไค่ครุ่นคิดสิ่งต่อไปที่เขาจะทำ เมื่อตนเองเข้ามายังสถานที่แห่งนี้เพียงไม่นานกลับปิดกั้นตนเองเป็นเวลากว่าครึ่งปี โดยไม่รู้ว่าสถานที่แห่งนี้ได้เกิดเรื่องที่น่าเศร้าเช่นไร นอกจากนั้นสิ่งที่เขาพบเจอในตอนแรกดูเหมือนว่าบริเวณนี้ไม่ได้มีต้นหญ้าจิตวิญญาณที่มากมายเช่นนี้ แต่มันกลับเต็มไปด้วยสัตว์อสูรที่มากมาย

นอกจากนั้นยังมีหยดวารีโลหิตและผลึกชำระจิตวิญญาณเป็นสมบัติที่วิเศษ หากมีโอกาสต้องเก็บเกี่ยวมันเอาไว้ ผลึกชำระจิตวิญญาณมีประโยชน์ต่อเขาอย่างยิ่ง แต่หยดวารีเปลวเพลิงไม่ได้สำคัญต่อเขา

แต่น่าเสียดายที่หยางไค่ไม่ร็ว่าต้องไปแห่งหนใดถึงจะพบกับสมบัติล้ำค่าทั้ง 2 ชนิด

ในขณะที่กำลังนั่นครุ่นคิด ทันใดนั้นหยางไค่ได้กระโดดลุกขึ้นและเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

เขาได้ยินเสียงสะเทือนจากบริเวณไกลๆ ราวกับว่ามีการต่อสู้เกิดขึ้น

จิตใจของหยางไค่สั่นไหว เขารีบหยัดผลไม้ลงไปในถุงผ้าสรรค์ล้อมปฐพี จากนั้นจึงใช้ท่าร่างแห่งการเคลื่อนไหววิ่งไปยังบริเวณต้นตอของเสียง เขาต้องหาใครบางคนเพ่อสอบถามเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะที่เขาปิดกั้นตนเองในหุบเขาเบื้องล่าง

เมื่อผ่านไปชั่วครู่ หยางไค่มาถึงบริเวณที่เกิดการต่อสู้

หยางไค่หลบซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ และจ้องมองไปยังบริเวณที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะแสดงออกด้วยสีหน้าที่ตื่นตระหนก

บริเวณนั้นมีผู้คนจำนวน 2 คน มีบุรุษ 1 สตรี 1 ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับการต่อสู้อย่างรุนแรง และบุรุษ 1 สตรี 1ที่เขาพบเห็นยังเป็นคนที่เขารู้จัก

เฉินเซี่ยวูและซูเสี่ยวหยี่จากสำนักจันทราซ่อนเร้น !!

สิ่งที่กำลังล้อมพวกเขาทั้ง 2 เอาไว้คือฝูงแห่งสัตว์อสูร สัตว์อสูรมีประมาณ 10 กว่าตน และยังเป็นสัตว์อสูรที่แตกต่างกัน สัตว์อสูรจำนวนหลายชนิดได้รวมตัวกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสัตว์ขั้นที่ 4

หากเป็นเช่นนี้ เฉินเซี่ยซูและซูเสี่ยวยูจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ในฝูงสัตว์อสูรเหล่านี้กลับมีสัตว์อสูรขั้นที่ 5 ถึง 3 ตน

เมื่อมีแรงกดดันจากสัตว์อสูรขั้นที่ 5 เฉินเซี่ยซูและซูเสี่ยวหยี่รวมมือการต่อสู้อย่างลงตัว แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ไม่สามารถที่จะฝ่าวงล้อมออกมาได้ พวกมันถูกสัตว์อสูรล้อมตัวเป็นวงกลม ไม่ว่าพวกเขาจะใช้วิธีการใดมันก็เป็นเช่นนี จนทำให้สภาพของพวกเขาทั้งสองค่อนข้างเหนื่อยล้า

ร่างกายของเฉินเซี่ยซูมีบาดแผลที่มาก ต้นขาข้างซ้ายมีบาดแผลลึกโดยที่โลหิตสีแดงไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง ซูเสี่ยวหยี่เองก็หอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย หน้าอกของนางกระชับขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง เหงื่อที่หอมหวานไหลออกมาอย่างไม่หยุด

ศิษย์ทั้งสองมีความแข็งแกร่งในระดับสูง พวกเขาเป็นยอดฝีมือแห่งเขตแดนลมปราณแท้จริง เมื่อพวกเขาปลดปล่อยเคล็ดวิชาแขนงต่างๆออกมามันสง่างามและเต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง แต่เนื่องจากพวกเขาถูกล้อมเอาไว้ พวกเขาไม่มีทางถูกฆ่าตายในเวลาแรก แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาต่อสู้กับสัตว์อสูรเลห่านี้เป็นเวลานาน พละกำลังทางด้านร่างกายลดลงจนเกือบจะหมด

ซูเสี่ยวหยี่เป็นสตรีนางหนึ่ง พละกำลังทางด้านร่างกายมิอาจที่จะเทียบเท่าเฉินเซี่ยซู หากว่าเฉินเซี่ยซูไม่ช่วยเหลือนาง นางคงจะได้รับบาดเจ็บตั้งแต่แรก

จบบทที่ ตอนที่ 226 เคล็ดวิชาแห่งจิตวิญญาณอสูร

คัดลอกลิงก์แล้ว