เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 151 การตัดสินใจของสองบุพผาแห่งนิกายโลหิต

ตอนที่ 151 การตัดสินใจของสองบุพผาแห่งนิกายโลหิต

ตอนที่ 151 การตัดสินใจของสองบุพผาแห่งนิกายโลหิต


ตอนที่ 151 การตัดสินใจของสองบุพผาแห่งนิกายโลหิต

เวลาค่อยๆดำเนินผ่านไป หลังจากที่ศิษย์สาวกทั้ง 3 สำนักเดินทางอยู่ในบันไดสีทองแห่งหอคอยที่ตั้งเด่นตระหง่านเป็นเวลากว่า 3 วัน ในเวลานี้ศิษย์สาวกจำนวนมามายมิอาจฝีนกลั้นอดทนต่อความเจ็บปวดทรมาณนี้ได้อีกต่อไป ศิษย์สาวกจำนวนมากมายต่างกระโดดลอยตัวลงไปยังพื้นที่เบื้องล่าง

แม้ว่าคนส่วนใหญ่ไม่สามารถเดินทางไปยังจุดสูงสุด แต่พวกเขาเหล่านั้นไม่แสดงสีหน้าที่เสียใจหรือพ่ายแพ้เลย ในตรงกันข้ามพวกเขากลับรู้สึกตื่นเต้นและสนุกสนาน เพราะพวกเขาต่างได้รับผลประโยชน์จากด่านทดสอบนี้เป็นจำนวนมาก และยังมีศสิษย์สาวกบางคนยังสามารถก้าวข้ามเขตแดนของตนเองอีกด้วย

ดังนั้นจึงทำให้พวกเขาพึงพอใจยิ่งนัก

วันที่ 4 ศิษย์สาวกจำนวนมากมายละทิ้งด่านทดสอบที่แสนทรหดและกระโดดลงมาจากบันไดสีทองโดยร่างกายเปียกชุ่มด้วยเหงือจากการถูกพลังหยางที่ร้อนระอุที่คอยพุ่งโจมตี หรือร่างกายสั่นเทาด้วยความเยือกเย็นและหนาวเหน็บจากพลังหยิน

หลังจากที่คนเหล่านี้ที่ฟื้นฟูพลังของตนเองจนเสร็จสิ้น พวกเขายังต้องการที่จะเข้าไปยังม่านแสงสีทองสลัวนั้นอีกครั้ง

แต่ในครานี้ ไม่ว่าพวกเขาจะใช้วิธีการใดๆ พวกเขาไม่สามารถก้าวข้ามไปยังม่านแสงสลัวสีทองนั้น และไม่สามารถที่จะเดินทางไปยังบันไดสีทองนั้นได้อีกเลย

เมื่อตระหนักได้ถึงจุดนี้ พวกเขาทุกคนจึงทราบว่าแต่ละคนมีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อปล่อยโอกาสนี้หลุดลอยไปไม่สามารถใช้โอกาสนี้เป็นครั้งที่ 2 ทำศิษย์สาวกจำนวนมากรู้สึกเสียดายที่ตัดสินใจทำเช่นนี้ ทุกคนล้วนคิดว่า หากว่าตนเองอดทนให้มากกว่านี้ พวกเขาคงจะได้รับผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่มากกว่านี้

บททดสอบที่อยู่ตรงหน้าเป็นอย่างไร ในช่วงชีวิตของคนเราล้วนมีเรื่องราวที่เป็นดั่งบททดสอบนี้

โอกาสมีเพียงครั้งเดียว หากในเวลานั้นไม่ใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจะสร้างรอยแผลที่อยู่ในจิตใจจนมิอาจลืมเลือน

วันที่ 5 ศิษย์สาวกทั้ง 3 สำนักกว่าครึ่งหนึ่งที่ถอนตัวออกจากการทดสอบ พวกเขาต่างรวมตัวอยู่ตรงหน้าม่านแสงสีทองสลีว พวกเขากำลังชื่นชมคนที่ยังฝืนอดทนอยู่ภายใจและกำลังเศร้าเสียใจและผิดหวังกับโอกาสที่พวกเขาละทิ้งไป

นอกจากนั้นยังมีเสียงกระซิบนินทา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าใครจะเป็นคนที่สามารถเดินทางไปยังจุดสูงสุดนั้นกันแน่

ซู่เหยียนเป็นชื่อที่มีคนกล่าวออกมามากที่สุด !!

เพราะศิษย์สาวกเหล่านี้ต่างทราบดีว่า พลังที่ซ่อนเร้นอยู่บันไดสีทองเป็นพลังแห่งความเยือกเย็นและพลังแห่งความร้อนระอุที่สลับกันไปมา วิชายุทธุ์ที่ซู่เหยียนฝึกฝนเป็นประโยชน์ต่อการทดสอบในครั้งนี้อย่างมาก นอกจากนั้นนางยังเป็นศิษย์รุ่นเยาว์อันดับ 1 ที่มีพลังความแข็งแกร่งมากที่สุดของทั้ง 3 สำนัก การที่นางจะเป็นคนที่ก้าวเดินไปยังจุดสูงสุดก็มิใช่เรื่องที่ผิดแปลก

สุ้มเสียงเหล่านี้ ทำให้ใบหน้าของศิษย์สาวกหลายคนประกายด้วยรัศมีแห่งความเปล่งปลั่งและความภาคภูมิใจ ในห้วงหัวใจของเหล่าศิษย์สาวกแห่งหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยวซู่เหยียนล้วนซึมซาบเข้าไปยังห้วงหัวใจของพวกเขาอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นศิษย์สาวกชายหรือศิษย์สาวกหญิงต่างเกิดความรู้สึกเช่นนี้โดยไม่ต่างกัน

เพราะซู่เหยียนแข็งแกร่งและสง่างาม มันก้าวไปยังจุดสูงสุดแห่งความอิจฉาริษยาของพวกเขา มันเหลือเพียงการชื่นชมและเคารพนับถือ

ภายใต้บันไดสีกว่า 5000 ขั้น หยางไค่และสองพี่น้องแห่งนิกายโลหิตกำลังอดทนก้าวข้ามขั้นบันไดสีทองด้วยความยากลำบาก หยางไค่ยังสามารถก้าวเดินต่อไปโดยไม่แสดงท่าทีที่เหนื่อยล้า แต่สภาพของสองพี่น้องแห่งนิกายโลหิตเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด

แม้ว่าสีหน้าของพวกนางจะดูเหนื่อยล้า แต่มันยังงดงามและน่าดึงดูดใจยิ่งนัก

พลังหยางที่ร้อนระอุ ทำให้ร่างกายของพวกนางทั้งสองเปียกชุ่มด้วยเหงื่อที่ไหลออกมาอย่างไม่หยุด กลิ่นกายที่หอมหวานของพวกนางแพร่กระจายออกมาอย่างรันจวนใจ มันนุ่มนิ่มใสราวหยดน้ำที่บริสุทธุ์ ราวกับน้ำผึ้งที่หวายหยดย้อย หากใครได้กัดมันปากของคนผู้นั้จะเต็มไปด้วยความหอมหวานจากน้ำหวานที่กลมกล่อมยิ่งกว่าสิ่งใด

ร้อนมาก !! หู่เจี่ยวเอ่อเดินปีนป่ายขึ้นไปอีกขั้น และใช้มืออีกข้างค่อยปลดชายเสื้อของตนเอง เมื่อสายลมพัดผ่านเบาๆ เผยให้เห็นหน้าอกที่เย้ายวนนั้นอย่างแจ่มชัด

เดิมทีนางสวมใส่เสื้อผ้าเพียงน้อยชิ้น เมื่อเสื้อผ้าเปียกชุ่มด้วยเหงือ ทำให้เสื้อผ้าและกระโปรงของนางแนบเนื้อนหนังของนาง มันแนบเนื้อรัดแน่นจนมองเห็นส่วนเว้าโค้งของเรือนร่างที่งดงามและเย้ายวนอย่างถึงที่สุด

ร่างกายของหู่เหม่ยเอ่อเปียกชุ่มด้วยเหงื่อที่ไหลออกมาเช่นเดียวกัน ริมฝีปากสีแดงทับทิมเริ่มแห้งและซีดเซียวจากความเหนื่อยล้า ทำให้นางต้องใช้ลิ้นเลียริมฝากของตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ริ่มฝีปากกลับมาชุ่มชื่นเหมือนเคย

พวกเราพักก่อนดีกว่า !! หู่เจียวเอ่อกล่าด้วยความขมขื่น เขาจ้องมองไปยังหยางไค่ที่เดินนำหน้า นางไม่คิดว่าหยางไค่ที่มีการบ่มาเพาะพลังและเขตแดนที่อ่อนด้อยกว่านางกลับยังเหมือนเดิมโดยไม่มีทีท่าที่อ่อนล้าหรือเหนื่อยล้า เหมือนว่าการทดสอบนี้ไม่ได้สร้างความสูญเสียให้แก่เขาเลย มันทำให้นางเคืองโกรธ อิจฉาและชื่นชม

เมื่อได้ยินคำกล่าวของนาง หยางไค่ที่เดินนำหน้าหยุดก้าวอย่างกะทันหัน เขาหันกลับไปมองและกล่าว : เดินต่ออีกสักพักมันจะไม่ร้อนเหมือนตอนนี้

หยางไค่ที่อยู่สูงกว่าเมื่อหันหน้ากลับมา เขามองเห็นทรวงอกอันมหึมาที่ขาวเนียนดังหิมะซึ่งสั่นคล่อนจิตใจและจิตวิญญาณของเขาและยังทำให้เลือดภายในร่างกายเดือนพล่ายจนเต้นกระตุกไปมาด้วยความตื่นเต้น

ดูเหมือนว่าสติของหยางไค่กำลังหลุดลอย

หู่เจี่ยวเอ่อเริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของหยางไค่ นางรีบดึงเสื้อผ้าของนางมาปิดทรวงอกที่เย้ายวนของนางและยังกอดอกตัวเองไว้แน่น ก่อนจะแสดงสีหน้าที่เกรี้ยวโกรธและกล่าวสบทต่อหยางไค่ : เจ้ามองอะไร ?

หยางไค่หัวเราะอย่างกรุ้มกริ่ม ไม่เพียงไม่เก็บสายตาที่จ้องมองมายังพวกนางทั้งสอง แต่สายตาของเขายังจ้องมองสลับไปมายังเรือนร่างของพวกนางทั้งสองโดยไร้ซึ่งความไร้ยางอาย

เมื่อถูกจ้องมองด้วยสายตามเช่นนี้ สองพี่แห่งตระกูลหู่ต่างรู้สึกอึดอัดอย่างยิ่ง

การที่พวกนางทั้งสองเดินตามหลังหยางไค่ เพราะในเวลานี้ร่างกายของพวกนางทั้งสองเปียกชุ่มด้วยเหงื่อจนเรือนร่างที่งดงามของพวกนางทั้งสองเปิดเผยต่อสายตาของสาธาณชน พวกนางทั้งสองจะกล้าเดินเคียงข้างหยางไค่ได้อย่างไร ?

แต่พวกนางทั้งสองไม่คิดว่าหยางไค่กับจะกล้าหาญ ไร้ซึ่งความไร้ยางอายในการจ้องมองเรือนร่างของพวกนางด้วยสายตาที่หื่นกระหายเช่นนี้ !!

เจ้ายังมองอีก !! หู่เจี่ยวเอ่อรีบดึงตัวของน้องสาวให้หลบไปที่ด้านหลังของนาง นางใช้ร่างกายของนางปกปิดเรือนร่างของหู่เหม่ยเอ่อ ใบหน้าของนางแดงก่ำ จ้องมองหยางไค่ด้วยความโกรธ

ฮ่าฮ่า !! หยางไค่หัวเราะด้วยความสนุกและความพอใจ เขาหันหน้ากลับเริ่มก้าวเดินต่อไป และเอ่ยปากกล่าว : ตั้งแต่ที่เดินทางปีนป่ายมา มันเต็มไปด้วยความน่าเบื่อ ระหว่างทีมีวิวทิวทัศน์ที่งดงาม พวกเจ้าทั้งสองควรจะชื่นชมมัน เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการเดินทางมาถึงจุดนี้

ข้ามองเจ้าผิดไปจริงๆด้วย !! หู่เจี่ยวเอกล่าวด้วยความเจ็บใจ : ข้าคิดว่าเจ้าเป็นสุภาพบุรุษที่ให้เกียรติสตรี แต่ไม่คิดว่าเจ้านั้นสกปรกไม่ต่างจากบุรุษคนอื่นๆ !! ข้าเกลียดเจ้า ข้าจะควักดวงตาตาของข้าประทับไปยังใบหน้าของเจ้า !!

หยางไค่ไม่ได้หันกลับไป แต่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เฉยชา : บุรุษมองหญิงสาวเป็นเรื่องธรรมดา มันเกี่ยวข้องกับสุภาพบุรุษเยี่ยงไร ? ในเมื่อเจ้าโกรธเคือง เจ้าควรควักดวงตาของข้า เจ้าจะควักดวงตาของเจ้าทำไม ? เจี่ยวเอ่อเจ้าโกรธจนสติเลอะเลือนใช่ไหม ?

หู่เจี่ยวเอ่อโกรธเคืองมากยิ่งขึ้น ทรวงอกของนางสั่นไหวไป นางกัดฟันไว้แน่นและกล่าว : เจ้าตอ้งการให้ข้าทุบตีเจ้าก่อน เจ้าจึงจะยอมปิดปากใช่ไหม !!

คำกล่าวนี้ของเจ้าไม่ถูกต้อง เจ้าลืมไปแล้วหรือไงว่าเจ้ามาเพื่อปกป้องข้า ? หยางไค่หันหน้ากลับไป สุ้มเสียงเต็มไปด้วยความหยอกล้อและกระดกคิ้วของตนเองไปมาให้แก่หู่เจี่ยวเอ่อราวกับว่ากำลังเยาะเย้ยนาง

สุ้มเสียงนี้ทำให้ใบหน้าของหู่เจี่ยวเอ่อแดงก่ำ รัศมีกลิ่นอายแห่งการฆ่าที่ดุดันหายวับไปในทันที : อย่างกล่าวถึงเรื่องนั้นได้ไหม ? มันน่าอับอายอย่างมาก !

ก่อนหน้านั้นพวกเขาเป็นคนเอ่ยปากเองว่าจะปกป้องหยางไค่ แต่ดูเหมือนว่าคนตรงหน้าไม่ต้องการการปกป้องจากพวกนางทั้งสอง แต่ดูเหมือนว่าพวกนางทั้งสองจะเป็นภาระให้แก่เขาและทำให้การก้าวเดินของเขาช้าลงอย่างมาก

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ยิ่งทำให้หู๋เจี่ยวเอ่อรู้สึกอึดอัด

พอได้แล้ว พวกเจ้าทั้งสองอย่าโต้เถียงไปมากกว่านี้ เก็บแรงนี้เพื่อปีนป่ายไปยังตำแหน่งที่สูงกว่านี้จะดีเสียงมากกว่า หู่เหม่ยเอ่อก้าวเดินออกมาเพื่อยุติการทะเลาะเบาะแว้งเล็กๆนี้

ฮึม !! หันหน้ากลับไป !! ยังอีก เจ้ายังจะมองมาอีก !! หู่เหม่ยเอ่อถลึงตาอย่างดุดันให้แก่หยางไค่

หยางไค่อมยิ้มเบาๆ และไม่โต้เถียงกับนางอีก

เมื่อเดินตามหลังเขา หู่เจี่ยวเอ่อกล่าวต่อน้องสาวของนางด้วยเสียงที่แผ่วเบา : ดูเหมือนว่าเขาไม่ใช่คนดีมีศีลธรรมสักเท่าไหร่ หลังจากนี้เจ้าต้องระวังเขาให้มากกว่านี้ อย่าปล่อยให้เขาล่วงเกินเจ้าเป็นอันขาด

ท่านพี่ . สีหน้าของหู๋เหม่ยเอ่อแสดงออกอย่างเขิลอาย

หลังจากที่เดินปีนป่ายกว่า 1 ชั่วยาม หยางไค่หยุดชะงักฝีเท้าของเขาอย่างกะทันหัน และยืนนิ่งอยู่กับที่โดยไม่ขยับเขยื้อน

สองพี่น้องรีบตามหยางไค่ จากนั้นพวกเขาได้เหยียบย่ำไปยังขันบันไดที่หยางไค่เพิ่งสัมผัส ซึ่งทำให้ร่างกายของพวกนางทั้งสองสั่นเทาด้วยความเยือกเย็นความหนาวเหน็บที่ทิ่มแทงสุดขั้วหัวใจ

ช่างหนาวเหน็บยิ่งนัก !! หู่เจี่ยวเอ่ลูบไล้หลังมือของตนเอง รูขุมขนของนางตั้งชูขึ้นด้วยความหนาวเหน็บ ในช่วงเวลานั้นกลิ่นกายที่หอมหวานจากเหงือไคลของพวกนางทั้งสองถูกตรึงแช่จนกลายเป็นเศษน้ำแข็งชิ้นเล็กชิ้นน้อย

หลังจากที่เดินปีนป่ายบันไดสีทองทั้งหมด 500 ขั้น มันได้แปรเปลี่ยนสถานที่แห่งความเยือกเย็นในทันที

ย้งมิทันที่จะได้กล่าวสิ่งใด สองนางแห่งตระกูลหู่เดินไปข้างหน้าและเคียงข้างหยางไค่โดยร่างกายของพวกนางทั้งสองสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บเสมือนนกน้อยที่ถูกอยู่ท่ามกลางพายุพิมะในฤดูหนาว

จากบันไดขั้นที่ 1 ถึงขั้นที่ 3000 พวกเขาทั้ง 3 ต่างก้าวผ่านมันด้วยวิธีการเช่นนี้ เมื่อถึงพลังหยางที่ร้อนระอุซ่อนเร้นอยู่ในบันไดสีทองพวกเขาจะเดินตามหลังหยางไค่ แต่เมื่อสลับเป็นพลังหยินที่หนาวเหน็บพวกเขาจะเดินเคียงข้างหยางไค่เพื่อรับกลิ่นอายแห่งร่างกายที่อบอุ่น ระหว่างทางที่เดินทางขึ้นไป พวกเขาต่างเผชิญหน้ากับความยากลำบากซึ่งกันและกันเสมือนมิตรสหายที่ไม่ทอดทิ้งซึ่งกันและกัน

เวลาล่วงเลยผ่านไปอีก 1 วัน ถึงเวลาที่พวกเขาทั้ง 3 ต้องพำพักเพื่อพักฟืนพลังของตนเองอีกครั้ง สองพี่น้องแห่งตระกูลหู่มองตาซึ่งกันและกัน พยักหน้าพร้อมเพรียงกัน ราวกับว่าพวกเขากำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง

หยางไค่ !! หู่เจี่ยวเอ่อกล่าวตะโกนอย่างกทะทันหัน

ว่าอย่างไร ?

พวกเราทั้งสองครุ่นคิดไปมา และตัดสินใจที่จะหยุดเดินตามเจ้า

หยางไค่แสดงออกด้วยความประหลาดใจ เขาไม่กล่าวตอบ และเงียบนิ่งเพื่อรอฟังคำกล่าวต่อไป

หู่เจี่ยวเอ่อกล่าวด้วยสีหน้าที่ขมขื่น : จากฝีเท้าของเจ้า มันจะรวดเร็วมากกว่านี้ หากไม่ใช่เพราะเจ้าคอยดูแลพวกเราทั้งสอง ในตอนนี้เจ้าคงไม่อยู่ในตำแหน่งนี้ หากพวกเราทั้งสองยังดื้อดึงที่จะติดตามเจ้าต่อไป มันคงจะเป็นภาระให้แก่เจ้าและทำให้เจ้าต้องพลอยลำบากไปด้วย

หู่เหม่ยเอ่อที่อยู่ข้างๆ พยักหน้าไปมาและเอ่ยปากขึ้น : ท่านพี่ต้องการปกป้องเจ้า แต่ดูจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น บททดสอบนี้คงไม่เกี่ยวข้องกับการบ่มเพาะพลังและเขตแดนที่สูงต่ำ จึงไม่จำเป็นที่จะรับการปกป้องจากพวกเราทั้งสองอีก

หยางไค่ไม่กล่าวสิ่งใดเช่นเดิม แต่จ้องมองพวกเขาด้วยความนิ่งเงียบ

หู่เจี่ยวเอ่อกล่าวด้วยเสียงหัวเราะ : เจ้าคิดว่าพวกเราทั้งสองยอมแพ้ ? พวกเราเพียงแค่ไม่เดินไปพร้อมกับเจ้า เจ้าเดินทางของเจ้า พวกเราทั้งสองจะเดินตามไเจ้าไปเอง

ตัดสินใจดีแล้ว ? หยางไค่กล่าวถาม

อืม !

หยางไค่ค่อยลุกขึ้น และกล่าว : ในเมื่อพวกเจ้าทั้งสองตัดสินใจดีแล้ว ข้าจะไม่เกลี้ยกล่อมพวกเจ้าทั้งสองอีกต่อไป

พวกนางทั้งสองเป็นหญิงสาวที่ค่อนข้างเอาใจใส่ต่อเขา หากว่าเขาเกลี้ยกล่อมมันจะทำให้ตนเองกลายเป็นคนเจ้าเล่ห์และหลอกลวงในทันที

หยางไค่เงยหน้ามองไปยังจุดสูงสุดที่อยู่เหนือชั้นเมฆ และกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน : ขอบคุณพวกเจ้าทั้งสองที่เคียงข้างมาตลอด ทำให้หลายวันที่ผ่านเต็มไปด้วยสีสันโดยไม่น่าเบื่อ

ดวงตาของหู่เหม่ยเอ่อประกายด้วยความดีใจและเขิลอาย จิตใจของที่เต็มไปด้วยความเป็นปรปักษ์และความระมัดระวังของหู่เจี่ยวเอ่อ ถูกทำลายด้วยคำกล่าวนี้ของหยางไค่ในทันที

ข้าจะก้าวเดินไปยังจุดสูงสุด !! ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าจุดสูงุสดนั้นมีสิ่งใดดำรงอยู่ที่นั่น !! หยางไค่หันหน้ากลับไปและก้าวเท้าขึ้นไป โดยความเร็วในครั้งนี้ของเขาเร็วกว่าครั้งที่ผ่านมา

อย่าลืมน่ะ เมื่อเจ้ากลับมาเจ้าต้องกล่าวบอกเรื่องนี้ให้แก่พวกเราด้วยน่ะ !! หู่เจี่ยวเอ่อกล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม

ได้ ข้าสัญญา !!

จบบทที่ ตอนที่ 151 การตัดสินใจของสองบุพผาแห่งนิกายโลหิต

คัดลอกลิงก์แล้ว