เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 147 มรดกแห่งฟ้าสวรรค์ที่แท้จริง

ตอนที่ 147 มรดกแห่งฟ้าสวรรค์ที่แท้จริง

ตอนที่ 147 มรดกแห่งฟ้าสวรรค์ที่แท้จริง


ตอนที่ 147 มรดกแห่งฟ้าสวรรค์ที่แท้จริง

ข้าไม่กล้าทำเช่นนั้นอีกแล้ว !! มารปฐพียอมจำนน และกล่าวต่อ : นายน้อย หญิงสาวที่ลงมือช่วยเหลือนายน้อยเมื่อสักครู่ มีจิตใจที่เด็ดเดี่ยว และลงมือได้อย่างเด็ดขาด

เจ้าต้องการจะพูดอะไร ?

ข้าอยากกล่าวบอกแก่นายน้อยว่า หญิงสาวนางนี้ชอบท่านมาก นายน้อยกล่าวบอกแก่นางได้ไหม ให้นางอยู่กับนายน้อยเพื่อฝึกฝนวิชายุทธุ์กับข้า ไม่แน่ในอนาคตข้างหน้านางจะเป็นแรงสนับสนุนให้แก่นายน้อยอย่างแน่นอน !!

ข้าไม่ชอบนาง !! หยางไค่กล่าวตอบอย่างเย็นชา

ขอรับ ขอรับ ทุกอย่างอยู่ที่นายน้อยตัดสินใจ มารปฐพีไม่กล้าที่จะกล่าวโต้เถียง เขาทำได้เพียงถอนหายใจด้วยความเสียดายเท่านั้น

การตายของหน่ายหย่ง ทำให้หู่เหม่ยเอ่อที่อยู่ในเหตุการณ์ตื่นตะลึง ศิษย์สาวกที่รักษาอาการบาดเจ็บต่างประหลาดใจกับเสียงตะโกนคำรามด้วยความโกรธของหยางไค่ หลังจากนั้นหน่ายหย่งกระโดดไปมาไปมาอย่างรุนแรง เขาถูกไล่ตามจากเข็มสีดำทะมึน ในขณะที่หน่ายหย่งกำลังต่อสู้กับเข็มสีดำทะมึน หล่างฉู่วเต่ลงมือโจมตี หน่ายหย่งทรุดลงไปที่พื้นและแน่นิ่งอยู่เช่นนั้นโดยไม่ขยับเขยื้อนอีกเลย

เกิดอะไรขึ้น ? ทุกคนต่างไม่สามารถตอบสนองกับเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

ประจวบเหมาะ กับสัตว์อสูรที่มีร่างกายใหญ่มหึมาทรุดลงไปที่พื้น เมื่อศิษย์สาวกทั้ง 3 สำนักที่อยู่รอบบริเวณมองเห็นภาพเหตุการณ์นี้พวกเขาต่างหันเหความสนใจไปยังสัตวอสูรและโห่ร้องด้วยความดีใจอย่างมิอาจห้ามปรามได้

เสียงหัวเราะด้วยความพึงพอใจของของหู่เจี่ยวเอ่อดังขึ้น : ฟางจือชิ ดูเหมือนว่าการโจมตีครั้งสุดท้ายนั้นเป็นของข้า

ฟางจือชิกล่าวด้วยเสียงที่หดหู่ : เจ้าขี้โกงเช่นนี้ จะสามารถตัดสินชัยชนะและความพ่ายแพ้ได้อย่างไร ?

หู่เจี่ยวเอ่อหัวเราะด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น : เจ้าไม่สามารถยอมรับในความพ่ายแพ้ ?

ฟางจือชิโกรธเคือง : อะไรที่เรียกว่าไม่สามารถยอมรับความพ่ายแพ้ ? หากเจ้าไม่โจมตีในขณะที่สติข้าหลุดลอย เจ้าจะสามารถเอาชนะข้าได้อย่างไร ? สตรีเช่นเจ้า ไม่มีทางที่ข้าจะลดตัวเพื่อเปรียบเทียบพลังความแข็งแกร่งอย่างแน่นอน !!

กลัวว่าเจ้าคงไม่มีหน้ากล่าวอ้างเหตุผลกับข้าอีกต่อไป

หู่เจี่ยวเอ่อกล่าวแสดงความคิดเห็นโดยไม่สนใจฟางจือชิ

เมื่อถูกคำพูดทิ่มแทงจิตใจ ใบหน้าของฟางจือชิกลายเป็นสีแดง่ำก่อนจะกล่าวตอบด้วยความรำคาญ : ข้าไม่ต้องการจะโต้เถียงกับเจ้าอีกต่อไป แสวงหาโอสพแห่งสัตว์อสูรสำคัญยิ่งกว่า

ในระหว่างที่กล่าว ฟางจือชิค่อยๆล้วงมือเข้าไปยังหน้าผากของสัตว์อสูร หลังจากนั้นไม่นานเขาค่อยๆนำโอสพแห่งสัตว์อสูรสีทองที่ชะโลมไปด้วยเลือดสีแดงสดออกมด้วย

เมื่อจ้องมองไปยังโอสพที่อยู่ในมือ ดวงตาของฟางจือชิประกายด้วยความตื่นเต้นในทันที : โอสพแห่งสัตว์อสรูระดับ 6 ขั้นสูงสุด ฮ่าฮ่า มันจะมีค่ามากแค่ไหน ?

หล่งจ้วนจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เย็นชาและกล่าว : ศิษย์พี่ฟางคงไม่คิดที่จะกลืนกินมันแต่เพียงผู้เดียว ?

สัตว์อสูรที่มีรูปร่างคล้ายเต่าตนนี้ สิ่งที่มีค่าที่สุดในร่างกายของมันก็คือโอสพแห่งสัตว์อสูรเม็ดนี้ แม้ว่าเกราะผิวหนังบนหลังของมันจะมีค่ามากมายมหาศาล สามารถเป็นวัตถุดิบในการสร้างศาตราวุธ แต่เกราะที่ใหญ่มหึมาของมัน ใครกันละที่จะสามารถเอาออกไปได้ ?

สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปยังมือที่ถือโอสพแห่งสัตว์อสูรที่อยู่ในมือของฟางจือชิ เขาหัวเราะแยะ ก่อนจะกล่าว : ข้าก็อยากทำเช่นนั้น !!

สีหน้าของหล่งจ้วนแปรเปลี่ยนในทันที แต่หู่เจี่ยวเอ่อกลับหัวเราะด้วยความเยือกเย็นและจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาที่เย้ยหยัน

แต่ข้าไม่กล้าที่จะเช่นนั้น !! ฟางจือยิ้มกรุ้มกริ่ม : หากว่าข้านำมันกลับไป พวกเจ้าคงไม่ไว้ชีวิตข้า

หล่งจ้วนหัวเราะอย่างเย็นชา : ศิษย์พี่ฟางเป็นคนที่ชาญฉลาดไม่น้อย !!

แต่โอสพแห่งสัตว์อสูรมีเพียง 1 เม็ด จะแบ่งกันอย่างไร ? ฟางจือชิหันหน้ามองไปยังศิษย์สาวกทุกคน การฆ๋าสัตว์อสูรในครั้งนี้ไม่เหมือนกับการฆ่าสัตว์อสูรตัวอื่นๆ สัตว์อสูรตัวอื่นๆเป็นศิษย์สำนักของแต่ละสำนักร่วมกันฆ่ามัน แต่สัตว์อสูรตัวนี้เป็นการร่วมมือกนต่อสู้ของทั้ง 3 สำนัก ดังนั้นรางวัลแห่งชัยชนะจึงต้องแบ่งปันอย่างเท่าเทียมกัน

เมื่อคำกล่าวนี้ถูกกล่าวออกไป ทุกคนต่างเงียบในทันที โอสพ 1 เม็ด ไม่ง่ายเลยที่จะแบ่งปันอย่างเท่าเทียมกัน

คงมีวิธีเดียวคือการขายมันให้เป็นเงินตรา จากนั้นจึงแบ่งเงินตราเป็น 3 ส่วนอย่างเท่าเทียมกัน

เมื่อคิดได้เช่นนี้ หล่งจ้วนกำลังจะเอ่ยปากกล่าว ฟางจือชิได้กล่าวออกมาก่อน : ชัยชนะในครั้งนี้เป็นเพราะการช่วยเหลือจากศิษย์น้อยหยางแห่งหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยว โอสพแห่งสัตว์อสูรเม็ดนี้มอบให้แก่เขาจะดีไหม ทุกคนคิดว่าอย่างไร ?

หยางไค่ที่ยืนอยู่ไม่ห่างเมื่อได้ยินคำกล่าวนี้เขาขมวดคิ้วไปมาด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนจะจ้องมองไปยังทิศทางของฟางจือชิ

หล่งจ้วนกล่าวด้วยความไม่พอใจ : แม้ว่าเขาจะช่วยเหลือด้วยพละกำลังอันมากมายมหาศาล แต่ว่านิกายโลหิตของเราต่างร่วมมือโจมตีสัตว์อสูร ศิษย์พี่ศิษย์น้องของพวกเราต่างได้รับบาดเจ็บ พวกเราจะไมได้รับผลตอบแทนจากการต่อสู้ทีทุ่มเทในครั้งนี้เลยหรือไง ?

เกราะป้องกันขนาดใหญ่มหึมานั้นหากว่าเจ้าต้องการ เจ้าก็นำมันไป ข้าและศิษย์คนอื่นๆแห่งหอวายุพิรุณจะไม่กล่าวว่าอะไรทั้งนั้น ฟางจือชิกล่าวและชี้ไปยังทิศทางของสัตว์อสูร

เมื่อได้ยินดังนี้ หล่งจ้วนทำได้เพียงกรอกตาไปมา เกราะป้องกันที่ใหญ่มหึมาถูกศิษย์สาวกทั้ง 3 สำนักโจมตี จนถึงตอนนี้มันยังไร้ซึ่งร่องรอยบาดแผลจากการโจมตี แม้ว่ามันจะมีอำนาจพลังการป้องกันที่แข็งแกร่ง แตว่าใครจะสามารถตัดมันให้เป็นชิ้นๆและนำมันกลับไป ? มันไม่ใช่เรื่องตลกเลย

ในขณที่ทั้ง 2 กำลังโต้เถียไปมา สีหน้าของฟางจือชิเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เขารีบโยนโอสพแห่งสัตว์อสูรที่อยู่ในมือออกไปกลางอากาศ

หลังจากที่โอสพแห่งสัตว์อสูรถูกโยนออกไป มันไม่ร่วงตกลงไปที่พื้นดิน แต่มันลอยอยู่บนกลางอากาศและหมุนวนไปมาอย่างต่อเนื่อง

จากการหมุนวนที่แปลกประหลาดของมัน แรงดึงดูดที่ไร้ซึ่งรูปร่างเริ่มแพร่กระจายออกมาจากทุกทิศทาง ภาพเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์บังเกิด โอสพแห่งสัตว์อสูรจำนวน 2 เม็ด ที่อยู่ในทรวงอกของฟางจือชิลอยออกมาอย่างกะทันหัน

ทางด้านของหู่เหม่ยเอ่อและหล่งจ้วนก็เป็นเช่นเดียวกัน

โอสพที่ซ่อนอยู่ในทรวงอกของเจี่ยหงเฉินต่างพุ่งลอยออกมาเช่นเดียวกัน

โอสพเหล่านี้ล้วนเป็นโอสพที่พวกเขาได้รับจากการฆ่าสัตว์อสูรทั้ง 8 ตัว ซึ่งถูกเก็บรักษาจาพวกเขา ในเวลานี้โอสพทั้งหมด ต่างลอยออกไปทั้งหมด

โอสพแห่งสัตว์อสูรทั้ง 8 เม็ดต่างมีการหมุนเวียนที่น่าอัศจรรย์ เพราะมันรวมตัวในทิศทางทั้ง 4 ของโอสพแห่งสัตว์อสูรที่มีรูปร่างคล้ายเต่า และกำลังหมุนวนไปมาอย่างพร้อมเพรียงกน เสมือนว่ากำลังดึงดูดเคลื่อนไหวพลังที่ลึกลับและน่าอัศจรรย์ออกมา

ทันใดนั้นถ้ำสวรรค์แห่งมรดกฟ้าสวรรค์สั่นสะเทือนไปมาอย่างรุนแรง ท้องฟ้าที่ไม่เหมือนท้องฟ้าเกิดเป็นน้ำวนขนาดมหึมาที่พุ่งเข้าสู่ท้องฟ้า ปรากฏต่อหน้าทุกคน ทำให้จิตใจของทุกคนต่างสั่นระรัวด้วยความหวากลัวอย่างฉับพลัน

ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทันใดนั้นเสียงของมารปฐพีดังออกมาจากจิตใต้สำนึกของหยางไค่ด้วยความตื่นเต้นอย่างกะทันหัน : ค่ายกลจิตวิญญาณอสูรถูกเปิดออกแล้ว !!

สีหน้าของหยางไค่แปรเปลี่ยนอย่างกะทัน เขารู้ทันทีว่ามารปฐพีต้องรู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ หยางไค่จึงกล่าวออกมาทันที : กล่าวออกมาให้ละเอียด

มารปฐพีกล่าว : นายน้อยในที่สุดข้าก็เข้าใจ สถานที่แห่งนี้ถูกปิดผนึกจากสัตว์อสูรทั้ง 9 ตัว การดำรงอยู่ของสัตว์อสูรทั้ง 9 ตัวเป็นเพียงการทดสอบพลังความแข็งแกร่งในการเข้าสู่สถานที่แห่งนี้ หากว่าพวกท่านไม่ฆ่าสัตว์อสูรทั้ง 9 ตัว ค่ายกลแห่งนี้จะไม่ถูกทำลายและเปิดออก ในเวลานี้ สัตว์อสูรทั้งหมดถูกฆ่า ค่ายกลถูกทำลายและเปิดออก โดยมีโอสพทั้ง 9 เม็ดเป็นตัวนำพาดูดซับพลังแห่งค่ายกลแห่งนี้ และจะมีบางสิ่งบางอย่างประจักษ์ต่อหน้าพวกท่านทั้งหลาย

มันคือสิ่งใด?

สิ่งใดซ่อนอยู่ในเมฆเบื้องบนนั้น !! มารปฐพีกล่าวตอบอย่างช้าๆ : หากการคาดการณ์ของข้าไม่ผิด สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่แห่งมรดกฟ้าสวรรค์ที่แท้จริง !!

มรดกแห่งฟ้าสวรรค์ที่แท้จริง ? หัวใจของหยางไค่สั้นระรัว เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า และพบว่ากระแสน้ำวนที่พุ่งเข้าสู่ท้องฟ้าเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าท้องฟ้ากำลังกำลังจะถูกมันกลินหายไปในไม่ช้า ซึ่งทำให้จิตใจของทุกคนต่างหวาดกลัวอย่างสุดขีด

ศิษย์สาวกทั้ง 3 สำนักในตอนนี้ต่างวิ่งหนีด้วยความวุ่นวาย พวกเขาไม่กล้าที่จะยืนอยู่ใต้กระแสน้ำวนขนาดใหญ่นั้น

ถูกต้อง มารปฐพีกล่าวตอบ : สถานที่แห่งนี้เคยเกิดสงครามการต่อสู้ขนาดใหญ่ที่รุนแรง ยอดฝีมือปรมาจารย์ต่างสิ้นชีวิตอยู่ในสถานที่แห่งนี้จำนวนมากมาย ดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงมีมรดกแห่งฟ้าสวรรค์จำนวนมากมาย แต่สถานที่แห่งนี้ยังคงมีประมุขของที่แท้จริงของมัน สิ่งที่ซ่อนอยู่ในชั้นเมฆาเหล่านั้น จึงเป็นมรดกสืบทอดของประมุขแห่งสถานที่แห่งนี้

ทันใดนั้นหัวใจของหยางไค่เริ่มเดือดพล่านอย่างกะทันหัน

นายน้อยต้องรีบออกจากสถานที่แห่งนี้ หลังจากค่ายกลแห่งนี้ถูกทำลายมันจะปลดปล่อยพลังอำนาจจำนวนมากมายมหาศาล หากว่าท่านไม่หนีไป ท่านอาจถูกทำลายจากพลังแหล่านั้น เสียงของมารปฐพีค่อนข้างจะกังวล

แม้จะได้ยินดังนี้ หยางไค่ก็ไม่คิดจะถอยหนี เขารีบเดินไปหาหู่เหม่ยเอ่อที่เคียงข้างและกล่าวตอบ : กล่าวบอกพี่เจ้าให้นำพาทุกคนให้ถอยห่างจากที่นี้ให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

อ่อ หู่เหม่ยเอ่อพยักหน้า ก่อนจะโผบินไปหาหู่เจี่ยวเอ่อ

จากนั้นหยางไค่จึงตะโกนกล่าวบอกแก่ศิษย์สาวกแห่งหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยว : หากไม่อยากตาย ถอยหายออกจากสถานที่นี้แห่งนี้อย่างน้อยที่สุด 10 ลี้

ศิษย์สาวกจำนวนไม่น้อยที่ได้ยินคำกล่าวเตือนของเขา ต่างไม่สนใจคำกล่าวเตือนของเขา

หยางไค่ไม่สนใจพวกเขา เพราะเขาได้กล่าวตักเตือนไปแล้ว เขาจะฟังหรือไม่ฟังอยู่ที่การตัดสินใจของพวกเขาเอง หลังจากที่กล่าวจบหยางไค่เริ่มวิ่งถอยหลังอย่างรวดเร็ว

ซู่เหยียนเหลือบมองหยางไค่ แต่ก็หันหลับไปกล่าวตะโกนอย่างไม่ลังเล : ศิษย์สาวกแห่งหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยว ถอยห่างออกไป 10 ลี้

เมื่อคำกล่าวของศิษย์พี่ใหญ่ถูกตะโกนออกมา ศิษย์สาวกแห่งหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยวเริ่มเคลื่อนไหว และล่าถอยไปยังทิศทางที่หยางไค่วิ่งถอยออกไป

อีกด้าน เมื่อหู่เจี่ยวเอ่อได้รับการกล่าวเตือนจากหู่เหม่ยเอ่อ เขาจึงตัดสินใจออกคำสั่งโดยไม่ลังเล

เมื่อฟางจือชิมองเห็นภาพเหตุการณ์นี้ เขาจ้องมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างระมัดระวังก่อนจะหัวเราะเสียงดังและกล่าวตะโกน : พวกเรา ถอยกลับ !!

ศิษย์สาวกทั้ง 3 สำนักต่างถอยหนีออกมาอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นพวกเขาต่างมาถึงบริเวณรัศมีพื้นที่ 10 ลี้ตามคำกล่าวตักเตือนของหยางไค่

พวกเขาหันกลับไปมอง พบว่าโอสพแห่งสัตว์อสูรทั้ง 9 กำลังประกายแสงสว่างแพรวพราวอย่างงดงาม ระหว่างโอสพแห่งสัตว์อสูรมีความเกี่ยวพันซึ่งกันและกัน จากการหมุนวนของพวกเขา น้ำวนที่พุ่งเข้าสู่ท้องฟ้าเริ่มขยายตัวจนมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ

อำนาจพลังการดูดซึมที่แข็งแกร่งอย่างมหันต์ แพร่กระจายออกมาจากกระแสน้ำวนนั้น เกราะป้องกันของสัตว์อสูรที่มีรูปร่างคล้ายเต่าถูกดูดซึมเข้าไปไปและลอยเคว้งอยู่บนท้องฟ้า เมื่อมันถูกดูดซับเข้าสู่กระแสน้ำวน มันถูกกระแสน้ำวนทำลายจนแหลกละเอียดกลายเป็นเศษปุยผงในทันที

เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้ สีหน้าของทุกคนต่างแปรเปลี่ยนอย่างกะทันหัน

หากพวกเขาไม่ถอยออกมาตามระยะทาง 10 ลี้ที่หยางไค่กล่าวตักเตือน พวกเขาคงจะมีสภาพเช่นเดียวกับเกราะป้องกันของสัตว์อสูรนั้น ถูกดูดซับเข้าไปในกระแสน้ำวนและถูกทำลายจนแหลกละเอียด

ภายใต้ความโชคดี มีศิษย์สาวกจำนวนไม่น้อยที่หันหน้าจ้องมองหยางไค่และชื่นชมในความชาญฉลาดของเขา

เสียงลมวายุโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง เสื้อผ้าของศิษย์สาวกจำนวนมากต่างกระพือไปตามแรงลม นอกจากนั้นยังมีศิษย์สาวกที่ใบหน้าซีดขาดจากความตื่นตระหนก กลุ่มคนที่สามารถเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ มีเพียงศิษย์รุ่นเยาว์ มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตที่ไม่มาก มีศิษย์บางคนที่ไม่เคยย่างกรายออกมาจากประตูของสำนัก แล้วพวกเขาจะเคยพบเจอกับเหตุการณ์ที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้ได้อย่างไร ?

ยังต้องถอยออกไปอีกหรือไม่ ? ซู่เหยียนเดินไปหาหยางไค่และกล่าวถามอย่างแผ่วเบา

หยางไค่จ้องมองซู่เหยียนและส่ายหัวไปมา เมื่อเป็นเช่นนั้น ซู่เหยียนจึงคลายความกังวลได้อย่างมาก

เรื่องของหน่ายหย่ง ข้าจะกล่าวรายงานต่อเหล่าผู้อาวุโสเอง เจ้าไม่ต้องกังวล

อืม หยางไค่พยักหน้าอย่างช้าๆ

เมื่อสักครู่ที่หยางไค่ฆ่าหน่ายหย่ง ใช้ระยะเวลาเพียงสั้นๆ แต่สามารถดึงดูดความสนใจของซู่เหยียน ซู่เหยียนมีจิตใจที่ละเอียดลออ นางจะไมทราบต้นตอทั้งหมดได้อย่างไร ? ดังนั้นจึงไม่ต้องกล่าวถามและตรวจสอบอะไรไปมากกว่านี้

มีบางสิ่งบางอย่างอยู่ในชั้นเมฆา ทันใดนั้น เสียงตะโกนด้วยความตื่นตกใจจากทุกคนดังขึ้น

หยางไค่เงยหน้ามอง ซึ่งพบว่ากระแสนน้ำวนขนาดมหึมาที่พุ่งเข้าสู่ท้องฟ้า ประกายแสงสีทองแวววาวอย่างไม่หยุด แสงสีทองเปล่งประกายอย่างสง่าและงดงาม แสงสีทองเสมือนดึงชั้นเมฆาให้เปิดออก เพื่อเผยให้เห็นสมบัติที่ซ่อนอยู่ภายในชั้นเมฆานั้น

มันคือสิ่งใด ? มีคนตะโกนกล่าวถาม

หยางไค่หรี่ตาลง และจ้องมองไปยังท้องฟ้าเบื้องบนอย่างไม่กระพริบตา

หยางไค่มองเห็นมุมเสาเล็ก เสมือนมุมห้องของกระท่อม หลังจากนั้น มุมเสานั้นค่อยร่วงสยายลงมาจากด้านบน

ในเวลานี้ หยางไค่พบว่า มันไม่ใช่มุมเสาของกระท่อม แต่เป็นบันได บันไดสีทองที่เปล่างประกายระยิบระยับด้วยควาสง่างาม

บันไดสีทองมีความยาวกว่าหลายลี้ จากการร่วงลงมาจากด้านบน บันได้เหล่านั้นค่อยๆใกล้เข้ามา อย่างช้าๆ

การสยายลงมาของมันค่อนข้างเชื่องช้า จากการร่วงตกลงมาของมัน กระแสนน้ำวนที่อยู่บนท้องฟ้าแปรเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง

หลังจากที่ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม มีบันได้กว่า 10 ขั้นปรากฏออกมาจากกระแสน้ำวน

มารปฐพี สิ่งนี้คือมรดกแห่งฟ้าสวรรค์ที่เจ้ากล่าวถาม หยางไค่กล่าวถามอยู่ภายในใจ

มีบางสิ่งบางอย่างที่น่ายน้อยไม่ทราบ มันน่าจะเป็นสถานที่ที่ดำรงอยู่ของมรดกแห่งฟ้าสวรรค์ มีเพียงการผ่านบททดสอบสุดท้าย จึงจะได้ครอบครองมรดกแห่งฟ้าสวรรค์ บันไดที่เหล่านั้นที่นายน้อยมองเห็น หากการคาดเดาของข้าไม่ผิด บันไดเหล่านั้นมีประมาณหนึ่งหมื่นขั้น นายน้อยต้องปีนป่ายบันไดอย่างน้อยหนึ่งพันขั้นจึงถือว่าจะผ่านการทดสอบในครั้งสุดท้าย แน่นอนว่าการปีนป่ายบันไดกว่าหนึ่งหมื่นเป็นเพียงการคาดเดาของข้า ไม่แน่ว่ามันอาจจะน้อยกว่านี้ หรือมากกว่านี้

หยางไค่พยักหน้าอย่างช้าๆ แม้ว่าสถานที่ดำรงอยู่ของมรดกฟ้าสวรรค์จะปรากฏออกมาและไม่รู้ต้องใช้เวลาแค่ไหนกว่าที่บันไดเหล่านั้นสยายลงมาถึงพื้นดินด้านล่าง

แต่ว่าตอนนี้พลังการบ่มเพาะและเขตแดนของตนเองอยู่ในระดับต่ำ ศิษย์สาวกทั้ง 3 สำนักมีประมาร 700-800 คน ตนเองจะมีโอกาสในการได้ครอบครองมรดกแห่งฟ้าสวรรค์หรือไง ?

จบบทที่ ตอนที่ 147 มรดกแห่งฟ้าสวรรค์ที่แท้จริง

คัดลอกลิงก์แล้ว