เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 20 การประชุมร่วมสำนัก

ตอนที่ 20 การประชุมร่วมสำนัก

ตอนที่ 20 การประชุมร่วมสำนัก


ตอนที่ 20 การประชุมร่วมสำนัก

ลู่เหรินฟังจบก็ตกตะลึง จากนั้นก็ถามด้วยความสงสัย “ทำไมข้าต้องยกเลิกความสัมพันธ์อาจารย์ศิษย์ด้วย?”

จ้าวอี้ส่ายหัวยกยิ้มแล้วพูดว่า “เจ้าไม่เข้าใจจริง ๆ หรือแกล้งไม่เข้าใจ? ท่านหญิงศักดิ์สิทธิ์เป็นถึงท่านหญิงศักดิ์สิทธิ์แห่งแคว้นหาญเมฆา มีบรรดาผู้มีพรสวรรค์มากมายที่หมายปองนาง ถ้าเจ้าเป็นอัจฉริยะก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เจ้ามีสายเลือดขยะ ยังหน้าด้านไปอยู่ใกล้ท่านหญิงศักดิ์สิทธิ์ มันไม่มีประโยชน์อะไรกับเจ้าเลย!”

“เจ้าอยากตามจีบอาจารย์ข้าหรือ?”

ลู่เหรินถามกลับ

จ้าวอี้หน้าเหวอตอบว่า “แน่นอนว่าไม่ ข้ารู้ตัวเองดี!”

ถึงแม้ว่าเขาจะถือว่าตัวเองไม่ธรรมดา แต่ก็ยังมีความแตกต่างอย่างมากกับอวิ๋นชิงเหยา ไม่ว่าจะเป็นฐานะหรือพลังก็เรียกได้ว่าอยู่คนละโลก

ในบรรดารุ่นเยาว์ของแคว้นหาญเมฆาทั้งหมด มีเพียงสามคนเท่านั้นที่มีคุณสมบัติพอจะตามจีบอวิ๋นชิงเหยาได้!

“เจ้าไม่ได้ตามจีบอาจารย์ข้า เช่นนั้นเรื่องของข้ากับอาจารย์ไม่เกี่ยวกับเจ้า แล้วสายเลือดขยะแล้วไง? ข้าเป็นคนแรกที่เข้าสำนักเป็นคนแรกที่เปิดช่องจิตได้!”

ลู่เหรินพูดเยาะเย้ย

จ้าวอี้อ้าปากค้างไม่รู้จะพูดอะไร นี่มันไม่เหมือนกับที่เขาคิดไว้เลย

เดิมทีคิดว่าลู่เหรินจะรู้จักถอย แต่ไม่คิดว่าลู่เหรินจะเอาเรื่องที่เขาเป็นคนแรกที่เข้าสำนักและเป็นคนแรกที่เปิดช่องจิตได้มาตอบโต้ทำให้เขาตั้งตัวไม่ทัน!

สองเรื่องนี้ มันน่าภูมิใจตรงไหน?

จ้าวอี้หายใจเข้าลึก ๆ พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง “ลู่เหริน ถ้าไม่ใช่ท่านหญิงศักดิ์สิทธิ์รับเจ้าเป็นศิษย์ เจ้าที่มีสายเลือดขยะคงไม่มีสิทธิ์เข้าสำนักเมฆขจี ยิ่งไม่มีสิทธิ์มายืนอยู่ตรงหน้าข้า!”

ลู่เหรินอดไม่ได้ที่จะยิ้มเยาะ จ้าวอี้นี่หาเรื่องใส่ตัวชัด ๆ เขาไม่ได้เป็นญาติหรือเพื่อนกับจ้าวอี้ เขาจะทำอะไรมันเกี่ยวอะไรกับจ้าวอี้?

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมท่านย่าของข้าถึงอายุยืนถึงร้อยสามปี?”

ลู่เหรินพูดขึ้นมาลอย ๆ

“หืม?”

จ้าวอี้เงียบด้วยความสับสน

“เพราะท่านไม่เคยยุ่งเรื่องของคนอื่น!”

ลู่เหรินพูดเสียงเย็น

“เจ้า!”

จ้าวอี้พยายามระงับความโกรธ ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่สถานะของลู่เหริน ต่อให้เป็นในสำนัก เขาก็อยากจะสั่งสอนลู่เหรินสักหน่อย

ลู่เหรินยิ้มแล้วพูดว่า “เรื่องของข้ากับอาจารย์ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง พรุ่งนี้ก็เป็นงานประลองของศิษย์ใหม่แล้ว เจ้าก็เตรียมตัวให้ดีเพื่อไปแข่งขันเพื่อสำนัก ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าไปก่อน!”

พูดจบลู่เหรินหันหลังเดินออกจากโรงอาหาร

จ้าวอี้หน้าแดงก่ำ โกรธจนตัวสั่น

ในสายตาของเขา ลู่เหรินก็แค่พึ่งพาอวิ๋นชิงเหยาถึงได้กล้าทำตัวอวดดี

ถ้าไม่ได้เป็นศิษย์ของอวิ๋นชิงเหยา ลู่เหรินที่มีสายเลือดขยะคงจะหายไปในฝูงชน ไม่มีทางได้ผงาดขึ้นมา

“ศิษย์พี่จ้าวอี้ เจ้าลู่เหรินนี่ไม่รู้จักบุญคุณคนอื่นเลย ท่านหวังดีเตือนเขา เขากลับไม่เห็นค่า!”

เด็กสาวที่อยู่ด้านหลังพูดอย่างหัวเสีย

จ้าวอี้แค่นเสียงเย็น “ก็แค่หมาที่เห่าเพราะมีเจ้าของคอยหนุนหลัง!”

“ศิษย์พี่จ้าวอี้การประลองครั้งนี้ คงต้องพึ่งท่านกับอัจฉริยะสายเลือดขั้นหกคนนั้นแล้วล่ะ!”

คนที่พูดเป็นเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่ง เขานับถือจ้าวอี้มากจึงพูดประจบประแจง

จ้าวอี้พูดอย่างภาคภูมิใจ “ตอนที่ข้ายังไม่ได้เปิดช่องจิต ข้าก็ได้เดินทางไปทั่วหล้ากับท่านพ่อ ไปที่หุบเขาเร้นลับในแคว้นหาญเมฆา ไปที่ทะเลมังกรดำ ข้าเห็นท่านพ่อต่อสู้กับมังกรเกล็ดเขียวด้วยตาตัวเอง ตอนที่อันตรายที่สุด ข้ากับท่านพ่ออดข้าวอดน้ำสามวันสามคืนเพื่อซุ่มโจมตีหมาป่าเขี้ยวเลือด อัจฉริยะสายเลือดขั้นหกคนนั้นจะเอาอะไรมาเทียบกับข้า?”

“ถึงแม้ว่าสายเลือดของข้าจะด้อยกว่าเขา และเปิดช่องจิตได้น้อยกว่าเขาหนึ่งช่อง แต่เขาก็เป็นแค่ดอกไม้ในเรือนกระจก เมื่อเทียบกับข้าที่เคยฆ่าคนมาแล้วสามคน แถมยังเคยตัดเขาของมังกรเกล็ดเขียวด้วยมือตัวเอง เขาก็ไม่มีทางแสดงพลังที่แท้จริงออกมาได้มากนัก”

ฟังคำพูดของจ้าวอี้ ทั้งสองคนก็มองเขาด้วยความชื่นชม

จ้าวอี้เป็นคนที่ผ่านความเป็นความตายมาอย่างแท้จริง และเขาอาจจะสามารถเอาชนะอัจฉริยะจากสำนักราชวงศ์ได้

...

เมื่อแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องทะลุเมฆลงมาทั่วทั้งสำนักเมฆขจี เหล่าศิษย์ของสำนักเมฆขจีก็คึกคักขึ้นมา

ถึงแม้ว่าในการประลองหลายปีมานี้ สำนักเมฆขจีจะแพ้ตลอดแต่ก็หยุดความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาไม่ได้ พวกเขาอยากจะเห็นอัจฉริยะสายเลือดขั้นหกของสำนักราชวงศ์

เวลานี้ลานกว้างหน้าวิหารยุทธ์ได้ถูกสร้างเป็นเวทีขนาดใหญ่ รอบ ๆ เวทีเต็มไปด้วยผู้คน คึกคักเป็นพิเศษ

ศิษย์ภายในและภายนอกเกือบทั้งหมดมาที่นี่ เพื่อชมการประลองของเหล่าศิษย์ใหม่ว่ามีฝีมือระดับไหน!

เมื่อลู่เหรินสะพายดาบไฟวิญญาณมาถึงลานกว้าง ลานกว้างก็เต็มไปด้วยผู้คนแล้ว บนท้องฟ้ามีเสียงแหวกอากาศดังขึ้นเป็นระยะ ๆ ร่างต่าง ๆ ร่อนลงมาเหมือนฝูงตั๊กแตน

บรรยากาศคึกคักจนทะลุฟ้า!

“ไม่นึกเลยว่าการประลองของศิษย์ใหม่ จะดึงดูดคนได้มากมายขนาดนี้!”

ลู่เหรินแอบตกใจ

เขาเพิ่งเคยเห็นภาพแบบนี้เป็นครั้งแรก

“ลู่เหริน มาหาอาจารย์ทางนี้!”

ทันใดนั้นเสียงของอวิ๋นชิงเหยาก็พูดขึ้น

ลู่เหรินมองไปตามเสียงก็เห็นอวิ๋นชิงเหยานั่งอยู่บนที่นั่งพิเศษสูง ๆ ด้านข้างยังมีผู้อาวุโสอีกหลายคนนั่งอยู่

มีศิษย์อีกสองคน ชายหนึ่งหญิงหนึ่งยืนอยู่บนที่นั่ง

คนทั้งสองนี้คือจ้าวอี้และหยางหรง ศิษย์ใหม่ที่มีพรสวรรค์สูงที่สุดสองคน

เมื่อจ้าวอี้เห็นลู่เหรินเดินขึ้นบันไดมาก็พูดประชดประชันว่า “อ้าว พวกขยะสามตัวแห่งศิษย์ใหม่มาแล้วนี่”

อวิ๋นชิงเหยาพูดเสียงเข้ม “จ้าวอี้อย่ามาดูถูกศิษย์ของข้า!”

“ท่านอาจารย์อวิ๋น นี่ไม่ใช่ข้าพูดนะ เขาไปฝึกฝนกับพวกไร้ค่าแห่งศิษย์ใหม่อีกสองคนในทีมของศิษย์พี่ฉินอวี้ถึงได้ถูกศิษย์พี่คนอื่น ๆ เรียกว่าขยะสามตัวแห่งศิษย์ใหม่!”

จ้าวอี้หัวเราะ

“ท่านอาจารย์ ขยะสามตัวก็ขยะสามตัวเถอะ ข้าก็มีสายเลือดขยะอยู่แล้ว!”

ลู่เหรินไม่ใส่ใจเลย

แต่อวิ๋นชิงเหยาเหลือบมองจ้าวอี้ด้วยหางตาพูดเสียงเย็นว่า “จ้าวอี้ รีบขอโทษศิษย์ของข้าเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นอย่าหาว่าข้าโหดร้าย!”

สีหน้าของจ้าวอี้ดูแย่มาก เขาจำใจพูดกับลู่เหรินว่า “ศิษย์น้องลู่เหริน เมื่อครู่ข้าผิดไป ขอศิษย์น้องโปรดอภัยให้ข้าด้วย!”

“เฮอะ ไม่เป็นไร!”

ลู่เหรินเห็นท่าทางของจ้าวอี้ก็รู้สึกสะใจ

มีอาจารย์คอยปกป้องนี่มันดีจริง ๆ!

“ลู่เหริน ไปคารวะเหล่าผู้อาวุโสเถอะ!”

อวิ๋นชิงเหยาพูด

“ขอรับ!”

ลู่เหรินเดินไปหน้าเหล่าผู้อาวุโสโค้งคำนับแล้วพูดว่า “ศิษย์ลู่เหริน ขอคารวะท่านผู้อาวุโสทุกท่าน!”

ผู้อาวุโสใหญ่ลูบเคราเห็นลู่เหรินสะพายดาบไฟวิญญาณ ดวงตาขุ่นมัวก็เป็นประกาย “ลู่เหริน เจ้าฝึกเคล็ดดาบท้องฟ้าของท่านอาจารย์อวิ๋นสำเร็จแล้วหรือ?”

ลู่เหรินพยักหน้า “ใช่แล้ว อาจารย์สอนข้าอย่างตั้งใจ ข้าฝึกได้สองกระบวนท่าแล้ว!”

“ฮ่าฮ่าฮ่า ดีมาก!”

ผู้อาวุโสใหญ่หัวเราะเสียงดัง สามารถฝึกได้สองกระบวนท่าก็เพียงพอแล้ว

อวิ๋นชิงเหยาทำหน้าลำบากใจ ไม่นึกเลยว่าศิษย์ของนางจะคุยโม้เก่งขนาดนี้ ทั้งที่ความจริงแค่ฝึกวิชาดาบพื้นฐานได้เท่านั้น…

แต่มาถึงตอนนี้ ก็ไม่สำคัญแล้ว

แค่ศิษย์ของนางแค่ขึ้นไปท้าประลองก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

ไม่นานฝูงชนก็เริ่มส่งเสียงดัง เห็นผู้อาวุโสคนหนึ่งของสำนักเมฆขจี นำชายชราและเด็กหนุ่มสาวสามคนเข้ามา

ชายชรามีผมและหนวดเคราสีทองยาวรุงรัง เหมือนสิงโต

เด็กหนุ่มสาวสามคนที่อยู่ด้านหลังชายชรา หนึ่งชายสองหญิง อายุประมาณสิบเจ็ดปี เด็กหนุ่มมีใบหน้าหล่อเหลา รูปร่างผอมบาง สะพายดาบยาว บนร่างมีกลิ่นอายแห่งความเฉียบคม

ด้านซ้ายของเด็กหนุ่มรูปงามเป็นเด็กสาวที่ดูทะมัดทะแมง สวมชุดฝึกสีดำ เด็กสาวทางด้านขวามีใบหน้างดงาม สวมชุดยาวสีเขียว มีท่าทางหยิ่งทะนง

“ท่านผู้อาวุโสเซี่ย ไม่ได้เจอกันตั้งหนึ่งปี สบายดีหรือไม่เล่า!”

ผู้อาวุโสใหญ่ลุกขึ้นยิ้มต้อนรับ

“ฮ่าฮ่าฮ่า!”

ผู้อาวุโสเซี่ยหัวเราะเสียงดังแล้วพูดว่า “ท่านผู้อาวุโสเมิ่ง… ข้าได้ยินมาว่าสำนักเมฆขจีของพวกท่านรับเด็กที่มีสายเลือดขยะเข้ามาเป็นศิษย์ใหม่แถมยังจะให้เขาไปประลองกับศิษย์ของสำนักข้าอีก? คิดว่าเขาเป็นถึงจักรพรรดิโบราณหรือ? คิดว่าสำนักเมฆขจีของพวกท่านจะฝึกฝนขยะให้กลายเป็นดาวเด่นได้หรืออย่างไร?”

จบบทที่ ตอนที่ 20 การประชุมร่วมสำนัก

คัดลอกลิงก์แล้ว