เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 77 ปล่อยตัว

ตอนที่ 77 ปล่อยตัว

ตอนที่ 77 ปล่อยตัว


“เสียสละหยางไค่ เพื่อปกป้องซูเหยียน เจ้าคิดว่าสิ่งที่เจ้าเลือกถูกต้องที่สุด ?” เหรัญญิกเม้งกล่าวด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ

ซู่ซวนวู่รู้สึกอับอายอย่างยิ่งเขาคิดว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังวิจารณ์การตัดสินในของเขา

 

เม้งวู่หยา : “หากเจ้าตัดสินในที่จะทำเช่นนี้ จะสามารถช่วยซูเหยียนออกมาจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างปลอดภัย แต่.........เมื่อซูเหยียนรับรู้เรื่องนี้ในภายหลัง นางจะรู้สึกอย่างไร ?”

ซู่ซวนวู่ตะลึงไปชั่วขณะ ทันใดนั้นหน้าผากของเขามีเหงื่อเย็นผุดออกมาอย่างต่อเนื่อง เขาตระหนักถึงความรุนแรงของสถานการณ์นี้ไดอย่างกะทันหัน

 

“เจ้าทำเช่นนี้ เพียรแต่สร้างความรู้สึกผิดภายในจิตใจให้แก่นาง !! วิชายุทธุ์ที่นางฝึกฝนคือดวงใจน้ำแข็ง เมื่อจิตใจของนางถูกครอบครองด้วยความรู้สึกผิดและแปรเปลี่ยนเป็นจิตใจแห่งมาร ผลทีตามมาท่านรู้ดียิ่งกว่าใคร” เสียงของเม้งวูหยากังกระซิบอยู่ข้างหูของซู่ซวนวู่ ทันใดนั้นเขารู้สึกว่าโดนฟ้าผ่าอย่างเจ็บปวด และความสำนึกผิดก่อเกิดขึ้นในจิตใจ

 

เขาคิดแต่เพียงผลประโยชน์ที่ได้ในระยะสั้น แต่ไม่คิดว่าจะสร้างผลร้ายให้แก่ซูเหยียนในระยะยาว เป็นเรื่องจริง ที่เขาเสียสละหยางไค่และสามารถปกป้องซูเหยียน แต่ตราบใดที่นางยังมีชีวิต นางจะคิดถึงเรื่องราวในวันนี้ การที่นางสามารถมีชีวิตรอดอย่างปลอดภัยเป็นเพราะการเสียงสละของหยางไค่ ถ้าหากนานวันต่อไปเรื่อยๆ จิตใจของนางจะถูกทรมาณจากความรู้สึกนี้ เมื่อจิตใจไม่สงบ แล้วจะสามารถฝึกฝนวิชายุทธุ์ให้ก้าวหน้าต่อไปได้อย่างไร ?

 

“ขอบคุณเหรัญญิกเม้งที่ตักเตือน !!” ซู่ซวนวู่กล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ

 

“ฮ่าฮ่า” เม้งวูหยาหัวเราะเบาๆ : “แม้ว่าข้าไม่พูด เจ้าก็สามารถคิดได้ แต่มันอาจจะสายเกินไปเท่านั้น !!”

ผู้อาวุโสที่หนึ่งยืนอยู่ข้างๆด้วยใบหน้าที่ต้องเผชิญกับความผันผวน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เขาจะหาโอกาสในการเอาชนะผู้อาวุโสที่สอง เรื่องราวดีๆเกือบจะสำเร็จต่อหน้าเขา แต่ตอนนี้เหรัญญิกเม้งกลับปรากฏตัวออกมากล่าวตักเตือน แล้วผู้อาวุโสที่สองจะยอมแพ้ต่อเขาได้อย่างไร ? เพื่ออนาคตในวันข้างหน้าของซู่เหยียน แน่นอนว่าเขาจะไม่ยอมรับผลตัดสินในวันนี้ !

 

เมื่อตระหนักถึงจุดนี้ เหว่ยซิตงลดใบหน้าที่เคร่งขรึมลงและกล่าว : “เหรัญญิกเม้ง สถานที่แห่งนี้เป็นหอเกียรติยศแห่งผู้อาวุโส หากไม่มีการอนุญาตจากผู้อาวุโส ไม่ว่าใครก็ห้ามเข้ามา เจ้าเดินเข้ามาจากตรงไหนข้าก็ขอให้เจ้าออกไปจากตรงนั้น...........”

 

เม้งวู่หยาเหลือบมองเขา เขาโบกมือและโยนป้ายคำสั่งของผู้อาวุโสออกไป จากนั้นร่างกายของเขาประกาย เขาได้ปรากฏอยู่บนที่นั่งสูงสุดของหอเกียรติยศ

 

“เหิมเกริม !!” เหว่ยซิตงตะโกนออกมาด้วยความโกรธ ผู้อาวุโสคนอื่นๆต่างแสดงออกด้วยความโกรธเช่นเดียวกัน พวกเขาต่างมองเหรัญญิกเม้งด้วยใบหน้าที่หยาบกระด้าง

เหตุผลไม่ได้อยู่ที่ตัวเขา แต่เพราะที่นั่งที่ว่างและอยู่บนจุดสูงสุดของหอเกียรติยศเป็นที่นั่งของประมุขแห่งหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยว นอกจากประมุข ไม่มีใครที่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะก้าวขึ้นไป ผู้อาวุโสหลายท่านต่างดิ้นรนต่อสู้กันมาหลายปีเพราะที่นั่งที่ว่างอยู่นั้น แม้ว่าจะเป็นผู้อาวุโสที่หนึ่ง ก็มิกล้าที่จะครอบครองตำแหน่งนั้น

 

แต่ตอนนี้ เหรัญญิกแห่งหอแลกเปลี่ยนวิเศษที่ไม่รู้ต้นกำเนิดและที่มาของเขากลับกล้าที่จะขึ้นไปบนที่นั่งของประมุข แล้วเหล่าผู้อาวุโสจะไม่โกรธได้อย่างไร ? เพรามันเป็นการดูหมิ่นหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยวอย่างแท้จริง !!

 

“ฮ่ฮ่า ทุกคนอย่างเพิ่งเกรี้ยวโกรธข้าไปเลย” เม้งวูหยาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะลูกเคราของตัวเองและกล่าว : “ข้าเป็นตัวแทนของประมุขของพวกเจ้า มาเพื่อถ่ายทอดคำกล่าวเท่านั้น !!”

 

“ตัวแทนของประมุข ?” ผู้อาวุโสทั้งห้าต่างแสดงออกอย่างตื่นตกใจในทันที

หลายสิบปีที่ผ่านมา แม้ว่าผู้อาวุโสทั้งห้าต้องการที่จะพบกับประมุขก็เป็นเรื่องยากเสมือนการปืนป่ายขึ้นไปยังทรวงสวรรค์ แต่ไม่คิดว่าเม้งวูหยากลับสามารถพบกับเขา นอกจากนั้นคำกล่าวและน้ำเสียงของเขาเหมือนว่าเป็นเพราะเหตุการณ์ในวันนี้ประมุขจึงต้องการกล่าวบางสิ่งบางอย่างแก่พวกเขา

มันเกิดอะไรขึ้น ? ในวันทั่วแม้ว่าหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยวจะวุ่นวายจนแทบพลิกแผ่นดิน ประมุขจะไม่เข้ามาแทรกแซงแม้แต่น้อย แต่วันนี้เป็นเพราะความขัดแย้งระหว่างศิษย์รุ่นเยาว์กลับกระตุ้นการเคลือ่นไหวของประมุข

 

“นี้คืออะไร พวกเจ้าทุกคนต่างทราบอย่างชัดเจนว่ามันคือสิ่งใด ?” ในมือของเหรัญญิกเม้งถือป้ายหยกสีม่วง

 

“ป้ายหยกของประมุข !!”

 

ป้ายหยกนี้เป็นสัญลักษณ์ของหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยว มันเป็นสิ่งที่มิอาจปลอมแปลงได้

 

“รู้ก็ดี” เหรัญญิกเม้งยิ้มเบาๆ

 

ความขุ่นเคือง: "ขอให้ฉันกล้าถามว่า Head ต้องการให้คำแนะนำแก่คุณได้อย่างไร?"

เหว่ยซิตงกล่าวถามด้วยความขุ่นเคือง : “ขอถามเหรัญญิกเม้ง ไม่ทราบว่าประมุขกล่าวแก่เจ้าอย่างไร ?”

 

แม้ว่าประมุขจะไม่ได้ดูแลเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในหอประลองยุทธุ์กว่าสิบปี แต่อำนาจของประมุขของเขากลับไมได้ลดเลงแม้แต่น้อย

 

เม้งวูหยากล่าว : “ประมุขของพวกเจ้ากล่าว่า เรื่องใหญ่ในวันนี้ ให้มันกลายเป็นเรื่องเล็ก เรื่องเล็กให้มันมลายหายไป เพราะมันเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของุทกคน !! การต่อสู้ของศิษย์รุ่นเยาว์ พวกเจ้าที่เป็นผู้อาวุโสแก่ชราจนเจียนตายจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวข้องทำไม ?มันไร้ยางอายสิ้นดี !!”

 

เหว่ยซิตงตกใจกับคำกล่าว ก่อนจะกล่าวถามอย่างตะกุกตะกัก : “ประมุข.....ประมุขกล่าวเช่นนี้ ?”

 

“โอ้ว คำกล่าวสุดท้ายเป็นคำกล่าวของข้าเอง ประมุขของพวกเจากล่าวเพียงครึ่งแรก !!” เม้งวูหยากล่าวตอบอย่างเฉื่อยชา

เหล่าผู้อาวุโสโกรธเคืองจนแทบจะกระอักเลือด !! การกล่าวด่าในครั้งนี้ มันเป็นความจริงและตรงไปตรงมา !! จะโต้เถียงกลับไปก็มิใช่เรื่องที่สมควร

“นอกจากนั้น หยางไค่อยู่ในเขตแดนลมปราณแรกเริ่ม พวกเจ้าควรเลื่อนให้เขาเป็นศิษย์สามัญเสียที เขาจะอยู่ในสถานะศิษย์ฝึกหัดตลอดไปก็มิใช่เรื่อง”

 

“คำกล่าวนี้..........เป็นคำกล่าวของเจ้าใช่ไหม ?” เหว่ยจวางกล่าวถามอย่างไม่วางใจ

 

“เป็นคำกล่าวขอประมุขของพวกเจ้า” เม้งวูหยางหัวเราะอย่างสะใจ : “คำกล่าวได้ถ่ายทอดออกไปเรียบร้อย พวกท่านจัดการตามความเหมาะสมด้วย !!”

 

หลังจากที่กล่าวจบ เขาเดินลงมาจากที่นั่งด้านบน ก่อนจะเดินออกไปจากหอเกียรติยศแห่งผู้อาวุโส

 

ผู้อาวุโสทั้งห้าต่างมองหน้ากันไปมา ก่อนจะนิ่งและไม่กล่าวสิ่งใดออกมา ในเมื่อประมุขถ่ายทอดคำสั่งมา ยังต้องเจรจาหารืออะไรกันอีก เดิมทีมันไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ แต่ความุวุ่นวายเกิดขึ้นเพราะพวกเขาเป็นคนที่ยกประเด็นขึ้นมาถถเถียงเพื่อแสดงอำนาจของตนเอง การที่จะจบเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ง่ายดายอย่างมาก

ซู่ซวนวู่กล่าวสบทอย่างเย็นชา เขาโบกมือและเดินออกไป เมื่อมีคำสั่งของประมุข เขาไม่จำเป็นต้องทะเลาะโต๊ะเถียงอีกต่อไป เมื่อเดินมาถึงด้านล่าง เขาและซู่มู่ได้หายตัวไปอย่างรวดรเร็ว

 

เมื่อผู้อาวุโสที่สองเดินออกไป ผู้อาวุโสที่สามเห่อเป่ยซุยก็ได้เดินออกไปเช่นเดียวกัน ในหอเกียรติยศจึงเหลือเพียงกลุ่มของผู้อาวุโสที่หนึ่งเท่านั้น

 

ผู้อาวุโสที่ห้ากล่าด้วยความลังเล : “ผู้อาวุโสที่หนึ่ง มันมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เรื่องนี้ไม่มช่เรื่องใหญ่ แต่มันกลับกระตุ้นท่านประมุข อาจมีการสวมรู้ร่วมคิดอยู่หรือเปล่า ?”

ผู้อาวุโสที่สี่พยักหน้า : “หรือว่าท่านประมขต้องการส่งคำเตือนพวกเราว่าเขายังคงเฝ้าดูหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยว ?”

 

คำพูดนี้ก็เป็นการคาดเดาของผู้อาวุโสที่หนึ่งเช่นเดียวกัน แต่ว่าเขาไม่เต็มใจที่จะยอมรับ ตอนนี้มันถูกกล่าวขึ้นจากปากของผู้อาวุโสที่สี่ ทำให้หัวใจของเขาเปล่งเสียงที่หนักอึ้งออกมา

 

“ไม่ว่จะอย่างไร ครั้งนี้พวกเราต้องถอยหนึ่งก้าว เรื่องที่เราจะทำในวันข้างหน้าต้องระมัดระวังมากยิ่งขั้น” ผู้อาวุโสที่หนึ่งกล่าวด้วยเสียงต่ำ : “แต่ว่า พวกเราสามารถทดสอบความคิดของท่านประมุขอีกครั้ง ดูว่าท่านประมุขคิดอะไรอยู่ในใจ ถ้าหากเขาต้องการที่จะออกจากการเก็บตัวเพื่อดูแลหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยว พวกเราจะเป็นผู้ช่วยของเขา แต่ถ้าหากเขาเพียงแค่แวะมา......หอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยวไม่สามารถเป็นเช่นนี้อีกต่อไป ควรมีใครสักคนที่จะเป็นผู้นำของหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยว”

 

“ถูกต้อง !! แต่ว่า !! พวกเราจะทดสอบอย่างไร ?” ผู้อาวุโสที่สี่กล่าวถามเบาๆ

"

“ท่านประมุขกล่าว่า หยางไค่สามารถเลื่อนเป็นศิษย์สามัญ พวกเราสามารถเริ่มจากตรงนี้ !”

 

“เป็นเช่นนี้ !!” ผู้อาวุโสที่สี่และผู้อาวุโสที่ห้าตื่นตัวขึ้นมาทันที

 

คุกคุมขังในป่าลึก ซู่เหยียนและคนอื่นๆที่เหลือต่างเผชิญหน้าซึ่งกันและกัน ไม่มีใครกล้าที่จะเคลื่อนไหว

 

สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินไปกว่าครึ่งชั่วยาม รัศมีความเย็นจากร่างกายของซู่เหยียนเริ่มหนาแน่นและเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ถ้าหากไม่เป็นเพราะทักษะการต่อสู้แห่งพลังหยางของหยางไค่ที่ระงับดวงใจน้ำแข็งที่เยือกเย็นของนาง ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะถูกแช่แข็งกลายเป็นรูปปั้นอยู่ที่นี้

 

ขณะที่พวกเขากำลังเผชิญหน้าซึ่งกันและกัน ศิษย์แห่งหอวินัยศักดิ์สิทธิ์วิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบและกล่าวตะโกน : “มีคำสั่งจากเหล่าผู้อาวุโส ให้ปล่อยพวกเขา !!”

 

“อะไรน่ะ ?” เซี่ยหงเจี่ยตะลึงจนตัวแข็งทื่อ

ศิษย์แห่งหอวินัยศักดิ์สิทธิ์กล่าวด้วยใบหน้าที่ขมขื่น : “ศิษย์พี่เจี่ย เหล่าผู้อาวุโสต่างกล่าวออกคำสั่งให้เรื่องนี้ให้จบเพียงเท่านี้ ไม่ว่าใครก็ห้ามสืบสวนต่อไป ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษตามกฎขอสำนัก !!”

 

เซี่ยหงเจี่ยจ้องมองหยางไค่ด้วยใบหน้าที่เกลียดแค้น เขารอให้ซู่เหยียนลงมืตลอดเลา เพราะเมื่อซูเหยียนลงมือ เขาจะมีโอกาสกำจัดหยางไค่ !! แต่ซู่เหยียนไม่ให้โอกาสนี้แก่เขา เมื่อได้ยินคำสั่งของผู้อาวุโส ทำให้เขาไร้ซึ่งความหวังและโอกาสที่จะกำจัดหยางไค่

 

เขากัดฟันแน่นและกล่าวด้วยความโกรธแค้น : “ปล่อยพวกเขา !!”

 

ซู่เหยียนยังคงพยุงดูแลหยางไค่ นางเดินนำหลี่หยุนเทียนและคนอืนๆ ค่อยๆเดินออกไปอย่างช้าๆ ภายใต้การจ้องมองของเจี่ยหงเซี่ยที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน

จบบทที่ ตอนที่ 77 ปล่อยตัว

คัดลอกลิงก์แล้ว