เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 74 แก้ไขกฏแห่งสำนัก

ตอนที่ 74 แก้ไขกฏแห่งสำนัก

ตอนที่ 74 แก้ไขกฏแห่งสำนัก


เสมืนอว่าพวกเขาได้วางแผนล่วงหน้าเสมือนว่าพวกเขามีจิตใจที่เชื่อมต่อกัน หยางไค่และซู่เหยียนตะโกนออกมาพร้อมกันและยังเป็นคำเดียวกัน แม้แต่สุ้มเสียงและการแสดงออกยังเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน

 

เจี่ยหงเฉินตะลึงกับเสียงตะโกนของพวกเขาทั้งสอง !! เขามองไปที่ซูเหยียนด้วยความเจ็บปวดและกล่าวอย่างน่าสังเวช : “ทำไมเขาถึงจะไม่ใช่เศษสวะ ?จากฐานะของเขา เขาเป็นเพียงศิษย์ฝึกหัด การบ่มเพาะพลังอยู่ในเขตแดนลมปราณแรกเริ่มขั้นที่ 3 คนประเภทนี้คือเศษสวะ ศิษย์น้องเห็นข้อดีอะไรในตัวของเขาบ้าง ?”

“เรื่องของเราทั้งสอง ไม่จำเป็นที่เจ้าต้องมากังวล !!” ซูเหยียนเล่นละครตบตาไปเรื่อยๆ เพื่อใช้โอกาสนี้กำจัดเจี่ยหงเฉินที่เข้ามายุ่งวุ่นวายกับเธอมานาน แม้แต่คำว่า เราทั้งสองที่สนิทสนมเธอยังใช้มันออกไป

 

“ศิษย์พี่ท่านเข้าใจความหมายของกล่าวที่ว่า รักแรกพบหรือไม่ ?” หยางไค่ยังคงเล่นละครตบตาต่อไปและยังจ้องมองเจี่ยหงเฉินด้วยสายตาที่เยาะเย้น

“หุบปาก !!” เจี่ยหงเฉินตะโกนด้วยความโกรธที่รุนแรง : “ข้าคุยกับศิษย์น้อง ไม่ช่องว่างให้เศษสวะอย่างเจ้าเข้ามาแทรกแซง !!”

หยางไค่หรี่ตาลง และหัวเราะอย่างเฉยชา

 

“สวะคือสวะวันยังค่ำ !!” ความสงบเสงี่ยมในช่วงแรกของเจี่ยหงเฉินถูกทอดทิ้งไป ความหึงหวงกลายเป็นความเกลียดชัง รูปหน้าที่หล่อเหล่าแสดงออกอย่างน่าสะอิดสะเอียน เรื่องราวมันซับซ้อนแค่ไหนหน้าตาเขาก็น่าเกลียดเช่นนั้น : “ตอนที่ข้าอายุประมาณเจ้า ข้าอยู่ในเขตแดนก่อกำเนิดลมปราณ เจ้าเป็นสวะที่อยู่ในเขตแดนลมปราณแรกเริ่มขั้นที่ 3 ตอนนี้ข้าอยู่ในเขตแดนผสานลมปราณขั้นสูงสุด ข้าและเจ้ามีช่องว่างระหว่างลมปราณที่ห่างกันถึง 2 เขตแดน 6 ขั้น เจ้าจะเทียบกับข้าได้อย่างไร ?”

 

“ศิษย์พี่อย่าเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานในการเปรียบเทียบกับผู้อื่น!!” หยางไค่ไม่กล่าวอะไรออกไปอีก คำบางคำไม่จำเป็นต้องอธิบาย มีเพียงการปฏิบัติจนสำเร็จถึงจะเกิดผลลัพทธุ์ที่ชัดเจน

 

“เจี่ยหงเฉิน ข้าไม่อยากวุ่นวายกับเจ้าอีก ถอยออกไป ภายใต้การดูแลของหอวินัยศักดิ์สิทธิ์ เขาได้รับบาดเจ็บไม่น้อย ข้าต้องพาเขากลับไปเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ !!” ซู่เหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือก

 

“วันนี้ไม่ว่าใครก็อย่าคิดจะออกไปจากที่นี้ !!” เจี่ยหงเฉินตะโกนด้วยความโกรธ เขามองซูเหยียนด้วยสายตาที่เจ็บปวด เขากล่าวออกคำสั่งด้วยร่างกายของเขาสั่นสะท้าน: “ศิษย์สาวกแห่งหอวินัยศักดิ์สิทธิ์รับคำสั่ง หากว่าใครกล้าที่จะออกไปจากที่นี้ ฆ่าให้หมด !! แม้ว่าจะเป็นศิษย์พี่ซูของพวกเจ้าก็ไม่เว้น และห้ามผ่อนปรนให้แก่นางด้วย !!”

 

รักมาก แค้นมาก ในตอนนี้เจี่ยหงเฉินได้แสดงความหมายของคำนี้ออกมาอย่างชัดเจน

ฮวา ฮวา ฮวา.....ศิษย์สาวกกว่าร้อยคนค่อยเคลื่อนตัวไปข้างหน้า และล้อมซู่เหยียนและคนอื่นๆ เอาไว้เหมือนเดิม

 

“เจ้ายืนหยัดที่จะทำเช่นนี้?” ดวงตากลมโตที่ใสสะอาดของซูเหยียนประกายด้วยความโกรธ

 

เจี่ยหงเฉินฝืนยิ้มอย่างขมขื่น : “ศิษย์น้อง ข้ารู้ว่าข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า แต่ถ้าหากเจ้าต้องการที่จะออกไปจากที่นี้ เจ้าต้องข้ามศพข้าไปก่อน !!”

เมื่อเขาถูกผลักดันให้มาถึงจุดนี้ เขาจึงพยายามใช้ความกล้าหาญและความสิ้นหวังกระตุ้นซู่เหยียนอีกครั้ง

 

ซูเหยียนเกรี้ยโกรธจนทรวงอกสั่นไหวขึ้นลงอย่างไม่หยุด

 

นางไม่กลัวหอวินัยศักดิ์สิทธิ์ ความแข็งแกร่งของเธออยู่ในเขตแดนลมปราณแท้จริงขั้นที่ 3 เขตแดนของเธอเหนือกว่าเจี่ยหงเฉินถึง 3 ขั้น ทันทีที่เธอเปิดใช้ดวงใจน้ำแข็ง ไม่มีใครที่จะสามรถปิดกั้นเส้นทางของเธอได้

 

แต่ว่า......หยางไค่ หลี่หยุนเทียนและคนอื่นๆ คงได้รับความเดือดร้อนไม่น้อย

 

เพราะมีนางเพียงคนเดียว นางไม่สามารถปกป้องทุกคนให้รอดปลอดภัยจากหอวินัยศักดิสิทธิ์ได้

เมื่อเส้นทางด้านหน้าถูกปิดกั้น ซูเหยียนไม่กล้านำพาพวกเขาออกไป คนของหอวินัยศักดิ์ก็ไม่กล้าลงมือโจมตี พวกเขาเพียงแค่หยุดซูเหยียนและคนอื่นๆไว้ตรงนี้

ศิษย์รุ่นใหม่กำลังวุ่นวายอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ผู้อาวุโสแห่งหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยวกำลังโต้เถียงในสถานที่อื่นอย่างรุนแรง

 

ภายในห้องโถงของผู้อาวุโส ผู้อาวุโสที่หนึ่งแห่งหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยวเหว่ยซิตง ผู้อาวุโสที่สองซู่ซวนวู ผู้อาวุโสที่สามเหอเป่ยซุย ผู้อาวุโสที่สี่โจวเฟย ผู้อาวุโสที่ห้าหล่งจือไจ้ พวกเขาทั้ง 5 ต่างรวมตัวพร้อมเพรียงกันที่นี้

ผู้อาวุโสทั้ง 5 แบ่งที่นั่งออกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งแรกมีผู้อาวุโสที่หนึ่งเว่ยซิตง ผู้อาวุโสที่สี่โจวเฟย ผู้อาวุโสที่ 5 หล่งจือไจ้

อีกฝั่งมีผู้อาวุโสที่สองซู่ซวนวู ผู้อาวุโสที่สามเหอเป่ยซุย

 

นี้คือการแบ่งพรรคเป็นฝ่ายของผู้อาวุโสในหอประลองยุท์หลิงเซี่ยว

 

ตอนนี้ซู่มู๋และเหว่ยจวางที่ปะทะกันกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นของทั้งสองฝ่าย เพื่ออธิบายเล่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในวันนี้

ซูมู่เป็นคนแรกที่กล่าวอธิบาย เขาพูดความจริงทุกอย่างว่าเขาดถูกเหว่ยจวางปิดกั้นอย่งไรอย่างไร มีการแลกเปลี่ยนวิชายุทธุ์อย่างไร และถูกเหว่ยจวางสร้างความอับอายอย่างไร แม้ว่าเขาจะรู้สึกอับอายแต่เขาพูดความจริงถูกทุกอย่างโดยไม่มีการเติมแต่งแม้แต่นิดเดียว

 

เมื่อผู้อาวุโสทั้ง 5 ได้ฟัง พวกเขาไม่กล่าวอะไรออกไป และรอให้เหว่ายจวางเล่าเรื่องนี้อีกครั้ง

 

แต่เรื่องราวที่ออกมาจากปากของเหว่ยจวางมีบางส่วนที่แตกต่าง แม้ว่าจุดเริ่มต้นจะเป็นเรื่องราวที่ไม่ต่างจากซู่มู่ แต่เมื่อมาถึงฉากเหตุการณ์ของหยางไค่ เหว่ยจวางพลิกเปลียนเรื่อราวที่เกิดขึ้น เขากล่าวว่าหยางไค่ทำเกินไปโดยที่ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยน้ำตาที่ไหลรินออกมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเขาใช้อาวุธที่ร้ายกาจโจมตี ทำลายเสื้อเกราะเมฆ่าของเขา และพยายามที่จะฆ่าเขาได้วย

 

น้ำเสียงน่าสังเวชใจ ทำให้ผู้ที่ได้ยินรู้สึกเจ็บปวดใจ ซึ่งผสานรวมเป็นหนึ่งกับการกระทำของร่างกายที่แสดงออกอย่างสมจริง ทำให้เรื่องราวที่เขากล่าวออกมาเกิดกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถึงสิบเท่า ร้อยเท่า

 

“เจ้าโกหก !!” เมื่อซู่มู่ได้ยินเขาโกรธเคือง และกล่าวด่าด้วยความไม่พอใจ

 

“ความจริงเป็นเช่นนี้” เหว่ยจวางสบโอกาสกล่าวว่าซู่มู่ถูกทุบตีจนสลบไป และไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

“เจ้าแต่งเรื่องขึ้น !!” เรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น เจ้ามันขยะที่น่ารังเกียจ !! โกหกโดยไม่คิด”

 

“เงียบให้หมด” ผู้อาวุโสที่หน่งทุบเก้าอี้ ซู่มู่สาปช่างหลายชายของเขาต่อหน้าเขา มีหรือที่ผู้อาวุโสที่หนึ่งเช่นเขาจะสามารถทนได้ ?แต่เมื่อเขาเคืองโกรธเขาก็ปล่อยให้มันผ่านไป เพราะมันข้อพิพาทของคนรุ่นใหม่ เขาไม่สามารถที่จะลงมือสั่งสอนพวกเขาได้

 

“ฮึ!” ผู้อาวุโสที่สองกล่าวสบทดอย่างเยือกเย็น

 

ผู้อาวุโสที่หนึ่ง : “เรื่องราวทั้งหมดได้จบลงไปแล้ว พวกท่านคิดว่าอย่างไร?”

 

แม้ว่าจะถามเช่นนี้ แต่สายตาของเขาจ้องมองไปที่ผู้อาวุโสที่สองซู่ซวนวู่ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องการทราบความเห็นของเขา

 

ซู่ซวนวู่กล่าว : “อะไรตัดสินใจอย่างไร ?เรื่องนี้มันก็ชัดเจนอยู่แล้ว มันเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนวิชายทุธุ์ของศิษย์รุ่นเยาว์ ให้พวกเขาจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวของพวกเขาเอง ทำไมต้องให้ผู้อาวุโสอย่างพวกเราเข้าร่วมการตัดสินด้วย ?”

 

ผู้อาวุโสที่หนึ่งหัวเราะเบาๆ ทันใดนั้นผู้อาวุโสที่หนึ่งได้หันไปกล่าวกับผู้อาวุโสที่สี่ : “คำกล่าวของผู้อาวุโสที่สองไม่ถูกต้อง สถานการณ์ที่เกิดเป็นเพราะการแลกเปลี่ยนวิชายุทธุ์ แต่หลังจากคนที่ชื่อหยางไค่เข้ามา เขาก็ได้สร้างความวุ่นวายและทำให้เรื่องนี้เปลี่ยนแปลงกลายเป็นความซับซ้อนในทันที”

 

“เปลี่ยนแปลงอย่างไร ?ภายใต้สายตาของทุกคน เขาท้าประลองยุทธุ์ต่อเหว่ยจวางอย่างเปิดเผย เขาไม่ได้ทำผิดกฏของสำนัก เป็นเพราะเหว่ยจวางไม่มีความแข็งแกร่งที่เพียงพอ จึงพ่ายแพ้ให้แก่เขา แล้วจะโทษใครได้?” ซูซวนวู่โกรธทีหลายชายของตัวเองถูกรังแกทำให้อับอาย ดังนั้นสุ้มเสียงและคำพูดในการกล่าวจึงไม่เกรงใจและไม่สุภาพ

 

ผู้อาวุโสที่สี่กล่าวขึ้น : “ถ้าหากมันเป็นการท้าปรลองยุทธุ์ หลังจากที่เอาชนะเหว่ยจวาง ทุกอย่างก็จะจบลง !! แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น แต่ในระหว่างการต่อสู้เขากลับใช้อาวุธที่ร้ายกายทำลายเสื้อเกราะเมฆาของเว่ยจวาง กฏของสำนักกล่าวไว้ การแลกเปลี่ยนวิชายุทธุ์ระหว่างศิษย์ ห้ามใช้อาวุธในการต่อสู้ !! มันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหยางไค่ทำลายกฏในข้อนี้ ดังนั้นเขาต้องได้รับการลงโทษ !!”

 

ซูซวนวูหัวเราะอย่างเย็นชา : “ผู้อาวุโสที่สี่ กฏของสำนักไม่ได้เป็นเช่นนั้น ประมุขอยู่ในความสัมโดษไม่ปรากฏตัวหลายปี มีใครบางคนที่กล้าหาญ กล้าที่จะเปลี่ยนกฏของสำนัก?”

 

คำกล่าวนี้เจาะจงชี้ตัวอย่างชัดเจน แต่ผู้อาวุโสที่หนึ่งยังคงแสดงออกอย่างสงบนิ่ง เหว่ยซิตงจึงกล่าวตอบ : “โอ้ว ? งั้นผู้อาวุโสทีสองช่วยบอกเราได้ไหมว่ากฏของสำนักกล่าวว่าอย่างไร ?”

 

ซู่ซวนวู่หัวเราะอย่างเยือกเย็น : “กฏของสำนักกล่าวไว้ว่า การแลกเปลี่ยนวิชายุทธุ์ของเหล่าศิษย์สาวก ห้ามใช้อาวุธ ห้ามใช้โอสพวิเศษ สมบัติวิศษ สำหรับการต่อสู้ของทั้งสอง สามารถใช้ทักษะการต่อสู้ กระบวนท่า หมัด เท้า เท่านั้น !! ผู้อาวุโสที่หนึ่ง ข้อนี้ ข้ามไ่้ดกล่าวผิดไปใช่ไหม ?”

 

จบบทที่ ตอนที่ 74 แก้ไขกฏแห่งสำนัก

คัดลอกลิงก์แล้ว