เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 43 – ความลับของประมุข

ตอนที่ 43 – ความลับของประมุข

ตอนที่ 43 – ความลับของประมุข


ภายในป่าสนวายุทะมึน ศิษย์สาวกว่า 10 คนแห่งหอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยวกำลังเดินเข้าไปภายในอย่างร่าเริง

หยางไค่ไม่คิดเลยว่าสถานที่เยี่ยมยอดที่ซู่มู่กล่าวไว้จะเป็นป่าสนวายุทะมึน ขณะที่เดินอยู่ในป่า หยางไค่มองเห็นเส้นทางสัญจรที่เชื่อมต่อกันอย่างชัดเจน สถานที่ลึกลับในป่าเช่นนี้ ถ้าหากไม่ใช่ผู้ที่คุ้นเคยกับเส้นทางหรือสถานที่แห่งนี้ พวกเขาไม่มีทางเดินทางเข้ามาอย่างแน่นอน

ป่าสนวายุทะมึนมีผู้คนจำนวนมากแวะเวียนเข้ามา ? หยางไค่มองไปทั่วบริเวณ และพบว่ามันเป็นอย่างที่เขากล่าวถาม ด้านหน้าที่ไม่ไกลมากมีเงาของผู้คนจำนวนมากจริงๆ และมันยังเป็นทิศทางที่พวกเขากำลังจะมุ่งหน้าเข้าไป

“ศิษย์พี่ท่านรู้หรือไม่ว่าทำไมวันนั้นพวกเราจึงพบเจอกับเฉิงเซาเฟิงและกลุ่มคนของเขาที่นี้ ?” ซู่มู่เดินเคียงข้างหยางไค่ และกล่าวถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน

ใบหน้าของหยางไค่มีการเปลี่ยนแปลง เขาคาดเดาอยู่ในใจก่อนจะกล่าวตอบ : “หรือว่าเฉินเซาเฟิงและพวกพ้องต้องการเข้าไปในป่าสนวายุทะมึน ?”

“สถานที่แห่งนี้มีสิ่งใดที่ดึงดูดผู้คนจำนวนมากมาย ? ถ้าหากไม่มีสิ่งของที่สำคัญแล้วทำไมพวกเจ้าถึงมายังสถานที่แห่งนี้ ?”

“ฮ่าฮ่า” ซู่มู่หัวเราะอย่างภาคภูมิใจ : “ศิษย์พี่ ท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าป่าสนวายุทะมึนแห่งนี้มีสมาคมการค้าใต้ดินตั้งอยู่ มันเป็นที่สถานที่รวบรวมการค้า การแลกเปลี่ยนของผู้ฝึกยุทธุ์จากเมืองวู่เหมยซึ่งก่อตั้งโดยตระกูลรุ่นที่ 3 ของพวกเรา ศิษย์สาวกทั้งหลายสามารถใช้สิ่งต่างๆ ที่ใช้ในการฝึกยุทธุ์แลกเปลี่ยนกับสิ่งของบางอย่างที่ต้องการ และยังสามารถนำสิ่งของเหล่าไปขายเป็นเงินตราหรือทองคำ สมาคมการค้าใต้ดินวายุทะมึนแห่งนี้จึงคักคักยิ่งนัก ศิษย์พี่ต้องมาเห็นด้วยตาของตนเอง !!”

หลี่หยุนเทียนได้กล่าวต่อ : “ใช่ ใช่ ศิษย์พี่ ในสถานที่แห่งนี้พวกเรามักได้รับของดีและของมีค่า ก่อนหน้านั้นนายน้อยซู่ใช้เงินตรา 10 เหรียญซื้อผลไม้เทียนหยวน 1 ลูก”

“ผลไม้เทียนหยวน ?” การแสดงออกของหยางไค่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก

“อื่ม ผลไม้จิตวิญญาณขั้นปฐพีระดับต่ำ คนขายไม่รู้ว่ามันคืออะไร จึงถูกข้าเอาเปรียบ” ซู่มู่กล่าวเรื่องที่น่าอับอายเช่นนี้อย่างภาคภูมิใจ

ผลไม้จิตวิญญาณขั้นปฐพีระดับต่ำ ถ้าหากแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา อย่างน้อยที่สุดต้องใช้เงินตราถึง 2000 เหรียญ แต่มันถูกหยางไค่ครอบครองโดยใช้เงินตราเพียง 10 เหรียญ มันเป็นการเอาเปรียบที่มากมายมหาศาล

สมาคมใต้ดินวายุทะมึน หยางไค่ไม่เคยได้ยินชื่อของสถานที่แห่งนี้มาก่อน ตั้งแต่ที่เขาเข้ามาในสำนักเป็นเวลากว่า 3 ปี เขาไม่เคยคบค้ากับใครแม้แต่คนเดียว จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่คนอื่นๆจะไม่บอกกล่าวกับเขาเกี่ยวกับสมาคมใต้วายุทะมึนแห่งนี้

ดูเหมือนว่ากลุ่มคนของซู่มู่จะมายังสถานที่แห่งนี้ประจำ พวกเขาทุกคนต่างคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ จากการสนทนาของพวกเขาหยางไค่ได้ยินเรื่องที่น่าตื่นเต้นเป็นจำนวนมาก เขาจึงค่อนข้างที่จะคาดหวังเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้

ตัวเขาเองได้ฝึกฝนทักษะการต่อสู้แห่งกลยุทธุ์หยาง เขาต้องการหาโอสพทีมีคุณสมบัติพิเศษเพื่อช่วยในการฝึกยุทธุ์ของเขา แต่เขาไม่ได้มีเงินตราที่มากพอจะซื้อมันกลับมาได้ เมื่อหวนคิดถึงโอสพฟื้นคืนพลังปราณที่ซู่มู่มอบให้แก่เขา คงต้องใช้เงินตราจำนวนมากในการซื้อมัน

สมาคมใต้ดินวายุทะมึนมีหนทางที่ค่อนข้างไกล พวกเขาทั้งหมดจึงเดินไปและกล่าวสนทนาไปด้วย

ทันใดนั้นหยางไค่ได้กล่าวถามอย่างกะทันหัน : “ศิษย์น้องซู่ หอประลองยุทธ์ของพวกเรามีผู้อาวุโสสิบเอ็ดคนหนึ่งใช่ไหม ?”

เขาหวนคิดถึงชายชราที่เขาพบเจอในคุกคุมขังมังกร ชายชรามีลักษณะภายนอกที่ลึกลับและสง่างาม มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะให้หยางไค่ลืมภาพของชายชราผู้นั้นไปได้

“ผู้อาวุโสสิบเอ็ด ?” ซูมู่ตื่นตะลึง อึ้งไปชั่วขณะ : “หอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยวจะมีผู้อาวุโสสิบเอ็ดได้อย่างไร ?”

“อ้อ ข้าถามเรื่อยเปื่อย ไม่ต้องใส่ใจ”หยางไค่เริ่มเข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้น ในตอนนั้นขณะที่ชายชรากล่าวว่าตัวเขาเองเป็นผู้อาวุโสสิบเอ็ด เขาเองเริ่มสงสัยกับสิ่งที่ชายชรากล่าว ในตอนนี้ดูเหมือนว่าฐานะของเขาคงจะเป็นเรื่องโกหก แต่ชายชราผู้นั้นค่อนข้างที่จะเป็นมิตร เขาไม่คิดร้ายต่อตนเองแม้แต่น้อย หยางไค่จึงไม่ต้องการที่จะกล่าวถามไปมากกว่านี้ เพราะมันอาจจะสร้างความบาดหมางให้แก่เขาและชายชราผู้นั้น

หลี่หยุนเทียนกล่าวด้วยเสียงหัวเราะ : “ศิษย์พี่หยางฝึกยุทธุ์ทุกๆวัน คงไม่เข้าใจสถานการณ์ของหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยว ในหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยวของเรามีผู้อาวุโสเพียง 5 ท่านเท่านั้น ไม่ได้มีผู้อาวุโสสิบเอ็ดอย่างที่ศิษย์พี่หยางกล่าวเลย”

คนกลุ่มนี้ต่างทราบดีว่าที่ผ่านมาหยางไค่ถูกศิษย์สาวกของหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยวรังแกเสมอมา เขาต้องใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมาณ พวกเขาจึงกล่าวบอกเรื่องราวต่างๆของหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยวให้แก่หยางไค่ เพื่อไม่ให้หยางไค่ทำเรื่องที่น่าอึดอัดใจหรือเรื่องที่น่าอับอายต่อตัวเขาเอง

ซูมู่มีผู้อาวุโสคนหนึ่งคอยช่วยเหลือสนับสนุนอยุ่เบื้องหลัง ดังนั้นเขาจึงเข้าใจสถานการณ์ภายในของหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยวมากกว่าคนอื่นๆ พวกเขากล่าวสนทนาไปมา จนในที่สุดพวกเขาก็ได้กล่าวถึงประมุขแห่งหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยว

ซู่มู่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ต่ำทุ้ม : “ข้าได้ยินเล่ากุ้ยกล่าวว่า ประมุขของพวกเราอยู่ในจุดสูงสุดของเขตแดนแเทพสวรรค์ เหลือเพียง 1 ก้าว เขาก็จะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดสูงสุดของเขตแดนนี้ เขาเป็นยอดฝีมืออันดึบหนึ่ง ในดินแดนรัศมีที่กว่าหลายพันลี้”

จุดสูงสุดของเขตแดนเทพสวรรค์ !! หัวใจของหยางไค่สั่นระรัวด้วยความตื่นตะลึง

เขตแดนของผู้ฝึกยุทธุ์ เริ่มต้นจากเขตแดนกายาเริงอารมณ์ ก้าวต่อไปคือเขตแดนก่อกำเนิดลมปราณ เขตแดนลมปราณหมุนเวียน เขตแดนผสานลมปราณ เขตแดนลมปราณแท้จริง และเขตแดนเทพสวรรค์ ทุกเขตแดนจะมีทั้งหมด 9 ขั้น ความแข็งแกร่งที่สูงขึ้นการก้าวข้ามเขตแดนจะยากมากขึ้น เขตแดนเทพสวรรค์ พบเห็นได้ไม่มาก เขาไม่คิดว่าประมุขของหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยวจะอยู่ในเขตแดนเทพสวรรค์ซึ่งเป็นเขตแดนที่สูงสุด ถ้าหากเขาเขาสามารถก้าวข้าม 1 ก้าวที่เหลือ เขาจะเป็นยอดฝีมือที่อยู่ในจุดสูงสุดอย่างแท้จริง

“ประมุขของนิกายโลหิตหู่หมั่น ประมุขของหอวายุพิรุณเซี่ยวยู่วหานพวกเขาอยู่ในเขตแดนเทพสวรรค์ขั้นที่ 6 ขั้นที่ 7 ไม่สามารถเทียบได้กับประมุขของพวกเรา” ซู่มู่กล่าวอย่างภาคภูมิใจ เมื่อประมุขแห่งหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยวของพวกเขามีความแข็งแกร่งที่สุด ทำให้ศิษย์เช่นพวกเขาต่างรู้สึกเคารพและภาคภูมิใจถึงที่สุด

“ประมุขจะใช้เวลาในการฝึกยุทธุ์อีกนานแค่ไหนจึงจะสามารถก้าวข้ามเขตแดนนั้นไปได้ ?” หลี่หยุนเทียนกล่าวถามอย่างกระตือรือร้น ถ้าหากว่าประมุขของพวกเขาสามารถก้าวข้ามเขตแดนนั้นไปได้ ภายในดินแดนรัศมีกว่าพันลี้ หอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยวจะกล่าวเป็นสำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เมื่อออกจากสำนักจะไม่ใครกล้าสร้างความวุ่นวายให้แก่พวกเขาอย่างแน่นอน !!

ใบหน้าของซู่มู่หม่นหมองก่อนจะส่ายหัวและถอนหายใจอย่างช้าๆ

“เกิดอะไรขึ้น ?” เมื่อหลี่หยุนเทียนมองเห็นการแสดงออกของซู่มู่ เขาจึงกล่าวถามอย่างรวดเร็ว

“เหล่ากุ้ยกล่าวว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้วประมุขของพวกเราก็อยู่ในแขตแดนเทพสวรรค์แล้ว”

“แล้วทำไมเขาถึงยังไม่สามารถก้าวข้ามเขตแดนนั้นไปได้ ?”พวกเขาต่างไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

เวลา 10 ปี แม้ว่าเขตแดนนั้นจะมีความยากลำบากในการฝึกฝนแค่ไหน มันก็ควรที่จะก้าวข้ามผ่านไป

ซูมู่ยังคงสั่นศีรษะของเขาไปมา : “ข้าไม่กล้าที่จะกล่าวออกไป !!”

“นายน้อยซู่ ท่านจะทำเช่นนี้ไม่ได้ ท่านสร้างความสงสัยให้แก่พวกเราท่านจะละทิ้งโดยไม่สนใจพวกเราไม่ได้ มันเปรียบเสมือนการเปลืองเสื้อผ้าอาภรณ์ของสตรีโดยไม่กระทำต่อไป มันทรมาณหัวใจของพวกเรา” จ้าวหู่กล่าวตะโกนโดยไม่สนใจ คนอื่นๆต่างกล่าวตะโกนขอร้องต่อซู่มู่

“ก็ได้ แต่พวกเจ้าต้องจำเอาไว้ เรื่องนี้ห้ามหลุดรั่วออกไป มิฉะนั้นมันจะกลายเป็นปัญหาที่หนักหนาสาหัส” ซู่มู่มองไปทั่วบริเวณ ก่อนจะลดเสียงให้เบาลง : “หลายสิบปีที่ผ่านมา หอประลองยุทธุ์ของพวกเราเกิดเรื่องใหญ่มหันต์ เป็นเพราะเหตุนี้ เขตแดนของประมุขจึงย้ำอยู่ที่เดิมโดยไม่สามารถก้าวข้ามเขตแดนสุดท้ายได้

“เรื่องอะไร ?” ทุกคนต่างกลืนน้ำลายอย่างหวาดกลัว

“ประมุขของพวกเราอยู่อย่างโดดเดี่ยวไร้ซึ่งภริยาและบุตร เขารับศิษย์ไว้เพียง 2 คน เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะศิษย์ทั้ง 2 พวกเขาทั้ง 2 ศิษย์พี่เป็นคนขยันหมั่นเพียร ศิษย์น้องเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลม พวกเขาทั้ง 2 มีความสามารถที่น่าตื่นตะลึงและยังมีรูปลักษณ์ที่สง่างาม ประมุขอบรมสั่งสอนพวกเขาอย่างเอาใจใส่ ไม่ให้ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย ทั้ง 2 เฝ้าศึกษาเฝ้าฝึกฝนอย่างจริงจัง จากความแข็งแกร่งของพวกเขา ไม่มีใครด้อยไปกว่าใคร แต่เป็นเพราะทั้งสองมีความคิดและจิตใจที่แตกต่างกัน ประมุขจึงมีการอบรมสั่งสอนที่แตกต่างกัน ประมุขจะกล่าวชมต่อศิษย์พี่ แต่กลับอบรมสั่งสอนศิษย์น้องอย่างเข้มงวดและรุนแรง การกระทำเช่นนี้ทำให้ศิษย์น้องเข้าใจผิดต่อความตั้งใจของประมุข เขาคิดว่าประมุขลำเอียงและรักศิษย์พี่ใหญ่มากกว่า เพราะความอิจฉาและเกลียดชัง ทำให้ความสัมพันธุ์ของพวกเขาห่างเหินกันอย่างมาก จิตใจเริ่มมีปมขัดแย้งที่มากขึ้น สุดท้ายไม่มีใครล่วงรู้ว่าเขาไปค้นพบคัมภร์ฝึกฝนวิชายุทธุ์แหงปีศาจจากสถานที่ใด ?”

“อ่า……….” ทุกคนต่างร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว

ซูมู่กล่าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทุกคนจับจ้องความสนใจไปที่เขาอีกครั้ง

ดูเหมือนว่า ซู่มู่ยังมีทักษะพิเศษในการเล่าเรื่อง เล่านิทานที่ยอดเยี่ยม เขามีสำนวนในการเล่าที่ไพเราะ ก่อนที่จะกล่าวถึงความแค้นระหว่างศิษย์ทั้ง 2 นี้ให้ทุกคนได้ฟังต่อไป

หยางไค่ตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ โดยไม่กล่าวแทรก เขารู้สึกว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นความจริง เพียงแต่ซู่มู่ได้เพิ่มความตื่นเต้นและความเข้มข้นของเรื่องนี้ให้มากกว่าเดิมเท่านั้น

จบบทที่ ตอนที่ 43 – ความลับของประมุข

คัดลอกลิงก์แล้ว