- หน้าแรก
- สัตว์เลี้ยงของฉันคือเทพมังกร
- บทที่ 28 สังหารอย่างเด็ดขาด
บทที่ 28 สังหารอย่างเด็ดขาด
บทที่ 28 สังหารอย่างเด็ดขาด
บทที่ 28 สังหารอย่างเด็ดขาด
ฉากตรงหน้าทำให้ทุกคนตกตะลึงจนพูดไม่ออก
ไม่มีใครคาดคิดว่าฉินฝานจะกล้าลงมือสังหารโจวเสวียนคานทิ้งจริงๆ!
"นาย..."
ใบหน้าสวยหวานของซูโหรวแข็งค้างด้วยความตกใจ
ไม่ใช่เพราะเธอรู้สึกว่าฉินฝานโหดร้าย
ในทางตรงกันข้าม เธอเองก็เกลียดขี้หน้าโจวเสวียนคานคนนี้เข้าไส้เหมือนกัน
หลายปีมานี้โจวเสวียนคานอาศัยบารมีของตระกูลทำตัวกร่างไปทั่วเมืองอันหนิง ก่อเรื่องเลวร้ายสารพัด
ขึ้นชื่อว่าเป็นคุณชายเสเพลจอมล้างผลาญ
ความตายของเขาไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกสงสารเลยแม้แต่น้อย
แต่ที่เธอกังวลคือผลที่จะตามมาต่างหาก
ยังไงซะโจวเสวียนคานก็เป็นลูกชายสายตรงของตระกูลโจว
ซึ่งอำนาจของตระกูลโจวด้อยกว่าตระกูลซูของเธอเพียงแค่ขั้นเดียวเท่านั้น
แต่ภูมิหลังของฉินฝานเทียบกับตระกูลโจวไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
หากตระกูลโจวรู้เรื่องที่ฉินฝานทำ สำหรับฉินฝานแล้ว มันคือหายนะชัดๆ
"ฉินฝาน! แกจรู้ตัวไหมว่าทำอะไรลงไป?"
"ฉันจะบอกให้! แกตายแน่! กล้าดีงัยมาฆ่านายน้อยรองตระกูลโจว!"
"ถ้าตระกูลโจวรู้เรื่องนี้ ทั้งตัวแกและไอ้สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าซอมซ่อนั่น ได้พังพินาศกันหมดแน่!"
เพื่อนชายอีกสองคนที่อยู่ข้างๆ จ้องมองฉินฝานด้วยความหวาดกลัวปนโกรธแค้น
สองคนนี้เป็นเพื่อนร่วมห้องของโจวเสวียนคาน
และทำตัวเป็นสุนัขรับใช้ของโจวเสวียนคานมาโดยตลอด
ตอนนี้พอเห็นเจ้านายถูกฆ่าตาย นอกจากความกลัวสุดขีดแล้ว ในใจพวกเขายังเต็มไปด้วยความโกรธ
"นั่นสินะ ถ้าให้ตระกูลโจวรู้ ฉันคงจบเห่แน่"
ทว่า...
เมื่อเผชิญหน้ากับคำขู่ของสุนัขรับใช้สองตัวนี้ ฉินฝานกลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขากลับพยักหน้าทำท่าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้
จากนั้นประโยคถัดมาของเขา ก็ทำให้เจ้าผมแดงและสุนัขรับใช้ทั้งสองหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด!
"ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นถ้าฆ่าพวกแกทิ้งทั้งสามคน ตระกูลโจวก็ไม่รู้แล้วสินะ?"
สิ้นเสียง
โดยไม่รอให้เจ้าผมแดงและสุนัขรับใช้ทั้งสองได้ทันตั้งตัว...
ฟึ่บ!!
แสงดาบอันคมกริบและเด็ดขาดก็วาบผ่านอีกครั้ง!!
คนทั้งสามไม่มีโอกาสแม้แต่จะส่งเสียงร้องโหยหวน ศีรษะก็ลอยละลิ่วขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมกับเลือดสีแดงสดที่พุ่งกระฉูดราวกับน้ำพุ
ใช้ดาบเพียงแค่สองครั้ง!
สังหารคนสี่คนได้ในพริบตา!
แถมหนึ่งในนั้นยังเป็นถึงนายน้อยรองตระกูลโจว!
ซูโหรวมองดูแผ่นหลังของชายหนุ่มผู้ลงมือสังหารอย่างเด็ดขาดด้วยความตะลึงงัน ชั่วขณะหนึ่งเธอถึงกับถูกจิตสังหารอันเยือกเย็นของเขาสยบจนขยับตัวไม่ได้
เธอคิดไม่ถึงเลยว่า เพื่อนร่วมชั้นที่ปกติทำตัวจืดจางไร้ตัวตน เวลาโหดขึ้นมาจะน่ากลัวได้ขนาดนี้
"ซูโหรว ฉันเชื่อใจเธอได้ไหม?"
เวลานี้
ฉินฝานไม่ได้หันกลับมา แต่น้ำเสียงอันเย็นชาของเขาก็ดังลอยมาเข้าหู
ทำเอาร่างบางของซูโหรวสะดุ้งเฮือก
เธอกำลังกลัว
แต่ที่แปลกคือ...
ทั้งที่ฉินฝานดูเย็นชาและโหดเหี้ยมขนาดนี้ และเธอเองก็อาจจะถูกฆ่าปิดปากได้เหมือนกัน แต่ลึกๆ ในใจเธอกลับไม่มีความหวาดกลัวเลยสักนิด
ตรงกันข้าม เธอกลับรู้สึกเลื่อมใสในตัวฉินฝานขึ้นมาอย่างประหลาด...
เธอไม่ได้ตอบคำถามของฉินฝานด้วยคำพูด
เคร้ง!!
เธอหยิบคทาของตัวเองขึ้นมา ใช้สองมือบิดกลไก แล้วดึงใบมีดอันแหลมคมออกมาจากตัวคทา
ดาบซ่อนในคทา!!
คทาเวทมนตร์ด้ามนี้ แท้จริงแล้วคือดาบซ่อนในคทา!
สิ่งที่เรียกว่า 'ดาบซ่อนในคทา' คืออาวุธผสมที่สามารถใช้เป็นคทาเวทมนตร์ก็ได้ หรือจะใช้เป็นดาบยาวก็ได้
อาวุธชนิดนี้เป็นที่ต้องการในตลาดอย่างมาก และราคาก็แพงกว่าอาวุธทั่วไปหลายเท่า
เหตุผลที่แพง ก็เพราะอาวุธชิ้นเดียวสามารถรองรับการใช้งานได้ถึงสองอาชีพ
ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ถ้าอาวุธหลักของใครในทีมหายไป อาวุธผสมแบบนี้ก็สามารถนำมาใช้แก้ขัดได้
หลังจากซูโหรวชักดาบออกมา
เธอไม่ได้พุ่งเข้าโจมตีฉินฝาน
แต่เดินตรงไปยังศพไร้หัวของโจวเสวียนคาน แล้วง้างดาบในมือขึ้น...
ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ!!
คมดาบฟันลงไปสามครั้งซ้อน
ศพของโจวเสวียนคานถูกทำลายซ้ำจนขาดเป็นท่อนๆ สภาพดูสยดสยองยิ่งกว่าเดิม
"ตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป ฉันก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของนายแล้ว"
ซูโหรวกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
ฉินฝานเห็นดังนั้น จิตสังหารที่คุกรุ่นอยู่ในใจก็มลายหายไปจนหมดสิ้น
ผ่านชีวิตมาสองชาติ ในโลกที่โหดร้ายใบนี้ ฉินฝานได้ละทิ้งสิ่งที่เรียกว่าความใจดีไปนานแล้ว
ในโลกนี้ คนดีมักจะถูกคนอื่นขี่หลังเสมอ!
มีเพียงต้องแข็งแกร่งพอและโหดเหี้ยมพอ คนอื่นถึงจะไม่กล้ามารังแก
"ยินดีที่ได้ร่วมมือกัน"
ฉินฝานยิ้มพลางยื่นมือออกไป
ซูโหรวยิ้มบางๆ แล้วยื่นมืออันบอบบางนุ่มนิ่มของเธอออกมาจับมือกับเขา
"จริงๆ แล้วฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณนาย"
"ถือว่านายได้สอนบทเรียนให้ฉันสองบท"
ซูโหรวพูดเสียงเบา
แถมยังเป็นวิชาบังคับที่ต้องเรียนรู้เสียด้วย
บทเรียนแรก คือสอนให้เธออย่าไว้ใจสิ่งที่เรียกว่า 'คนรู้จัก' ต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต้องเผื่อทางหนีทีไล่ให้ตัวเองเสมอ
บทเรียนที่สอง คือสอนให้เธอรู้จักความเด็ดขาดในการลงมือ
ฉินฝานคงมีเจตนาฆ่าโจวเสวียนคานตั้งแต่ตอนที่อีกฝ่ายปล่อยจิตสังหารใส่เขาแล้ว
ซูโหรวเชื่อเลยว่า ต่อให้โจวเสวียนคานไม่เลือกที่จะหนี แต่ยังอยู่ในดันเจี้ยนต่อ ฉินฝานก็ต้องหาโอกาส 'จัดฉาก' ให้โจวเสวียนคานตายอย่างแนบเนียนแน่นอน
"แล้วศพพวกนี้จะเอายังไง?"
ซูโหรวถาม
"เสี่ยวจิ่ว"
ฉินฝานเรียกเบาๆ
"ก๊าวว!!"
เสี่ยวจิ่วที่แสนน่ารักก็มุดออกมาจากอกเสื้อของฉินฝาน กระพือปีกบินไปหยุดอยู่ตรงหน้าศพทั้งสาม
ฟู่!!
เปลวเพลิงอันร้อนแรงถูกพ่นออกมา
ภายใต้อุณหภูมิอันน่าสะพรึงกลัว ศพทั้งสามร่างกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้มาก่อน
"งื้อออ—"
พอเผาศพเสร็จ เสี่ยวจิ่วก็บินกลับมาหาฉินฝาน ส่งเสียงร้องอ้อนยาวเหยียด
ความหมายคือรีบทำของอร่อยให้กินได้แล้ว หนูหิวจะแย่แล้ว
"โอเคๆ เดี๋ยวไปล่าละมั่งปีศาจกับกระต่ายเขาเดียวให้ รอให้เธอกินจนพอใจแล้วพวกเราค่อยกลับบ้านกัน!"
ฉินฝานพูดด้วยรอยยิ้ม
ตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะออกมาแค่สิบวัน พอฝึกไข่มังกรสำเร็จก็จะกลับบ้าน
แต่หลังจากนั้นระบบก็ขยันแจกภารกิจมาให้ไม่หยุด ทำให้ฉินฝานต้องติดแหง็กอยู่ที่นี่นานกว่าครึ่งเดือน
แต่ยังดีที่ฉินฝานทิ้งจดหมายไว้ให้แม่ครูและเด็กๆ ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้ว
โดยอ้างเหตุผลว่าจะไปเก็บตัวฝึกฝนที่บ้านเพื่อนรวยๆ สักพัก เพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่กำลังจะมาถึง
แม่ครูคงไม่เป็นห่วงเท่าไหร่
เพราะในยุคสมัยนี้ ใครๆ ก็รู้ว่าการสอบเปลี่ยนอาชีพเข้ามหาวิทยาลัยนั้นสำคัญแค่ไหน
ผู้เปลี่ยนอาชีพจะสามารถพลิกชีวิตจากปลาเป็นมังกรได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะสร้างผลงานได้โดดเด่นแค่ไหนในการสอบครั้งนี้
ในฐานะการสอบที่ประเทศมังกรให้ความสำคัญที่สุด ย่อมเป็นที่จับตามองไปทั่วประเทศ
ถึงวันนั้นจะมีบุคคลสำคัญจากวงการต่างๆ มาคอยสังเกตการณ์
เหล่าอัจฉริยะจากทุกมณฑลต่างเตรียมตัวกันมาอย่างดีที่สุด
การแข่งขันดุเดือดเลือดพล่านไม่ต่างจากกองทัพนับหมื่นที่แย่งกันข้ามสะพานไม้ซุง
แต่ตอนนี้ฉินฝานมีระบบอยู่ในมือ แถมยังมีเสี่ยวจิ่วอยู่ข้างกาย ย่อมไม่เกรงกลัวอัจฉริยะหน้าไหนทั้งนั้น!
ในช่วงเวลาต่อมา
ฉินฝานไม่ได้รีบพาซูโหรวกลับไปส่ง
แต่ใช้เวลาอยู่ในเทือกเขาป่าทมิฬต่ออีกหลายวัน นอกจากจะไล่ล่ามอนสเตอร์แล้ว ยังถือโอกาสล่าสัตว์อสูรที่มีเนื้อรสชาติเยี่ยมมาเป็นเสบียงอีกเพียบ
ฉินฝานได้ใช้ 'ใบเปลี่ยนอาชีพคลาสสองสายดำรงชีพ' ไปเรียบร้อยแล้ว
จากอาชีพ 'พ่อครัว' ธรรมดา ตอนนี้เขากลายเป็น 'เชฟโภชนาการวิญญาณ' แล้ว