- หน้าแรก
- เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการจากถูกอาจารย์ขับไล่
- เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 12
เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 12
เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 12
เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 12
ไม่ว่าตัวตนของเฉินฉางอันจะเป็นของจริงหรือไม่ แค่เรื่องที่มีสุนัขขนเหลืองพูดได้เพียงอย่างเดียวก็พอที่จะสร้างความหวาดกลัวให้กับพวกอู๋เฉิงเฟิงได้แล้ว
เมื่อเฉินฉางอันซักถามพวกเขา พวกเขาก็ไม่กล้าเพิกเฉยต่อคำถาม แต่ก็ไม่อาจตอบตามความจริงได้ทั้งหมด
“เรียนผู้อาวุโส เมื่อไม่นานนี้พลังวิญญาณทั่วแคว้นเป่ยหยวนถูกสูบไปจนเกลี้ยงเกลา ในฐานะเจ้าแคว้น ข้าน้อยจึงมีหน้าที่ต้องสืบสวนเรื่องนี้” อู๋เฉิงเฟิงตอบอย่างนอบน้อม
“หลังจากสอบถามผู้คน พวกเราก็ติดตามเรื่องวุ่นวายมาจนถึงเมืองย่านกุ้ย ซึ่งเป็นสาเหตุที่พวกเรามาที่นี่”
“ทว่าพวกเราคาดคิดไม่ถึงว่าจะได้พบเจอกับสถานการณ์เมื่อสักครู่”
“ขอท่านผู้อาวุโสโปรดอภัยให้พวกเราด้วย พวกเราเพียงแต่ปฏิบัติตามหน้าที่เท่านั้น พวกเราไม่อาจนิ่งเฉยได้”
“ในเมื่อเป็นหน้าที่ ข้าก็จะปล่อยไป” เฉินฉางอันกล่าวโดยเลือกที่จะไม่กดดันในเรื่องนี้ต่อ แต่กลับหันไปมองเฉินอวิ๋นซวนแทน
“อวิ๋นซวน”
"ข้าน้อยอยู่"
"เจ้าเคยฆ่าคนหรือไม่?"
เอ๊ะ?
เคยฆ่าคนหรือไม่งั้นรึ?
คำถามนี้ทำให้เฉินอวิ๋นซวนตั้งตัวไม่ทัน แต่เขาก็ยังตอบไปตามความจริงว่า "ไม่ขอรับ ข้าไม่เคยฆ่าคน"
“เช่นนั้น ข้ามีงานให้เจ้าทำ”
“พาคนสักสองสามคนไปที่ตระกูลซูและตระกูลหนิง”
"ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ อย่าปล่อยให้ผู้ใดรอดชีวิตไปได้"
คำกล่าวของเฉินฉางอันทำให้ทุกคนที่อยู่ที่นั่นเสียวสันวาบ ฆ่าพวกเขาให้หมดงั้นหรือ?
แม้แต่อู๋เฉิงเฟิงและหนานเซี่ยงเทียนยังตกตะลึง บรรพชนของตระกูลเฉินผู้นี้ช่างโหดเหี้ยมนัก
“ท่านบรรพชน ตระกูลสวีและตระกูลหนิงได้สูญเสียยอดฝีมือของพวกเขาไปแล้ว พวกเขาไม่อาจเป็นภัยคุกคามต่อพวกเราอีกต่อไป”
“จำเป็นต้องทำเช่นนั้นจริงๆ หรือขอรับ?” เฉินอวิ๋นซวนเกิดความลังเล
"โง่เง่า!"
“ในเมื่อพวกเขาเป็นศัตรู ใยจึงต้องเมตตา?”
"เจ้าจะต้องเข้าใจในหลักการขุดรากถอนโคน!"
“อย่าได้ประมาทภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น แม้จะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่อาจแบกรับ!”
"ในภายภาคหน้า ทุกการกระทำของเจ้าต้องไม่เพียงอาศัยแต่ความกล้าหาญและความสามารถเท่านั้น แต่ยังต้องโหดเหี้ยมด้วย!"
“การแสดงความเมตตาต่อศัตรูก็เท่าทำร้ายตัวเอง”
“เจ้าเข้าใจหรือไม่?” เฉินฉางอันถามเสียงเคร่ง
“ขอรับ อวิ๋นซวน เข้าใจแล้ว” เฉินอวิ๋นซวนตอบอย่างเคร่งขรึม
“ไปเถอะ ช้าเร็วเจ้าต้องเผชิญกับเรื่องเช่นนี้ ไม่สู้ทำความคุ้นชินไว้เสียแต่ตอนนี้”
"ขอรับ!"
เฉินอวิ๋นซวนพยักหน้า จากนั้นจึงนำกลุ่มยอดฝีมือมุ่งหน้าไปยังตระกูลซูและตระกูลหนิง
“ว่าแต่ เจ้าคือเจ้าแคว้นเป่ยหยวนใช่หรือไม่?”
“เจ้าคงไม่คัดค้านการกระทำของข้าสินะ?” เฉินฉางอันถามด้วยรอยยิ้มบาง
คัดค้าน?
มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะบอกว่าคัดค้าน ตราบที่คนที่ถูกฆ่าไม่ใช่เขา อู๋เฉิงเฟิงก็หาสนใจไม่
“ผู้อาวุโสล้อเล่นแล้ว ผู้เยาว์ย่อมไม่กล้าคัดค้านหรอกขอรับ” อู๋เฉิงเฟิงรีบตอบ
"หากว่าไม่มีอะไรแล้วพวกเจ้าก็ออกไปได้"
"ผู้อาวุโส พิจารณาจากความแข็งแกร่งของตระกูลเฉินในปัจจุบันแล้ว เมืองย่านกุ้ยดูไม่เหมาะกับตระกูลของท่านอีกต่อไป"
“ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสจะอนุญาตให้ผู้เยาว์จัดการเรื่องการย้ายถิ่นฐานให้กับตระกูลเฉินได้หรือไม่? ผู้เยาว์รู้จักสถานที่ที่เหมาะสมกว่าที่นี่”
อู๋เฉิงเฟิงไม่ต้องการพลาดโอกาสในการประจบเอาใจ ด้วยพลังอันน่าเกรงขามของตระกูลเฉิน การรั้งตัวพวกเขาไว้ในแคว้นเป่ยหยวนนั้นมีแต่ประโยชน์ต่อเขา
“ไม่จำเป็น ตระกูลเฉินจะไปจากที่นี่ในไม่ช้า”
“อ้อ? ขอบังอาจถามถามได้หรือไม่ว่าเป็นที่ใด?”
"เมืองหลวง"
เมืองหลวง?
ตระกูลเฉินกำลังจะเดินทางกลับเมืองหลวง? เพื่อทวงคืนความรุ่งเรืองในอดีตของพวกเขา?
เมื่อพิจารณาดูก็เข้าใจได้ว่าสิ่งที่สูญเสียไปจะต้องทวงกลับคืน
แคว้นเป่ยหยวนไม่อาจฉุดรั้งตระกูลเฉินได้อีกต่อไป
อู๋เฉิงเฟิงเผยยิ้มขมขื่น เขาค้อมคำนับเฉินฉางอันอย่างนอบน้อมคราหนึ่ง จากนั้นจึงออกจากตระกูลเฉินพร้อมกับหนานเซี่ยงเทียน
"ผู้ใดจะคิดเล่าว่าตระกูลเฉินยังมีบรรพชนเช่นนี้อยู่"
“แต่ทำไมข้าถึงไม่รู้สึกถึงอันตรายจากเขาเลย?”
หลังออกมาแล้ว หนานเซี่ยงเทียนจึงกล้าที่จะกล่าว เพราะกลัวว่าหากกล่าวผิดเพียงคำเดียวในตระกูลเฉิน เขาอาจจะต้องประสบกับชะตากรรมอันแสนเลวร้าย
“ท่วงท่าราศีของเขายิ่งใหญ่สุดจะหยั่ง แล้วพวกเราจะไปรับรู้ได้อย่างไร?”
“อย่างไรก็ดี ผืนฟ้าของอาณาจักรต้าโจวกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว”
“การที่ตระกูลเฉินกลับไปยังเมืองหลวงย่อมก่อให้เกิดคลื่นลมอย่างไม่ต้องสงสัย” อู๋เฉิงเฟิงครุ่นคิด
“นั่นก็จริง ท่านคิดว่าพวกเขาจะกลับไปเพื่อ... เรื่องนั้นหรือไม่?”
"ก่อนหน้านี้ตระกูลเฉินกับตระกูลหลิวมีข้อตกลงกันอยู่ไม่ใช่รึ?"
เมื่อได้ยิน สีหน้าของอู๋เฉิงเฟิงก็เปลี่ยนไป เขาลืมเรื่องนั้นไปได้อย่างไรกัน?
"เป็นไปได้!"
“ข้าจะต้องรายงานเรื่องนี้ให้ฝ่าบาททรงทราบโดยด่วน”
อาณาจักรต้าโจว เมืองหลวง
“ท่านประมุข เวลาก็ล่วงเลยมาหนึ่งเดือนแล้ว พวกเรามิอาจรอช้าได้อีกแล้ว ไม่เช่นนั้นจะสายเกินไป”
หลังจากกลับมาที่ตระกูลหลิว หลิวเมิ่งเหยียน และหลิวเฉิงเฟิงก็บอกเล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่ตระกูลเฉินและแบ่งปันความคิดของพวกเขา
ทว่าเมื่อได้ยิน ประมุขตระกูลหลิวกลับลังเลไม่สามารถตัดสินใจ
ตอนนี้ก็ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้ว หลิวเมิ่งเหยียน และหลิวเฉิงเฟิงจึงยิ่งกลัดกลุ้มกังวลใจ
ยิ่งปล่อยให้เรื่องนี้ยืดเยื้อออกไปก็รังแต่จะส่งผลเสียต่อตระกูลหลิว
“ข้าเข้าใจสิ่งที่พวกเจ้ากำลังกล่าว แต่คนๆ นั้นเป็นบรรพชนของตระกูลเฉินจริงหรือไม่?”
“เขามีพลังสูงส่งปานนั้นจริงๆ งั้นรึ?”
“พวกเจ้าเคยเห็นเขาลงมือหรืไม่?” ประมุขตระกูลหลิวถามด้วยความสงสัย
“ท่านประมุข แม้ว่าเขาจะไม่เคยลงมือ แต่ความแข็งแกร่งของเขานั้นไม่อาจมองข้ามได้ กลิ่นอายของข้าไม่มีผลกับเขาเลยแม้แต่น้อย”
“แค่นั้นก็พิสูจน์ได้แล้วว่าระดับการฝึกฝนของเขาเหนือกว่าของข้า”
“ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพวกเราจากมา พลังวิญญาณของทั้งแคว้นเป่ยหยวนก็แห้งเหือด นี่คาดว่าจะเป็นฝีมือของเขา—เป็นการส่งคำเตือนถึงพวกเรา” หลิวเฉิงเฟิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
ข้อมูลดังกล่าวคลุมเครือเกินไป ทำให้ประมุขตระกูลหลิวไม่แน่ใจ
บางทีบรรพชนของตระกูลเฉินผู้นี้อาจจะไปถึงขอบเขตเหนือธรรมชาติแล้ว หรืออาจจะก้ามข้ามระดับชั้นแรกๆ ไปแล้วด้วยซ้ำ แต่อำนาจของราชวงศ์เองก็ไม่อาจมองข้ามได้เช่นกัน
ในเวลาหนึ่งเดือน หลิวเมิ่งเหยียนก็พร้อมที่จะหมั้นหมายกับองค์ชายห้าแล้ว การเตรียมการได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในราชสำนัก
หากยกเลิกตอนนี้ มันจะเป็นการดูหมิ่นราชวงศ์โดยตรง
“ท่านพ่อ ข้าทราบว่าท่านกำลังกังวลสิ่งใด”
“แต่บรรพชนของตระกูลเฉินคือผู้ที่มีชีวิตอยู่มาเป็นหมื่นปีแล้ว”
“หากว่าเราลงมือตอนนี้ ตระกูลเฉินอาจช่วยให้เราหลุดพ้นจากพันธะในอดีตได้”
“สำหรับราชวงศ์ พวกเขาจะกล้าตอแยสัตว์ประหลาดเช่นนั้นหรือ?” หลิวเมิ่งเหยียนกระตุ้น
ประมุขตระกูลหลิวขมวดคิ้วและจมอยู่ในความคิด หลังจากเงียบไปนาน จู่ๆ เขาก็ตระหนักได้
“ผิด! ผิดทั้งหมด!”
“ตระกูลเฉิน…ช่างเป็นแผนที่ชาญฉลาดนัก!”
“พวกเขาเกือบหลอกพวกเราได้แล้ว!” ประมุขตระกูลหลิวพลันหัวเราะอย่างเย็นชา
“เอ๊ะ? ผิดงั้นรึ? ท่านพ่อหมายความว่าอย่างไร?” หลิวเมิ่งเหยียนถามด้วยความงุนงง
“หากตระกูลเฉินมีบรรพชนที่แข็งแกร่งเช่นนั้นจริง ทำไมในช่วงเดือนที่ผ่านมาจึงไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เลย?”
“หากว่าเขาแข็งแกร่งจริง ทำไมเขาถึงต้องใช้กลอุบายเพื่อข่มขู่พวกเจ้าด้วยเล่า?”
“เป้าหมายเดียวของเขาคือทำให้พวกเจ้าหวาดกลัว เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าทำอะไรที่ขัดต่อตระกูลเฉิน”
"หากพวกเจ้าทั้งสองหลงกลและยกเลิกการหมั้นหมายกับองค์ชายห้า ตระกูลหลิวจะต้องเผชิญกับความโกรธแค้นของราชวงศ์โดยที่ตระกูลเฉินไม่ต้องทำอะไรเลย"
“ตระกูลเฉินจะกำจัดพวกเราได้โดยไม่ต้องเสียเลือดแม้แต่หยดเดียว”
“เป็นแผนการที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ตระกูลเฉินช่างเจ้าเล่ห์นัก!” ประมุขตระกูลหลิวเยาะเย้ย
“ท่านประมุข แต่บรรพชนของตระกูลเฉินผู้นั้นมีความแข็งแกร่งจริงๆ นะขอรับ ไม่เช่นนั้น เขาคงไม่สงบนิ่งและไม่หวั่นไหวเมื่อเผชิญกับกลิ่นอายอันน่าเกรงขามของข้า” หลิวเฉิงเฟิงกล่าวด้วยความสับสน
“นี่แหละคือความเจ้าเล่ห์ที่แท้จริงของพวกเขา!”
“พวกเขาอาจมีความแข็งแกร่ง แต่ยงไม่เพียงพอ”
“ระดับการฝึกฝนของเขาอาจเหนือกว่าเจ้า แต่ยงไม่เพียงพอที่จะต่อต้านราชวงศ์ได้”
“หากการหมั้นหมายของหลิวเมิ่งเหยียนกับองค์ชายห้าประสบความสำเร็จ ตระกูลหลิวของเราและราชวงศ์ก็จะเป็นทองแผ่นเดียวกัน”
“เมื่อถึงเวลานั้น ตระกูลเฉินยังจะทำอะไรได้?”
“พวกเจ้าทั้งสองยังไร้เดียงสาเกินไป คิดตื้นเกินไป”
“แม้แต่ข้าเองก็เกือบจะถูกพวกเจ้าสองคนหลอกแล้ว”
“หึ อุบายเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตาของข้าได้” ประมุขตระกูลหลิวแค่นเสียงอย่างเย็นชา
“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง!”
“ท่านประมุขช่างปราดเปรื่องนัก!”