เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 12

เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 12

เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 12


เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 12

ไม่ว่าตัวตนของเฉินฉางอันจะเป็นของจริงหรือไม่ แค่เรื่องที่มีสุนัขขนเหลืองพูดได้เพียงอย่างเดียวก็พอที่จะสร้างความหวาดกลัวให้กับพวกอู๋เฉิงเฟิงได้แล้ว

เมื่อเฉินฉางอันซักถามพวกเขา พวกเขาก็ไม่กล้าเพิกเฉยต่อคำถาม แต่ก็ไม่อาจตอบตามความจริงได้ทั้งหมด

“เรียนผู้อาวุโส เมื่อไม่นานนี้พลังวิญญาณทั่วแคว้นเป่ยหยวนถูกสูบไปจนเกลี้ยงเกลา ในฐานะเจ้าแคว้น ข้าน้อยจึงมีหน้าที่ต้องสืบสวนเรื่องนี้” อู๋เฉิงเฟิงตอบอย่างนอบน้อม

“หลังจากสอบถามผู้คน พวกเราก็ติดตามเรื่องวุ่นวายมาจนถึงเมืองย่านกุ้ย ซึ่งเป็นสาเหตุที่พวกเรามาที่นี่”

“ทว่าพวกเราคาดคิดไม่ถึงว่าจะได้พบเจอกับสถานการณ์เมื่อสักครู่”

“ขอท่านผู้อาวุโสโปรดอภัยให้พวกเราด้วย พวกเราเพียงแต่ปฏิบัติตามหน้าที่เท่านั้น พวกเราไม่อาจนิ่งเฉยได้”

“ในเมื่อเป็นหน้าที่ ข้าก็จะปล่อยไป” เฉินฉางอันกล่าวโดยเลือกที่จะไม่กดดันในเรื่องนี้ต่อ แต่กลับหันไปมองเฉินอวิ๋นซวนแทน

“อวิ๋นซวน”

"ข้าน้อยอยู่"

"เจ้าเคยฆ่าคนหรือไม่?"

เอ๊ะ?

เคยฆ่าคนหรือไม่งั้นรึ?

คำถามนี้ทำให้เฉินอวิ๋นซวนตั้งตัวไม่ทัน แต่เขาก็ยังตอบไปตามความจริงว่า "ไม่ขอรับ ข้าไม่เคยฆ่าคน"

“เช่นนั้น ข้ามีงานให้เจ้าทำ”

“พาคนสักสองสามคนไปที่ตระกูลซูและตระกูลหนิง”

"ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ อย่าปล่อยให้ผู้ใดรอดชีวิตไปได้"

คำกล่าวของเฉินฉางอันทำให้ทุกคนที่อยู่ที่นั่นเสียวสันวาบ ฆ่าพวกเขาให้หมดงั้นหรือ?

แม้แต่อู๋เฉิงเฟิงและหนานเซี่ยงเทียนยังตกตะลึง บรรพชนของตระกูลเฉินผู้นี้ช่างโหดเหี้ยมนัก

“ท่านบรรพชน ตระกูลสวีและตระกูลหนิงได้สูญเสียยอดฝีมือของพวกเขาไปแล้ว พวกเขาไม่อาจเป็นภัยคุกคามต่อพวกเราอีกต่อไป”

“จำเป็นต้องทำเช่นนั้นจริงๆ หรือขอรับ?” เฉินอวิ๋นซวนเกิดความลังเล

"โง่เง่า!"

“ในเมื่อพวกเขาเป็นศัตรู ใยจึงต้องเมตตา?”

"เจ้าจะต้องเข้าใจในหลักการขุดรากถอนโคน!"

“อย่าได้ประมาทภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น แม้จะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่อาจแบกรับ!”

"ในภายภาคหน้า ทุกการกระทำของเจ้าต้องไม่เพียงอาศัยแต่ความกล้าหาญและความสามารถเท่านั้น แต่ยังต้องโหดเหี้ยมด้วย!"

“การแสดงความเมตตาต่อศัตรูก็เท่าทำร้ายตัวเอง”

“เจ้าเข้าใจหรือไม่?” เฉินฉางอันถามเสียงเคร่ง

“ขอรับ อวิ๋นซวน เข้าใจแล้ว” เฉินอวิ๋นซวนตอบอย่างเคร่งขรึม

“ไปเถอะ ช้าเร็วเจ้าต้องเผชิญกับเรื่องเช่นนี้ ไม่สู้ทำความคุ้นชินไว้เสียแต่ตอนนี้”

"ขอรับ!"

เฉินอวิ๋นซวนพยักหน้า จากนั้นจึงนำกลุ่มยอดฝีมือมุ่งหน้าไปยังตระกูลซูและตระกูลหนิง

“ว่าแต่ เจ้าคือเจ้าแคว้นเป่ยหยวนใช่หรือไม่?”

“เจ้าคงไม่คัดค้านการกระทำของข้าสินะ?” เฉินฉางอันถามด้วยรอยยิ้มบาง

คัดค้าน?

มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะบอกว่าคัดค้าน ตราบที่คนที่ถูกฆ่าไม่ใช่เขา อู๋เฉิงเฟิงก็หาสนใจไม่

“ผู้อาวุโสล้อเล่นแล้ว ผู้เยาว์ย่อมไม่กล้าคัดค้านหรอกขอรับ” อู๋เฉิงเฟิงรีบตอบ

"หากว่าไม่มีอะไรแล้วพวกเจ้าก็ออกไปได้"

"ผู้อาวุโส พิจารณาจากความแข็งแกร่งของตระกูลเฉินในปัจจุบันแล้ว เมืองย่านกุ้ยดูไม่เหมาะกับตระกูลของท่านอีกต่อไป"

“ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสจะอนุญาตให้ผู้เยาว์จัดการเรื่องการย้ายถิ่นฐานให้กับตระกูลเฉินได้หรือไม่? ผู้เยาว์รู้จักสถานที่ที่เหมาะสมกว่าที่นี่”

อู๋เฉิงเฟิงไม่ต้องการพลาดโอกาสในการประจบเอาใจ ด้วยพลังอันน่าเกรงขามของตระกูลเฉิน การรั้งตัวพวกเขาไว้ในแคว้นเป่ยหยวนนั้นมีแต่ประโยชน์ต่อเขา

“ไม่จำเป็น ตระกูลเฉินจะไปจากที่นี่ในไม่ช้า”

“อ้อ? ขอบังอาจถามถามได้หรือไม่ว่าเป็นที่ใด?”

"เมืองหลวง"

เมืองหลวง?

ตระกูลเฉินกำลังจะเดินทางกลับเมืองหลวง? เพื่อทวงคืนความรุ่งเรืองในอดีตของพวกเขา?

เมื่อพิจารณาดูก็เข้าใจได้ว่าสิ่งที่สูญเสียไปจะต้องทวงกลับคืน

แคว้นเป่ยหยวนไม่อาจฉุดรั้งตระกูลเฉินได้อีกต่อไป

อู๋เฉิงเฟิงเผยยิ้มขมขื่น เขาค้อมคำนับเฉินฉางอันอย่างนอบน้อมคราหนึ่ง จากนั้นจึงออกจากตระกูลเฉินพร้อมกับหนานเซี่ยงเทียน

"ผู้ใดจะคิดเล่าว่าตระกูลเฉินยังมีบรรพชนเช่นนี้อยู่"

“แต่ทำไมข้าถึงไม่รู้สึกถึงอันตรายจากเขาเลย?”

หลังออกมาแล้ว หนานเซี่ยงเทียนจึงกล้าที่จะกล่าว เพราะกลัวว่าหากกล่าวผิดเพียงคำเดียวในตระกูลเฉิน เขาอาจจะต้องประสบกับชะตากรรมอันแสนเลวร้าย

“ท่วงท่าราศีของเขายิ่งใหญ่สุดจะหยั่ง แล้วพวกเราจะไปรับรู้ได้อย่างไร?”

“อย่างไรก็ดี ผืนฟ้าของอาณาจักรต้าโจวกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว”

“การที่ตระกูลเฉินกลับไปยังเมืองหลวงย่อมก่อให้เกิดคลื่นลมอย่างไม่ต้องสงสัย” อู๋เฉิงเฟิงครุ่นคิด

“นั่นก็จริง ท่านคิดว่าพวกเขาจะกลับไปเพื่อ... เรื่องนั้นหรือไม่?”

"ก่อนหน้านี้ตระกูลเฉินกับตระกูลหลิวมีข้อตกลงกันอยู่ไม่ใช่รึ?"

เมื่อได้ยิน สีหน้าของอู๋เฉิงเฟิงก็เปลี่ยนไป เขาลืมเรื่องนั้นไปได้อย่างไรกัน?

"เป็นไปได้!"

“ข้าจะต้องรายงานเรื่องนี้ให้ฝ่าบาททรงทราบโดยด่วน”

อาณาจักรต้าโจว เมืองหลวง

“ท่านประมุข เวลาก็ล่วงเลยมาหนึ่งเดือนแล้ว พวกเรามิอาจรอช้าได้อีกแล้ว ไม่เช่นนั้นจะสายเกินไป”

หลังจากกลับมาที่ตระกูลหลิว หลิวเมิ่งเหยียน และหลิวเฉิงเฟิงก็บอกเล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่ตระกูลเฉินและแบ่งปันความคิดของพวกเขา

ทว่าเมื่อได้ยิน ประมุขตระกูลหลิวกลับลังเลไม่สามารถตัดสินใจ

ตอนนี้ก็ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้ว หลิวเมิ่งเหยียน และหลิวเฉิงเฟิงจึงยิ่งกลัดกลุ้มกังวลใจ

ยิ่งปล่อยให้เรื่องนี้ยืดเยื้อออกไปก็รังแต่จะส่งผลเสียต่อตระกูลหลิว

“ข้าเข้าใจสิ่งที่พวกเจ้ากำลังกล่าว แต่คนๆ นั้นเป็นบรรพชนของตระกูลเฉินจริงหรือไม่?”

“เขามีพลังสูงส่งปานนั้นจริงๆ งั้นรึ?”

“พวกเจ้าเคยเห็นเขาลงมือหรืไม่?” ประมุขตระกูลหลิวถามด้วยความสงสัย

“ท่านประมุข แม้ว่าเขาจะไม่เคยลงมือ แต่ความแข็งแกร่งของเขานั้นไม่อาจมองข้ามได้ กลิ่นอายของข้าไม่มีผลกับเขาเลยแม้แต่น้อย”

“แค่นั้นก็พิสูจน์ได้แล้วว่าระดับการฝึกฝนของเขาเหนือกว่าของข้า”

“ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพวกเราจากมา พลังวิญญาณของทั้งแคว้นเป่ยหยวนก็แห้งเหือด นี่คาดว่าจะเป็นฝีมือของเขา—เป็นการส่งคำเตือนถึงพวกเรา” หลิวเฉิงเฟิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

ข้อมูลดังกล่าวคลุมเครือเกินไป ทำให้ประมุขตระกูลหลิวไม่แน่ใจ

บางทีบรรพชนของตระกูลเฉินผู้นี้อาจจะไปถึงขอบเขตเหนือธรรมชาติแล้ว หรืออาจจะก้ามข้ามระดับชั้นแรกๆ ไปแล้วด้วยซ้ำ แต่อำนาจของราชวงศ์เองก็ไม่อาจมองข้ามได้เช่นกัน

ในเวลาหนึ่งเดือน หลิวเมิ่งเหยียนก็พร้อมที่จะหมั้นหมายกับองค์ชายห้าแล้ว การเตรียมการได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในราชสำนัก

หากยกเลิกตอนนี้ มันจะเป็นการดูหมิ่นราชวงศ์โดยตรง

“ท่านพ่อ ข้าทราบว่าท่านกำลังกังวลสิ่งใด”

“แต่บรรพชนของตระกูลเฉินคือผู้ที่มีชีวิตอยู่มาเป็นหมื่นปีแล้ว”

“หากว่าเราลงมือตอนนี้ ตระกูลเฉินอาจช่วยให้เราหลุดพ้นจากพันธะในอดีตได้”

“สำหรับราชวงศ์ พวกเขาจะกล้าตอแยสัตว์ประหลาดเช่นนั้นหรือ?” หลิวเมิ่งเหยียนกระตุ้น

ประมุขตระกูลหลิวขมวดคิ้วและจมอยู่ในความคิด หลังจากเงียบไปนาน จู่ๆ เขาก็ตระหนักได้

“ผิด! ผิดทั้งหมด!”

“ตระกูลเฉิน…ช่างเป็นแผนที่ชาญฉลาดนัก!”

“พวกเขาเกือบหลอกพวกเราได้แล้ว!” ประมุขตระกูลหลิวพลันหัวเราะอย่างเย็นชา

“เอ๊ะ? ผิดงั้นรึ? ท่านพ่อหมายความว่าอย่างไร?” หลิวเมิ่งเหยียนถามด้วยความงุนงง

“หากตระกูลเฉินมีบรรพชนที่แข็งแกร่งเช่นนั้นจริง ทำไมในช่วงเดือนที่ผ่านมาจึงไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เลย?”

“หากว่าเขาแข็งแกร่งจริง ทำไมเขาถึงต้องใช้กลอุบายเพื่อข่มขู่พวกเจ้าด้วยเล่า?”

“เป้าหมายเดียวของเขาคือทำให้พวกเจ้าหวาดกลัว เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าทำอะไรที่ขัดต่อตระกูลเฉิน”

"หากพวกเจ้าทั้งสองหลงกลและยกเลิกการหมั้นหมายกับองค์ชายห้า ตระกูลหลิวจะต้องเผชิญกับความโกรธแค้นของราชวงศ์โดยที่ตระกูลเฉินไม่ต้องทำอะไรเลย"

“ตระกูลเฉินจะกำจัดพวกเราได้โดยไม่ต้องเสียเลือดแม้แต่หยดเดียว”

“เป็นแผนการที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ตระกูลเฉินช่างเจ้าเล่ห์นัก!” ประมุขตระกูลหลิวเยาะเย้ย

“ท่านประมุข แต่บรรพชนของตระกูลเฉินผู้นั้นมีความแข็งแกร่งจริงๆ นะขอรับ ไม่เช่นนั้น เขาคงไม่สงบนิ่งและไม่หวั่นไหวเมื่อเผชิญกับกลิ่นอายอันน่าเกรงขามของข้า” หลิวเฉิงเฟิงกล่าวด้วยความสับสน

“นี่แหละคือความเจ้าเล่ห์ที่แท้จริงของพวกเขา!”

“พวกเขาอาจมีความแข็งแกร่ง แต่ยงไม่เพียงพอ”

“ระดับการฝึกฝนของเขาอาจเหนือกว่าเจ้า แต่ยงไม่เพียงพอที่จะต่อต้านราชวงศ์ได้”

“หากการหมั้นหมายของหลิวเมิ่งเหยียนกับองค์ชายห้าประสบความสำเร็จ ตระกูลหลิวของเราและราชวงศ์ก็จะเป็นทองแผ่นเดียวกัน”

“เมื่อถึงเวลานั้น ตระกูลเฉินยังจะทำอะไรได้?”

“พวกเจ้าทั้งสองยังไร้เดียงสาเกินไป คิดตื้นเกินไป”

“แม้แต่ข้าเองก็เกือบจะถูกพวกเจ้าสองคนหลอกแล้ว”

“หึ อุบายเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตาของข้าได้” ประมุขตระกูลหลิวแค่นเสียงอย่างเย็นชา

“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง!”

“ท่านประมุขช่างปราดเปรื่องนัก!”

จบบทที่ เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 12

คัดลอกลิงก์แล้ว