- หน้าแรก
- เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการจากถูกอาจารย์ขับไล่
- เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 7
เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 7
เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 7
เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 7
พลังวิญญาณของทั้งแคว้นเป่ยหยวนถูกดูดซับจนหมดในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน ทำให้ผู้ฝึกฝนในแคว้นนี้รู้สึกกระวนกระวาย
หนานเซี่ยงเทียน ประมุขตระกูลหนาน ซึ่งเป็นตระกูลที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นเป่ยหยวนได้เดินทางไปที่จวนเจ้าแคว้นโดยตรง
“พี่อู๋ ท่านทราบสาเหตุเบื้องหลังความผิดปกตินี้หรือไม่?”
“ช่วงนี้มียอดฝีมือมาที่แคว้นเป่ยหยวนของเรางั้นหรือ?”
“หากมียอดฝีมือปรากฏตัวจริงๆ พี่อู๋ โปรดแจ้งข้าด้วย ข้าจะได้กำชับผู้คนในตระกูลของข้าให้ระมัดระวังและไม่ไปทำให้พวกเขาขุ่นเคืองใจ”
เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของหนานเซี่ยงเทียน อู๋เฉิงเฟิง เจ้าแคว้นเป่ยหยวน ก็ทำได้เพียงเผยยิ้มฝืดเฝื่อน
ตอนนี้เขาเองก็รู้สึกงุนงงไม่แพ้กัน ไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าเหตุใดพลังวิญญาณโดยรอบจึงหายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้...
“พี่หนาน เรื่องนี้ข้าไม่ทราบจริงๆ”
“ข้ายังไม่เคยได้ยินว่ามียอดฝีมือคนใดมาเยี่ยมเยียนแคว้นเป่ยหยวนของเราเลย”
“หรือว่า... มีอัจฉริยะรุ่นเยาว์ถือกำเนิดขึ้นภายในแคว้นของเรา?” อู๋เฉิงเฟิง ครุ่นคิดด้วยสีหน้าขมวดคิ้ว
“อ้อ? หากว่าเป็นเรื่องจริง เช่นนั้นเราก็ต้องตรวจสอบทันที ผู้ใดก็ตามที่สามารถก่อคลื่นลมเช่นนี้ได้ย่อมถูกกำหนดให้กลายเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ในภายภาคหน้า การผูกไมตรีตั้งแต่เนิ่นๆจะต้องนำมาซึ่งผลตอบแทนอันยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน!” หนานเซี่ยงเทียนกล่าวด้วยความตื่นเต้นที่เพิ่มขึ้น
“ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม เราก็ต้องค้นหาคำตอบให้ได้”
“ลงมือตรวจสอบกันเถอะ ใครหาคำตอบได้ก่อนก็แจ้งให้อีกคนรู้”
"ตกลง"
ขณะที่หนานเซี่ยงเทียน และอู๋เฉิงเฟิง เตรียมที่จะตรวจสอบสาเหตุของการหายไปของพลังวิญญาณ หลิวเมิ่งเหยียน และผู้ติดตามของนางยังไม่ได้ออกจากแคว้นเป่ยหยวน
เมื่อพลังวิญญาณถูกดูดซับจนแห้งเหือดด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบ่งบอกบรรยาย ความคิดแรกของพวกเขาก็คือ เฉินฉางอัน บรรพชนของตระกูลเฉิน!
“น่ากลัวยิ่งนก ท่านอา เฉินฉางอันอยู่ในขอบเขตใดกันแน่?”
หลิวเมิ่งเหยียนรู้สึกหวาดกลัวอย่างแท้จริง
หากบรรพชนของตระกูลเฉินนึกลงมือล้างแค้น ตระกูลหลิวยังจะรอดไปได้หรือ?
“เกินขอบเขตความเข้าใจของข้า มิอาจประมาณได้”
“หลังจากที่เราออกจากตระกูลเฉินได้ไม่นาน พลังวิญญาณก็พลันหายไป แม้ว่าเราจะเดินทางด้วยความเร็วเต็มที่และเกือบจะออกจากแคว้นเป่ยหยวนแล้วก็ตาม ข้าก็ยังสัมผัสถึงพลังวิญญาณไม่ได้แม้แต่น้อย”
“นี่หมายความว่าเขาได้ดูดซับพลังงานของทั้งแคว้นจนหมดเกลี้ยงในเวลาอันสั้น” หลิวเฉิงเฟิงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
“ท่านอา ข้าไม่เข้าใจ ทำไมเขาถึงต้องทำเช่นนี้ด้วยเล่า? การดูดซับพลังวิญญาณของทั้งแคว้นเป่ยหยวนจะมีประโยชน์ต่อตระกูลเฉินงั้นหรือ?”
“การฟื้นฟูพลังมากปานนี้ต้องใช้เวลา” หลิวเมิ่งเหยียนพึมพำด้วยความสับสน
“มันเป็นคำเตือน ในความเห็นของข้า นี่คือคำเตือนที่ส่งถึงพวกเราและผู้คนทั่วทั้งแคว้นเป่ยหยวน”
“เมื่อพบความผิดปกติ การตรวจสอบย่อมจะตามมา และในไม่ช้า ทุกคนก็จะทราบว่าบรรพชนของตระกูลเฉินกลับมาแล้ว!”
"เมื่อถึงเวลานั้น ข่าวก็จะแพร่กระจายไปทั่วราชอาณาจักรต้าโจว"
“ตระกูลเฉิน…กำลังวางรากฐานสำหรับการพลิกฟื้นของพวกเขา!”
“ดูเหมือนว่าอีกไม่นาน ตระกูลเฉินจะกลับมาทวงตำแหน่งตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาณาจักรต้าโจว—หรือบางทีอาจจะกระทั่ง…”
"บางทีอาจจะอะไรหรือ?"
“ตระกูลเฉินกระทั่งไม่สนใจอาณาจักรต้าโจวอีกต่อไปแล้ว”
การวิเคราะห์ของหลิวเฉิงเฟิงทำให้หลิวเมิ่งเหยียนนิ่งเงียบโดยสิ้นเชิง
ต้องใช่ๆแน่ มิเช่นนั้นเหตุใดบุคคลระดับเฉินฉางอันถึงต้องทำเช่นนี้ด้วย?
“เฮ้อ หากว่าตระกูลหลิวของเรามีบรรพชนบ้างก็คงจะดี”
“ท่านอาคิดว่ายังมีหนทางที่จะเชื่อมสัมพันธ์อยู่หรือไม่?”
“ตระกูลหลิวของเราจะสามารถรักษาความสัมพันธ์ของตระกูลเฉินไว้ได้หรือไม่?” หลิวเมิ่งเหยียนถามด้วยความกังวล
หืม?
ได้ยินเช่นนั้น หลิวเฉิงเฟิงก็ใจเต้นระรัว ใช่แล้ว ทำไมเขาถึงคิดไม่ถึงกันนะ?
“พวกเราต้องรีบกลับไปที่ตระกูลหลิวทันทีและแจ้งให้ประมุขตระกูลทราบ พวกเราไม่สามารถปล่อยให้คนอื่นชิงโอกาสตัดหน้าพวกเราได้!”
“รีบไปกันเถอะ!”
"เจ้าค่ะ!"
หลิวเมิ่งเหยียนและหลิวเฉิงเฟิงเร่งเดินต่อไป โดยหวังที่จะกลับไปยังตระกูลหลิวโดยเร็วที่สุด
เมืองย่านกุ้ย ตระกูลเฉิน
‘สะใจจริงๆ!’
‘นี่ก็คือความรู้สึกของการฝึกฝนใช่หรือไม่?’
แม้ว่า การเข้าฌาณของเฉินฉางอันจะกินเวลาไม่นานนัก แต่เขาก็ได้สัมผัสถึงรสชาติของชีวิตที่ไม่เหมือนครั้งไหนๆ
ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมทุกคนต่างแสวงหาการฝึกฝน การมีพลังและการฝึกฝนอยู่ในร่างกายของตนเองนั้นช่างเป็นสิ่งที่พิเศษจริงๆ
ทว่าเฉินฉางอันนั้นไม่ได้คิดที่จะหยุดฝึกฝน แต่เขาพบว่าเขาไม่สามารถดูดซับพลังงานวิญญาณใดๆได้อีกต่อไป
คล้ายกับว่าร่างกายของเขาจะถึงขีดจำกัดในการกักเก็บพลังงานแล้ว
เฉินฉางฉางอันเปิดประตูก่อนจะสูดหายใจเข้าเต็มปอด ราวกับว่าโลกทั้งใบได้เปลี่ยนไปแล้ว
“ต้าหวง เจ้าคิดเห็นอย่างไร? ข้าเป็นโคตรอัจฉริยะใช่หรือไม่?”
“ผ่านไปไม่เท่าไร ข้าก็ทะลวงไปยังระดับแรกของขอบเขตหลอมแก่นได้แล้ว น่าประทับใจมากใช่หรือไม่?” เฉินฉางอันยิ้มอย่างพึงพอใจให้กับต้าหวง
“เหอะ เจ้าได้สะสมการฝึกฝนมาเป็นหมื่นปี จะทะลวงถึง—”
“ช้าก่อน เจ้าบอกว่าเจ้าเพิ่งถึงระดับแรกของขอบเขตหลอมแก่นอย่างนั้นรึ?”
“เป็นไปได้อย่างไร?”
ต้าหวงขมวดคิ้วมุ่น พิจารณาเฉินฉางอันอย่างละเอียด เป็นความจริง—แค่ระดับแรกของขอบเขตหลอมแก่นเท่านั้นหรือ?
ไม่สมเหตุสมผลเลย!
ปริมาณพลังวิญญาณที่เฉินฉางอันดูดซับเอาไว้นั้นมีมากมายมหาศาล เหตุใดเขาระดับการฝึกฝนของเขาจึงหยุดอยู่แค่ขอบเขตนี้?
“เจ้าจงใจสะกดระดับการฝึกฝนเอาไว้อย่างนั้นรึ?” ต้าหวงถามด้วยความเคลือบแคลง
“ข้าเปล่า พลังวิญญาณที่ดูดซับเข้าไปช่วยให้ข้าเข้าถึงแค่ระดับแรกของขอบเขตหลอมแก่นเท่านั้น”
“นอกจากนี้ ร่างกายของข้ายังคล้ายกับจะมีปัญหาอื่นอีก ข้าลองใช้หินวิญญาณแล้ว แต่ข้าไม่สามารถดูดซับพลังงานวิญญาณใดๆ ได้เลย” เฉินฉางอันส่ายศีรษะด้วยความจนใจ
ประหลาด
ช่างแปลกประหลาดจริงๆ
ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเจ้าเด็กนี่จะไม่มีอะไรที่ปกติกับเขาบ้างเลยหรือไง?
“ลองโจมตีใส่ข้า ให้ข้าดูหน่อยว่าเจ้าแข็งแกร่งเพียงใด” หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ต้าหวงก็กล่าวออกมา
“อ้อ? แต่เจ้าห้ามสู้กลับนะ!”
“รีบลงมือ! เจ้าจะกลัวอะไรกัน แม้แต่อาจารย์ของเจ้าก็ยังฆ่าเจ้าไม่ได้ หรือเจ้าคิดว่าข้าจะทำได้?” ต้าหวงแค่นเสียงอย่างหงุดหงิด
"ก็ได้!"
เฉินฉางอันไม่กล่าวอะไรอีก เขาชูนิ้วขึ้นคล้ายกระบี่และตวัดฟันออกไป พลังกระบี่พุ่งตรงไปที่ต้าหวง
มันรวดเร็วมาก—อีกทั้งยังทรงพลังอย่างน่ากลัว
แม้ว่าการโจมตีจะไม่สามารถทำอันตรายต่อต้าหวงได้แม้แต่น้อย แต่มันก็ยังทำให้เขาตกตะลึงอย่างมาก
‘ตัวประหลาด!’
"เจ้าเพิ่งอยู่ในระดับแรกของขอบเขตหลอมแก่นเท่านั้น แต่การโจมตีนั้นสามารถเทียบได้กับขอบเขตเหนือธรรมชาติ!"
“เจ้าทราบหรือไม่ว่ามันหมายถึงอะไร?”
"พลังการต่อสู้ของเจ้านั้นเหนือกว่าผู้ฝึกฝนทั่วไปถึงสองขอบเขตใหญ่!"
“หากเจ้าบรรลุขอบเขตจักรพรรดิเซียน ในโลกยังจะมีใครต่อกรกับเจ้าได้อีก?”
"แม้แต่อาจารย์ของเจ้าก็ไม่อาจรับมือเจ้าได้แม้แต่การโจมตีเดียว!"
เมื่อได้ยินวาจาของต้าหวง ดวงตาของเฉินฉางอันก็ทอประกายวูบ แม้แต่ท่านอาจารย์ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขางั้นหรือ?
นั่นไม่ได้หมายถึงว่าเขาจะสามารถบังคับให้นางทำทุกอย่างที่เขาต้องการได้หรอกหรือ?
“คงไม่ได้กำลังวางแผนเรื่องชั่วร้ายอยู่หรอกนะ?”
"เจ้าไม่กลัวว่าอาจารย์ของเจ้าจะขังเจ้าไว้และไม่อนุญาตให้เจ้าฝึกฝนอีกงั้นรึ?"
แค่เห็นท่าทางของเฉินฉางอัน ต้าหวงก็ทราบว่าเจ้าสารเลวน้อยนี่ต้องมีความคิดไม่ซื่ออยู่ในหัว
“เฮ้อ น่าเสียดายจริงๆ ดูเหมือนว่าตอนนี้การฝึกฝนของข้าจะอาจไม่ก้าวหน้าไปมากกว่านี้แล้ว” เฉินฉางอันทอดถอนใจ
“หากข้าคาดเดาไม่ผิด ปัญหาของเจ้าอาจอยู่ที่มุกครรภ์มารดา”
"หากเจ้าตามหามุกอีกแปดเม็ดที่เหลือเจอ เส้นทางการฝึกฝนของเจ้าก็น่าจะราบรื่น"
“บอกตามตรง เจ้านี่ช่างแปลกประหลาดจริงๆ เจ้าทิ้งพรสวรรค์ในการฝึกฝนของเจ้าไว้ในครรภ์มารดา ตั้งแต่ข้าเกิดมา ข้าไม่เคยเห็นใครแปลกประหลาดเท่าเจ้ามาก่อน” ต้าหวงกล่าวล้อเลียน
เฉินฉางอันไม่สนใจวาจาล้อเลียนนั้น ตอนนี้สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือการค้นหามุกครรภ์มารดาอีกแปดเม็ดที่เหลือ
ตอนนี้เท่าที่เขารู้ ในมือของราชวงศ์อาณาจักรต้าโจวมีมุกอยู่เม็ดหนึ่ง!
“เจ้าว่า...ทำไมอาจารย์ของข้าถึงไม่เคยคิดที่จะถามเรื่องนี้กับตระกูลเฉินเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งที่เผชิญกับปัญหาต่างๆมากมายเช่นนั้น?”
“ทรมาณสังขารไปแล้ว” เฉินฉางอันกล่าวกลั้วหัวเราะ
“‘ทรมาณสังขารไปแล้ว’ งั้นรึ?”
“เฉินฉางอัน อาจารย์ของเจ้าเกลียดการถูกบอกว่าแก่ที่สุด”
“ยังมีอะไรต้องกลัวกัน? ตอนนี้นางไม่อยู่ที่นี่สักหน่อ-”
พูดไม่ทันจบคำ เฉินฉางอันก็รู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความรู้สึกอันคุ้นเคยนั้นทำให้หัวใจของเขาหนาวสะท้าน
สวรรค์ เกิดอะไรขึ้น?
อย่าบอกนะว่านางแอบจับตาดูข้าอยู่ตลอด?