- หน้าแรก
- เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการจากถูกอาจารย์ขับไล่
- เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 3
เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 3
เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 3
เส้นทางอมตะของข้าเริ่มต้นด้วยการถูกอาจารย์ขับไล่ ตอนที่ 3
อาณาจักรต้าโจว
แคว้นเป่ยหยวน
เมืองย่านกุ้ย ตระกูลเฉิน
"ประมุขเฉิน การที่ตระกูลหลิวของเรามาเยี่ยมในวันนี้ถือได้ว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับตระกูลของเจ้าแล้ว"
“ข้าแนะนำให้เจ้าเจียมตัว—เจ้าคิดจริงๆหรือว่าตระกูลเฉินของเจ้ายังคงยิ่งใหญ่เหมือนในอดีต?”
คำกล่าวของทูตจากตระกูลหลิวทำให้คนของตระกูลเฉินเดือดดาลขึ้นทันที
พยัคฆ์ตกที่ราบ ถูกสุนัขรุมรังแก!
เดิมทีตระกูลเฉินนั้นไม่ได้มาจากอาณาจักรต้าโจว แต่พวกเขาอพยพมาที่นี่เมื่อหลายปีก่อน
ครั้งหนึ่งตระกูลเฉินเคยเป็นตระกูลชั้นสูงที่ไร้ผู้ทัดเทียมของต้าโจว ส่วนตระกูลหลิวน่ะหรือ? เป็นเพียงข้ารับใช้ของพวกเขาเท่านั้น!
ด้วยการสนับสนุนของตระกูลเฉิน ตระกูลหลิวจึงผงาดขึ้นอย่างรวดเร็ว และด้วยความสำนึกขอบคุณ พวกเขาจึงตั้งกฎเกณฑ์ไว้ดังนี้:
ผู้นำตระกูลหลิวทุกรุ่นจะต้องให้บุตรสาวของตนแต่งเข้าตระกูลเฉิน
นี่ถือเป็นการแสดงความภักดี แต่ใครจะคาดคิดเล่าว่าวันหนึ่งตระกูลเฉินจะเสื่อมถอยลง?
ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเป็นตระกูลชั้นนำของแคว้นเป่ยหยวน แต่ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา ตำแหน่งของพวกเขากลับถดถอยลงจนแทบจะยืนหยัดในเมืองย่านกุ้ยอย่างเต็มกลืน
แม้ว่าตระกูลเฉินยังคงมีความโดดเด่น และตระกูลหลิวก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์บางส่วนเอาไว้เสมอมา แต่ตอนนี้ เมื่อตระกูลหลิวได้ผงาดขึ้นมากลายเป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของต้าโจว ความสัมพันธ์ทั้งหมดก็ยุติลง
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าคนจากตระกูลหลิวจะมาในเวลานี้ ตระกูลเฉินจึงไม่ทันตั้งตัว
พวกเขาเตรียมจะต้อนรับแขกอย่างอบอุ่น แต่ตระกูลหลิวกลับมีท่าทีดูแคลนพวกเขา
“หลิวเฉิงเฟิง พวกเราสองตระกูลไม่มีการติดต่อกันมาเป็นร้อยปีแล้ว”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่นี่ ที่เจ้ามาก็เพื่อที่จะทำให้ตระกูลเฉินของข้าอับอายเท่านั้นรึ?”
“สำหรับกฎที่ตระกูลหลิวของเจ้าเคยตั้งเอาไว้นั้น เจ้าสามารถเพิกเฉยได้นานแล้ว”
“ทำไมต้องมาที่นี่เพื่อยั่วโมโหพวกเรา?”
เฉินเจิ้งหยวน ผู้เป็นประมุขตระกูลเฉิน ปฏิเสธที่จะกล้ำกลืนความอัปยศ แม้ว่าสถานะปัจจุบันของพวกเขาจะมีความแตกต่างกันอย่างมากก็ตาม
หลิวเฉิงเฟิงรู้สึกประหลาดใจ แม้ว่าตระกูลเฉินจะเสื่อมถอยลง แต่พวกเขาก็ยังกล้าต่อต้านงั้นรึ?
แต่ในสายตาของเขา การท้าประลองโดยที่ไร้ซึ่งกำลังนั้นเป็นเพียงเรื่องตลก
“ฮึ่ม คุณหนูใหญ่ของเราได้รับความสนใจจากนิกายชางชิงและมีความสนิทสนมรักใคร่กับองค์ชายห้าแห่งราชวงศ์ต้าโจว ส่วนพวกเจ้า—”
"ท่านอา"
ก่อนที่หลิวเฉิงเฟิงจะกล่าวจบ หญิงสาวคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยขึ้นขัดจังหวะ
“ให้ข้ากล่าวเองเถอะ”
หลิวเมิ่งเหยียนเป็นบุตรสาวของประมุขตระกูลหลิวคนปัจจุบัน ตามกฏของบรรพชนแล้ว นางสมควรได้แต่งเข้าตระกูลเฉิน
แต่สำหรับตระกูลเฉิน กฎนี้ถือเป็นโมฆะมานานแล้ว อย่างไรเสียตระกูลหลิวก็ได้ตัดความสัมพันธ์ไปตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนแล้ว
การมาเยือนอย่างกะทันหันของพวกเขาจึงถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ
เห็นได้ชัดว่าหลิวเมิ่งเหยียนมีฐานะสูงส่งในตระกูลหลิว เพียงกล่าวคำเดียว หลิวเฉิงเฟิงผู้เป็นอาของนางก็ก้าวหลบไปด้านข้างและเงียบไป
หลิวเมิ่งเหยียนหันไปหาเฉินเจิ้งหยวนด้วยรอยยิ้มบาง “ประมุขเฉิน ตระกูลหลิวของเราเคยได้รับความเมตตาจากตระกูลท่านมากมาย”
“แน่นอนว่าเมื่อตระกูลเฉินเริ่มเสื่อมถอยลง พวกเราย่อมไม่อาจนิ่งเฉยดูดายได้”
“แม้ว่าฐานะของสองตระกูลในตอนนี้จะแตกต่างกันมาก แต่ตระกูลหลิวยังคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์เก่าก่อน”
"กฎเกณฑ์ต่างๆที่กำหนดไว้ในอดีต ไม่เหมาะสมกับปัจจุบันอีกต่อไป"
“เพราะเหตุนี้ข้าจึงมาเพื่อยุติเรื่องนี้ ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร?”
“วางใจได้ ตระกูลหลิวของเราย่อมไม่ตระหนี่ถี่เหนียว”
“นี่คือหินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งหมื่นก้อนและเม็ดยารวมแก่นห้าเม็ดเพื่อเป็นการชดเชยให้กับตระกูลของท่าน”
หินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งหมื่นก้อน? และเม็ดยารวมแก่นห้าเม็ด?
ในอดีต ตระกูลเฉินอาจจะดูแคลนต่อสิ่งของเหล่านี้ หากแต่ตอนนี้ ทรัพยากรถือเป็นสิ่งที่พวกเขาขาดแคลน
แม้ว่าจะไม่มีสมาชิกคนใดแสดงออกมาเลยก็ตาม อย่างไรเสีย... ราคาที่ต้องแลกมาด้วยการยอมรับก็คือศักดิ์ศรีของตระกูล!
"ฮ่าฮ่าฮ่า!"
“น้ำใจของตระกูลหลิวนั้นช่างยิ่งใหญ่มากจริงๆ!”
“แต่ตระกูลเฉินหาใช่ขอทานไม่!”
“คุณหนูหลิว พวกเราซาบซึ้งในน้ำใจของเจ้า แต่พวกเราคงต้องขอปฏิเสธ”
เฉินเจิ้งหยวนปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ลังเล
แม้ว่าเปลือกนอกหลิวเมิ่งเหยียนจะดูสุภาพ ทว่าดวงตาของนางกลับเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งจองหอง และนางไม่เคยเห็นหัวผู้ใดในตระกูลเฉินอย่างแท้จริง
สำหรับนาง การปรากฏตัวของนางเพียงอย่างเดียวก็ถือเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่แล้ว และการตอบแทนที่นางสมควรได้รับก็คือความสำนึกขอบคุณ
การปฏิเสธของเฉินเจิ้งหยวนทำให้นางขมวดคิ้ว ความไม่พอใจปรากฏชัดบนใบหน้าของนาง
“ว่ากระไร? ตระกูลเฉินปฏิเสธงั้นรึ?”
“อย่าบอกนะว่าพวกเจ้ายังคิดที่จะเกาะขาตระกูลหลิวของเราต่อ? หวังให้ข้าแต่งงานเข้าตระกูลของพวกเจ้างั้นรึ?” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความดูแคลนและหงุดหงิด
“เกาะขาตระกูลหลิวของพวกเจ้า?”
“คุณหนูหลิว เจ้าประเมินตัวเองสูงไปแล้ว”
"เจ้าคิดจริงๆหรือว่าข้ามองจุดประสงค์ในการมาที่นี่ของพวกเจ้าไม่ออก?"
"บางทีอาจมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังจำความสัมพันธ์เก่าก่อนระหว่างสองตระกูลของเราได้ แต่ความสัมพันธ์เหล่านี้ก็ไม่ได้ถูกลืมเลือนไปเสียทีเดียว"
“เจ้าและองค์ชายห้ารักใคร่ชอบพอกัน และแน่นอนว่าเจ้ากำลังจะแต่งงานเข้าสู่ราชวงศ์”
"เจ้าคงมาที่นี่เพื่อลบรอยด่างพร้อยใดๆที่อาจเกิดขึ้นกับชื่อเสียงของเจ้าก่อนที่มันจะเกิดขึ้น"
“มิฉะนั้นแล้ว ทำไมวันนี้เจ้าถึงต้องมาสร้างความวุ่ยวายที่ตระกูลเฉินด้วยเล่า?”
เฉินเจิ้งหยวนไม่ใช่คนโง่ การแลกเปลี่ยนเพียงครั้งเดียวได้เปิดเผยแรงจูงใจที่แท้จริงของพวกเขา
จุดด่างพร้อย—กฎเกณฑ์ที่ตระกูลหลิวเคยตั้งขึ้นเพื่อเอาใจตระกูลเฉิน—กลับกลายเป็นจุดด่างพร้อยที่หลิวเมิ่งเหยียนพยายามจะล้างออก
“เฉินเจิ้งหยวน ข้าแนะนำให้เจ้าไตร่ตรองให้ดี”
"หากว่าไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์เก่าๆ เจ้าคิดจริงๆหรือว่าด้วยสถานะในปัจจุบันของตระกูลเฉินของเจ้าแล้ว เจ้าจะสามารถแบกรับความโกรธแค้นของตระกูลหลิวและองค์ชายห้าได้?"
หลิวเฉิงเฟิงรู้สึกงุนงง เหตุใดตระกูลเฉินจึงกระดูกแข็งนัก? เพียงแค่พยักหน้าก็จะได้รับค่าตอบแทนก้อนโตแล้ว พวกเขายังจะยึดติดไปทำไมกัน?
พวกเขาคิดจริงหรือว่าจะสามารถเกาะขาตระกูลหลิวโบยบินขึ้นสวรรค์ได้? พวกเขาไม่คำนึงถึงผลที่ตามมาบ้างเลยหรือ?
"ฮ่าฮ่าฮ่า!"
“ตระกูลเฉินไม่มีคนกลัวความตาย!”
“สิ่งที่เจ้าต้องการก็คือสัญญาที่ตระกูลของเจ้าเป็นฝ่ายส่งมอบให้กับพวกเราเองไม่ใช่รึ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวเฉิงเฟิงและหลิวเมิ่งเหยียนต่างก็ตัวแข็งทื่อ สายตาของพวกเขาต่างหันไปทางผู้กล่าว ซึ่งเป็นชายหนุ่มที่ถือหนังสือสัญญาที่ตระกูลหลิวส่งมอบให้กับตระกูลเฉินในปีนั้นไว้ในมือ
“เจ้าเป็นใคร?” หลิวเมิ่งเหยียนถาม
“เฉินอวิ๋นซวน บุตรชายของผู้นำตระกูลเฉิน” ชายหนุ่มตอบอย่างเย็นชา
นายน้อยของตระกูลเฉินรุ่นนี้?
เขามีกิริยามารยาทสง่างามและลักษณะที่โดดเด่น น่าเสียดายที่ระดับการฝึกฝนของเขายังห่างไกลจากองค์ชายห้า
“ตามกฎเก่าคร่ำครึนั่น เจ้าคงเป็นคนที่ข้าต้องแต่งงานด้วยใช่หรือไม่?” หลิวเมิ่งเหยียนกล่าวพลางขมวดคิ้ว
“คุณหนูหลิวล้อเล่นแล้ว”
"สตรีของตระกูลหลิวมีคุณสมบัติคู่ควรที่จะแต่งงานกับนายน้อยแห่งตระกูลเฉินตั้งแต่เมื่อใดกัน?"
“เจ้าประเมินตัวเองสูงไปแล้ว” เฉินอวิ๋นซวนโต้ตอบอย่างไร้ความปราณี
"เจ้า-!"
"เจ้าโอหัง!"
วาจาของเฉินอวิ๋นซวนทำให้ใบหน้าของหลิวเมิ่งเหยียนเปลี่ยนเป็นขาวซีด ขณะที่หลิวเฉิงเฟิงระเบิดความโกรธออกมา
แต่วาจาของเฉินอวิ๋นซวนไม่ใช่เรื่องโกหกแต่อย่างใด ในอดีต แม้ว่าสตรีของตระกูลหลิวจะแต่งงานกับสายหลักของตระกูลเฉิน ทว่าก็ไม่เคยมีผู้ใดแต่งงานกับนายน้อยของตระกูลเลย
แต่ความจริงมักจะบาดลึกที่สุด
นี่ไม่ต่างอะไรจากการดูหมิ่นตระกูลหลิวเลย
“ฮึ่ม สิ่งเดียวที่ตระกูลเฉินของเจ้าเหลืออยู่ตอนนี้มีเพียงคำกล่าวอ้ออวดไร้สาระ”
“ส่งหนังสือสัญญามา ส่วนค่าชดเชยจากตระกูลหลิวของเรา จะรับหรือไม่รับก็ตามใจ นั่นไม่สำคัญสำหรับเรา”
“นับจากนี้ไป พวกเราสองตระกูลไม่เกี่ยวข้องกันอีก” หลิวเมิ่งเหยียนประกาศอย่างเย็นชา
“ตระกูลเฉินจะไม่รับค่าชดเชยใดๆทั้งสิ้น พวกเจ้าสามารถนำสิ่งของกลับไป”
"แต่..."
“ตระกูลหลิวของเจ้าตระบัดสัตย์ ในเมื่อเจ้าเป็นบุตรสาวคนโตของประมุขตระกูลหลิว เจ้าต้องขอขมาต่อตระกูลเฉิน!”
เมื่อได้ยินประโยคแรก หลิวเมิ่งเหยียนก็คล้ายกับจะพึงพอใจ แต่เมื่อได้ยินประโยคหลัง สีหน้าของนางดำครึ้มทันที
ขอขมาต่อตระกูลเฉินงั้นรึ?
"โอหัง!"
“ตระกูลเฉินของเจ้าคู่ควรงั้นรึ?”
“เจ้ากล้า?”
“รนหาที่ตาย!”