- หน้าแรก
- เมื่อสัตว์อัญเชิญของผม คือร่างแยกที่แข็งแกร่งไร้เทียมทาน
- บทที่ 52 ช่วงคั่นเวลา (ตอนฟรี)
บทที่ 52 ช่วงคั่นเวลา (ตอนฟรี)
บทที่ 52 ช่วงคั่นเวลา (ตอนฟรี)
บทที่ 52 ช่วงคั่นเวลา
กลางดึกในขณะที่คนอื่นๆ แยกย้ายกันไปนอนที่ห้องของตัวเองแล้ว
หวังหยุนเฟยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องโถงชั้นหนึ่งเพียงลำพัง กำลังวิดีโอคอลคุยกับจูอู๋เหยียน อยู่ในขณะนี้
หวังหยุนเฟยเอ่ยถาม “ทางฝั่งพวกนายเป็นยังไงบ้าง?”
“พวกเราไปตามพิกัดที่นายบอกแล้ว และได้สูตรการปรุง【ยาพรางตา】จากหีบสมบัติมาเรียบร้อย หลังจากนั้นก็กลับเข้าเมืองไปเรียนอาชีพเสริมนักเล่นแร่แปรธาตุ แล้วผลิตยาออกมาได้ล็อตหนึ่งแล้วล่ะ ตอนนี้กำลังเก็บเลเวลอยู่ข้างนอก พร้อมกับนั่งดูสัตว์อสูรประจำกายของนาย จัดการบอสกับมอนสเตอร์แถวนี้ไปด้วย”
【ยาพรางตา】สามารถปกปิดกลิ่นอายของพวกจูอู๋เหยียนได้ ทำให้มอนสเตอร์รอบๆไม่เข้ามาโจมตีพวกเขาก่อน
แต่ถ้าหากพวกเขาเป็นฝ่ายโจมตี มอนสเตอร์ตัวที่ถูกโจมตีก็จะสวนกลับมาอยู่ดี เพียงแต่มอนสเตอร์ตัวอื่นๆ ที่ไม่โดนลูกหลงจะยังคงไม่ทันสังเกตเห็นพวกเขา
โดยปกติแล้วหนึ่งในอุปสรรค ที่ทำให้การฟาร์มมอนสเตอร์ในแดนลี้ลับล่าช้านั้น เป็นเพราะมอนสเตอร์ที่นั่นมีจำนวนมาก หากไปดึงดูดความสนใจของตัวหนึ่งเข้า มักจะมีฝูงมอนสเตอร์กรูเข้ามาล้อมกรอบทันที
เมื่อมี【ยาพรางตา】นี้แล้ว พวกจูอู๋เหยียนจึงสามารถรับมือกับมอนสเตอร์จำนวนน้อยได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกมอนสเตอร์ตัวอื่นรุมจู่โจม
ส่วนร่างแยกของหวังหยุนเฟย หลังจากที่พวกจูอู๋เหยียนพามันไปยังจุดที่บอสอยู่ มันก็จัดการสังหารบอสได้ในพริบตา จากนั้นจึงเริ่มกวาดล้างมอนสเตอร์ธรรมดาในบริเวณรอบๆ
ทีมของจูอู๋เหยียนทำได้เพียงรับมือกับมอนสเตอร์เลเวล 20 ไปแค่ 4 ตัวอย่างยากลำบาก ในตอนที่ร่างแยกกำจัดมอนสเตอร์ตัวอื่นๆไปหลายสิบตัวจนหมดสิ้น พวกเขาก็เพิ่งจะจัดการกับ 4 ตัวนั้นเสร็จ
แม้ประสิทธิภาพในการสังหารมอนสเตอร์ จะเทียบไม่ได้กับร่างแยก แต่สำหรับพวกเขาแล้ว ประสบการณ์ที่ได้รับจากการจัดการมอนสเตอร์ธรรมดาเลเวล 20 เพียง 4 ตัว ก็มากกว่าเมื่อก่อนมากนัก
ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเขารับมือกับมอนสเตอร์ธรรมดาเลเวล 10 พวกเขาต้องทำอย่างระมัดระวังเพราะกลัวจะลากฝูงใหญ่มาโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ประสิทธิภาพในการเก็บเลเวลนั้นช้ามาก
มอนสเตอร์ธรรมดาเลเวล 20 นั้น อ่อนแอกว่าบอสเลเวล 10 มาก ไม่เพียงแต่ค่าพลังโจมตีและพลังป้องกันเท่านั้น แต่รวมถึงพลังชีวิตด้วย
ดังนั้นทีมของจูอู๋เหยียนจึงสามารถจัดการมอนสเตอร์ธรรมดาเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัย
ยิ่งมอนสเตอร์มีพลังชีวิตน้อยเท่าไหร่ ความเร็วในการสังหารก็ยิ่งไวขึ้น ความถี่ในการถูกโจมตีก็ลดลง และโอกาสที่จะเจออันตรายก็น้อยลงตามไปด้วย
ด้วยโบนัสประสบการณ์จากการสังหารมอนสเตอร์ข้ามเลเวล แม้ประสบการณ์จากมอนสเตอร์ธรรมดาเลเวล 20 จะน้อยกว่าบอสเลเวล 10 อยู่บ้าง แต่ก็นับว่ามากกว่ามอนสเตอร์ธรรมดาเลเวล 10 มาก
ดังนั้นมันจึงส่งผลให้ความเร็วในการเลื่อนเลเวลของกลุ่มจูอู๋เหยียนเพิ่มขึ้น ตอนนี้ทุกคนต่างพากันแตะเลเวล 11 กันถ้วนหน้าแล้ว
“มอนสเตอร์แถวนี้ถูกกวาดล้างหมดแล้ว เป้าหมายต่อไปคือพิกัดของ NPC เควสที่นายบอกมา สำหรับเควสนั้น นายมีคำแนะนำอะไรไหม?”
“ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล มันง่ายมากพวกนายไปหา NPC คนนั้นเพื่อรับเควส แล้วก็ตามหาบอสเควสให้เจอ เรื่องการรับมือกับบอสน่ะ ปล่อยเป็นหน้าที่ของสัตว์อัญเชิญของฉันก็พอ หลังจากจัดการบอสได้แล้ว พวกนายแค่เก็บไอเทมเควสที่ดรอปจากบอสไปส่งให้ NPC เท่านั้น”
แม้ระบบจะจำกัดผลประโยชน์ด้านประสบการณ์เมื่อผู้เล่นเลเวลสูงร่วมทีมกับผู้เล่นเลเวลต่ำ แต่เควสบางอย่างก็ยังมี ‘วิธีลัด’ ในการทำให้สำเร็จ
ยกตัวอย่างเช่นเควสที่พวกจูอู๋เหยียนกำลังจะไปทำ เควสประเภทนี้ต้องการการสังหารบอสที่กำหนด
หลังจากได้รับไอเทมเควสที่ดรอปจากบอสแล้ว ขอเพียงนำไอเทมชิ้นนี้ไปส่งให้ NPC ก็ถือว่าจบเควสได้
บอสเควสประเภทนี้จะปรากฏตัวออกมา หลังจากรับเควสแล้วเท่านั้น
ทว่าหากก่อนที่คนที่รับเควสจะมาถึง มีคนอื่นมาพบและสังหารบอสเควสตัวนี้เข้า บอสตัวนี้ก็จะยังคงดรอปไอเทมเควสอยู่ดี
เพียงแต่ไอเทมเควสนั้นจะตกอยู่ในมือของคนอื่นแทน
ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุที่ในอนาคต มักจะเกิดการแย่งชิงไอเทมเควสที่ดรอปจากบอสบ่อยๆ
เนื่องจากสามารถใช้มือของคนอื่นจัดการบอสเควสได้ ดังนั้นเมื่อต้องเจอกับบอสเควสเลเวลสูงที่ยากจะรับมือ จึงสามารถขอความช่วยเหลือจากผู้เล่นเลเวลสูงคนอื่นให้ลงมือแทนได้
สำหรับคนเหล่านั้น พวกเขาต้องการเพียงแค่ไอเทมเควสเท่านั้น ส่วนบอสเควสก็ยังคงดรอปของรางวัลอื่นๆตามปกติ ซึ่งของรางวัลเหล่านั้น ก็สามารถยกให้เป็นค่าตอบแทนสำหรับผู้เล่นเลเวลสูงได้
บอสของเควสที่หวังหยุนเฟยบอกจูอู๋เหยียนไปนั้นมีเลเวล 20 ซึ่งพวกจูอู๋เหยียนยังรับมือไม่ไหวในตอนนี้ แต่สามารถปล่อยให้ร่างแยกเป็นคนจัดการได้
รางวัลประสบการณ์จากเควสนี้ มีจำนวนมากพอที่จะทำให้พวกจูอู๋เหยียนเลื่อนเลเวลได้อีกหนึ่งระดับ
ในตอนนั้นเองจูอู๋เหยียนสังเกตเห็นผ่านวิดีโอคอลว่าฉากหลังรอบตัวหวังหยุนเฟยนั้นดูไม่ธรรมดา
“ตอนนี้นายอยู่ที่ไหนน่ะ? ผมดูสภาพรอบๆ ตัวนายแล้วไม่เหมือนอยู่ในเมืองเลย”
“ฉันอยู่ในพื้นที่ดันเจี้ยน ที่นี่เป็นหมู่บ้านเล็กๆกลางป่าลึก”
จูอู๋เหยียนงุนงง “พื้นที่ดันเจี้ยน?”
ในฐานะคนรักเกม จูอู๋เหยียนย่อมรู้จัก ‘ดันเจี้ยน’ ซึ่งเป็นแผนที่พิเศษในเกมอยู่แล้ว
เพียงแต่สถานที่ที่หวังหยุนเฟยอยู่นั้น ดูไม่ใช่ดันเจี้ยนประเภทที่เอาไว้ฟาร์มมอนสเตอร์เลย
“คิดซะว่าเป็นต่างโลกแล้วกัน ตอนนี้ฉันกำลังทำเควสดันเจี้ยนอยู่”
“มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ? ถึงขนาดที่มีเวลาว่างมาชวนฉันคุยเนี่ย?”
“โลกทางฝั่งฉันเพิ่งจะเข้าสู่ตอนกลางคืนน่ะ ฉันยังนอนไม่หลับเลยติดต่อมาเช็กสถานการณ์ฝั่งนายหน่อย นายอยากลองลงดันเจี้ยนบ้างไหมล่ะ? ฉันพอจะรู้จักเควสดันเจี้ยนที่เลเวลระดับพวกนายสามารถไปทำได้อยู่บ้างนะ”
“ฉันล่ะสงสัยจริงๆเลยว่า นายมีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกใบนี้หรือเปล่า ทำไมถึงได้รู้เรื่องต่างๆมากมายขนาดนี้!”
“เฮ้อ ฉันบอกความจริงให้ก็ได้ จริงๆแล้วฉันคือพระเจ้า ครั้งนี้แอบหนีลงมายังโลกมนุษย์ ก็เพื่อมาช่วยกู้โลกพวกนายนั่นแหละ”
“คิดว่าฉันจะเชื่อเรื่องเพ้อเจ้อไร้สาระของนายงั้นเหรอ?! ช่างเถอะๆฉันจะคิดซะว่าคุณเป็นบิ๊กบอส ที่มีแหล่งข้อมูลกว้างขวางและมีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่ก็แล้วกัน การได้ทำงานกับบิ๊กบอสอย่างนายถือเป็นโชคดีที่หาได้ยาก ถ้าฉันยังเสียมารยาทถามไม่หยุดก็โง่เกินไปแล้ว”
เห็นได้ชัดว่าจูอู๋เหยียนเป็นคนมองโลกในแง่ดีและปรับตัวเก่ง
การที่หวังหยุนเฟยเลือกทีมของจูอู๋เหยียน แน่นอนว่าเป็นเพราะเขารู้ว่าคนกลุ่มนี้ มีทัศนคติที่ดีและเข้ากันได้ อีกทั้งในอดีตหวังหยุนเฟยเคยได้รับความช่วยเหลือจากพวกเขา ครั้งนี้จึงถือเป็นการตอบแทน
อย่างที่เขาว่ากันว่า ‘เมื่อคนคนหนึ่งบรรลุธรรม แม้แต่ไก่และสุนัขของเขาก็จะขึ้นสวรรค์ไปด้วย’
หวังหยุนเฟยกุมข้อมูลของบอส , หีบสมบัติ , เควส และดันเจี้ยนไว้มากมายมหาศาล ซึ่งเขาเพียงคนเดียวไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ทั้งหมด ดังนั้นการแบ่งปันข้อมูลส่วนหนึ่ง ให้กับคนที่เขาไว้ใจได้จึงเป็นทางเลือกที่ดี
“รอฉันจบดันเจี้ยนนี้ก่อน แล้วจะบอกให้พวกนายกลับเข้าเมืองไปเตรียมตัวทำเควสดันเจี้ยนกัน”
เนื่องจากตอนนี้หวังหยุนเฟยเลเวล 20 แล้ว เควสดันเจี้ยนบางอย่างที่จำกัดเลเวลไม่เกิน 20 เขาจึงไม่สามารถกลับไปทำได้อีก ในเวลานี้จึงเป็นโอกาสดี ที่จะบอกข้อมูลเหล่านั้นให้กับพวกจูอู๋เหยียนแทน
“ได้เลยครับพี่ใหญ่! เดี๋ยวจะรอข่าวดีจากพี่ใหญ่นะ”
“งั้นแค่นี้ก่อนนะ ดูเหมือนทางฝั่งนี้จะมีสถานการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ไว้ค่อยคุยกันใหม่”
จากนั้นหวังหยุนเฟยก็กดวางสาย
ในขณะที่คุยโทรศัพท์กับเพื่อนอยู่นั้น คนนอกจะไม่สามารถได้ยินหรือมองเห็นเนื้อหาที่คุยกันได้เลย
ในสายตาของคนอื่น พวกเขาจะเห็นเพียงหวังหยุนเฟยจ้องมองไปยังพื้นที่ว่างเปล่าตรงหน้า พลางขยับปากพูดพึมพำเหมือนกำลังคุยกับใครบางคน แต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา
ในตอนนั้นเองโจวซือซือและโจวเหวินเหวินพี่น้องฝาแฝดก็วิ่งพรวดพราดลงมาจากชั้นบน พลางพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกว่า “โจวเฉียงหายตัวไป!”
...จบบทที่ 52 ~❤️