- หน้าแรก
- เมื่อสัตว์อัญเชิญของผม คือร่างแยกที่แข็งแกร่งไร้เทียมทาน
- บทที่ 35 ประตูแห่งการพิพากษา (3) (อ่านฟรี)
บทที่ 35 ประตูแห่งการพิพากษา (3) (อ่านฟรี)
บทที่ 35 ประตูแห่งการพิพากษา (3) (ตอนฟรี)
บทที่ 35 ประตูแห่งการพิพากษา (3)
ด้วยความช่วยเหลือจากรุ่นพี่สาวใจดีคนนั้น หวังหยุนเฟยจึงสามารถเข้าไปในหอสมุดได้สำเร็จ
ส่วนรุ่นพี่คนนั้นก็ได้ขอตัวจากไปหลังจากนั้น
แม้ว่าเขาตั้งใจจะมาที่นี่เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับ《ประตูแห่งการพิพากษา》แต่หวังหยุนเฟยกลับไม่รู้ว่าจะเริ่มค้นหาจากตรงไหนดี
หลังจากเดินวนไปมาอยู่สักพัก เขาก็ลองรื้อหาตามชั้นหนังสือพวกข้อมูลทางประวัติศาสตร์ดูแต่ก็ไม่พบอะไรเลย
(รู้งี้เมื่อกี้ฉันน่าจะลองถามพวกนั้นดูหน่อย ดูเหมือนคนพวกนั้นจะรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับ《ประตูแห่งการพิพากษา》)
หวังหยุนเฟยนึกถึงกลุ่มคนที่เจอระหว่างทางก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตามเขาคิดว่า ตัวเองคงจะได้พบกับคนกลุ่มนั้นอีกครั้งในเร็วๆนี้อย่างแน่นอน
ในตอนนั้นเอง จู่ๆก็มีเสียงดังกึกก้องมาจากด้านนอก จนหวังหยุนเฟยสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของพื้นดิน
(หืม? มีอะไรผิดปกติแน่!)
หวังหยุนเฟยรีบวางหนังสือในมือลง แล้วตรงไปยังหน้าต่างที่ใกล้ที่สุดเพื่อมองออกไปด้านนอก
ดวงตาที่เฉียบคมของเขา พบการต่อสู้ที่อยู่ไกลออกไปอย่างรวดเร็ว
มีนักศึกษาชายคนหนึ่ง กำลังถูกพวกที่สวมผ้าคลุมสีดำสามคนรุมโจมตีอยู่
ทว่าชายหนุ่มคนนี้แม้จะสู้หนึ่งต่อสาม แต่ก็ไม่ได้ตกเป็นรอง พลังที่เขาแสดงออกมานั้นแข็งแกร่งมาก เพียงแต่ดูเหมือนจะยังไม่ค่อยชำนาญนัก
ในขณะที่ทั้งสามคนนั้นมีการประสานงานที่ดีเยี่ยม อีกทั้งยังพกอาวุธมาครบมือ ทั้งดาบ ปืน แม้แต่ระเบิดก็พกมา!
เสียงระเบิดเมื่อครู่นี้ก็คือระเบิดมือที่หนึ่งในนั้นขว้างมา
บริเวณรอบตัวของคนทั้งสี่ มีผู้บริสุทธิ์หลายคนนอนล้มอยู่บนพื้น ส่วนคนอื่นๆต่างพากันหลบไปอยู่ไกลๆ ทิ้งพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ไว้ให้พวกเขาต่อสู้กัน
(ไอ้คนพวกนี้มันกล้าทำเรื่องแบบนี้ อย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้เลยเหรอ?)
ตามข้อมูลที่หวังหยุนเฟยได้รับรู้มาจากอินเทอร์เน็ต ดูเหมือนคนในโลกใบนี้ จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของผู้มีพลังพิเศษกันหมดแล้ว ในขณะเดียวกันผู้มีพลังพิเศษเหล่านั้น ก็มักจะไม่ค่อยปกปิดพลังของตนเองในยามปกติสักเท่าไหร่
พวกที่ลงมืออย่างบ้าคลั่งไร้ขีดจำกัด แม้จะมีไม่มากแต่ก็ไม่ได้ถือว่าน้อยเลย
(ถ้าอย่างนั้นเจ้าพวกนี้สู้กันเพราะอะไร? สามคนที่สวมผ้าคลุมดำนั่น ดูเหมือนจะมาจากองค์กรเดียวกัน ทำไมพวกเขาต้องลอบโจมตีนักศึกษาคนนี้ด้วยล่ะ? หรือว่า... นักศึกษาคนนี้จะเป็นหนึ่งใน ‘ผู้พิพากษา’?)
เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้นี้ หวังหยุนเฟยก็พลันเกิดความสนใจขึ้นมาทันที
ภารกิจดันเจี้ยนในครั้งนี้ไม่มีเป้าหมายที่ระบุชัดเจน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของหวังหยุนเฟยเอง
เขาปีนออกทางหน้าต่างทันที แล้วกระโดดลงสู่พื้นจากชั้นสาม
ทางด้านนี้ของหอสมุด ด้านล่างเป็นสนามหญ้าที่ไม่มีใครอยู่
หวังหยุนเฟยลงจอดในท่าที่ไม่สง่างามนักด้วยการหมอบลงกับพื้น แต่เขาก็ลุกขึ้นยืนทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบวิ่งไปยังจุดที่คนเหล่านั้นกำลังสู้กันอยู่
ในอีกด้านหนึ่ง...
เดิมทีเริ่นผิงหลินเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่ตั้งแต่วันก่อนที่เขาได้เห็น ‘ประตู’ บานหนึ่ง เขาก็พบว่าตัวเองได้รับพลังอันน่ามหัศจรรย์มาอย่างกะทันหัน
นั่นคือพลังพิเศษเหนือธรรมชาติ
ในโลกใบนี้การมีอยู่ของผู้มีพลังพิเศษไม่ใช่ความลับ เริ่นผิงหลินที่เคยเป็นคนธรรมดา ย่อมเคยคาดหวังว่าจะได้รับพลังอันแข็งแกร่งแบบนั้นมาครอบครองบ้าง
จนถึงตอนนี้เริ่นผิงหลินยังคงมองเห็นประตู ที่ตั้งอยู่สูงตระหง่านซึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางเมือง ที่อยู่ในระยะไกลได้จากภายในมหาวิทยาลัย
เริ่นผิงหลินเคยลองถามคนรอบข้างแบบอ้อมๆดูแล้ว แต่ดูเหมือนจะมีเพียงเขาคนเดียว ที่มองเห็นประตูบานนี้ส่วนคนอื่นมองไม่เห็นเลยสักนิด
เขาเคยนั่งรถมุ่งหน้าไปยังใต้ฐานของประตูบานนั้นด้วย แต่ประตูนั่นกลับเป็นเหมือนภาพลวงตา ที่ไม่สามารถสัมผัสได้เลย
แม้จะไม่รู้ว่าทำไมแต่เริ่นผิงหลิน ก็ยอมรับความจริงที่ว่าตนเองมีพลังชนิดนี้ไปแล้ว
แล้วยังไงต่อล่ะ? หลังจากมีพลังพิเศษแล้วต้องทำอะไร?
จู่ๆเริ่นผิงหลินก็เริ่มไปไม่ถูก
ในขณะที่คิดเรื่องเหล่านี้ เริ่นผิงหลินยังคงใช้ชีวิตไปเรียนในมหาวิทยาลัยตามปกติต่อไป
เริ่นผิงหลินแอบแสดงพลังที่มี ต่อหน้าเพื่อนนักศึกษาบ้างเป็นครั้งคราว นั่นจึงทำให้คนในมหาวิทยาลัยรู้กันอย่างรวดเร็วว่าเขาเป็นผู้มีพลังพิเศษ
ชีวิตแบบนั้นผ่านไปได้ไม่นาน ก็มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งมาหาเขา
คนเหล่านั้นอ้างว่าเป็นองค์กรผู้มีพลังพิเศษ ที่ทำงานให้กับรัฐบาล พวกเขามาพบเริ่นผิงหลิน เพื่อต้องการทราบข้อมูลบางอย่าง
หลังจากสอบถามเรื่องราวต่างๆ เริ่นผิงหลินก็ได้รับแจ้งข่าวสารอย่างหนึ่ง
เขาคือหนึ่งใน ‘ผู้พิพากษา’ ทั้งเจ็ดที่ถูกเลือก
มีเพียง ‘ผู้พิพากษา’ เท่านั้นที่จะสามารถมองเห็น《ประตูแห่งการพิพากษา》ได้โดยตรง
หลังจากนั้นคนพวกนี้ก็ทิ้งคนสองคน ไว้คอยติดตามเริ่นผิงหลินโดยอ้างว่าเพื่อ ‘คุ้มครอง’
ทั้งหมดนั่นคือเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน
ส่วนในวันนี้ในขณะที่เริ่นผิงหลิน กำลังทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยตามปกติ จู่ๆก็มีคนสวมผ้าคลุมสีดำสองสามคน ที่มีลักษณะคล้ายพวกลัทธิทางศาสนาปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเขา
พวกเขากล่าวอ้างว่าตนเองเป็นสาวกของ ‘ลัทธิดับเพลิง’ และสั่งให้เริ่นผิงหลินตามพวกเขาออกไปจากที่นี่
แน่นอนว่าเริ่นผิงหลินไม่อยากไปกับคนแปลกหน้าพวกนี้
ในขณะเดียวกันผู้มีพลังพิเศษสองคน ที่คอยคุ้มครองเขาอยู่ ก็ไม่ต้องการให้เริ่นผิงหลินถูกพาตัวไปเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ความขัดแย้งจึงปะทุขึ้น และทั้งสองฝ่ายเริ่มเปิดฉากต่อสู้กัน
สาวกที่อ้างตัวว่าเป็นสมาชิกลัทธิดับเพลิงเหล่านี้แข็งแกร่งมาก ผู้มีพลังพิเศษสองคนที่อยู่ข้างกายเริ่นผิงหลินตั้งรับได้ไม่นานก็ถูกฆ่าตาย
(พวกเขาฆ่าคนจริงๆด้วย!)
เมื่อพบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ เริ่นผิงหลินก็ตกใจและตึงเครียดขึ้นมาทันที
เขาไม่เคยฆ่าคนมาก่อน แต่อีกฝ่ายกลับดูช่ำชองเป็นอย่างมาก
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนอื่นต้องพลอยรับเคราะห์ไปด้วย เริ่นผิงหลินจึงตัดสินใจกระโดดลงจากหน้าต่างชั้นห้า และวิ่งไปยังพื้นที่โล่งกว้าง
พลังที่เริ่นผิงหลินปลุกขึ้นมาได้นั้นมีหลายอย่าง ทั้งม่านพลังป้องกัน , พลังจิตควบคุมวัตถุ , ความเร็วในการตอบสนองที่เหนือชั้น และพละกำลังมหาศาล
ม่านพลังป้องกันของเขาสามารถต้านทานระเบิดมือและกระสุนปืนในระยะประชิดได้ และเขายังอาศัยความเร็วในการตอบสนองหลบหลีกการยิงของศัตรูได้อีกด้วย
ในขณะที่เริ่นผิงหลินกำลังต่อสู้กับคนทั้งสามอย่างดุเดือด จู่ๆก็มีคนอีกคนพุ่งเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ อย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ
เริ่นผิงหลินตกใจ คิดว่าเป็นกำลังเสริมของศัตรู
แต่เมื่อเพ่งมองดูดีๆเริ่นผิงหลินก็พบว่า คนที่มาถึงนั้นไม่ได้สวมผ้าคลุมสีดำ จึงไม่น่าจะเป็นฝ่ายเดียวกับศัตรู
เดิมทีเริ่นผิงหลินตั้งใจจะเอ่ยเตือนให้อีกฝ่ายระวังตัว แต่แล้วเขาก็พบว่า คนคนนี้ดูเหมือนจะมีม่านพลังป้องกันที่คล้ายกับเขา และการโจมตีของสาวกลัทธิดับเพลิงทั้งสามคนนั้นไร้ผลโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นปืนหรือระเบิด หรือแม้แต่พลังพิเศษอย่างเปลวเพลิงและสายฟ้าของพวกมัน ทั้งหมดราวกับกระแทกเข้ากับม่านพลังที่มองไม่เห็น คนที่เพิ่งปรากฏตัวยังคงไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆภายใต้การโจมตีเหล่านั้น และนอกจากจะไม่เป็นอะไรแล้ว แม้แต่เสื้อผ้าก็ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน
ในตอนนั้นเองหวังหยุนเฟยก็เอ่ยขึ้น
ฉันก็แค่เดินผ่านมาเฉยๆแต่พวกคุณสามคน กลับโจมตีฉัน นี่พวกคุณกำลัง ‘รนหาที่ตาย’ อยู่สินะครับ
หวังหยุนเฟยพุ่งเข้าถึงตัวอีกฝ่ายด้วยความเร็วที่ทั้งสามคนตามไม่ทัน เขาใช้มือหนึ่งแย่งปืนมาจากพวกมัน ส่วนอีกมือหนึ่งชกเข้าที่ท้องของคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างจัง ส่งผลให้ชายคนนั้นสูญเสียความสามารถในการต่อสู้ทันทีและทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดแรง
อีกสองคนที่เหลือไม่ได้สนใจเพื่อนร่วมทีมคนนี้เลยแม้แต่น้อย พวกมันรีบใช้พลังพิเศษโจมตีใส่หวังหยุนเฟยทันที แต่หวังหยุนเฟยไม่ได้ใส่ใจการโจมตีของพวกมันเลย เขาซัดหมัดใส่ทีละคนจนพวกมันหมอบราบคาบแก้วไปทั้งหมด
ในตอนนั้นเองหวังหยุนเฟยจึงหันไปถามเริ่นผิงหลิน ที่ยืนตะลึงงันอยู่ข้างๆว่า “นายรู้ไหมว่าเจ้าพวกนี้เป็นใคร? แล้วทำไมพวกมันถึงต้องโจมตีฉันด้วย?”
(นายซัดซะน่วมหมดแล้วค่อยมาถามเนี่ยนะ...)
เริ่นผิงหลินถึงกับพูดไม่ออก
...จบบทที่ 35 ~❤️