เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 21 ข้ายอมให้เจ้า 3 กระบวนท่า

ตอนที่ 21 ข้ายอมให้เจ้า 3 กระบวนท่า

ตอนที่ 21 ข้ายอมให้เจ้า 3 กระบวนท่า


ร่องรอยบาดแผลที่อยู่บนร่างกายคือสิ่งที่หลงเหลือจากกาตร่อสู้กับแมงมุมปีศาจยักษ์ ตอนนั้นเขาไม่มีเวลาจัดการกับบาดแผล เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านวู่เหม่ยเขารีบหาแพทย์ให้แก่ยุวชนตัวน้อย จากนั้นเขาจึงได้ทรุดตัวลงจากความเหนื่อยล้าจนผล็อยหลับไปเมื่อรู้ว่ายุวชนตัวน้อยปลอดภัย

 

หยางไค่ผล็อยหลับจนกระทั่งรุ่งเช้า หลังจากที่หยางไค่เห็นว่ายุวชนตัวน้อยฟื้นคืนสติเขาจึงวางใจและกลับมายังสำนักหลิงเซี่ยว ในระยะไกลเขามองเห็นฝูงชนจำนวนมากมายกำลังรายล้อมกระท่อมไม้ของเขา และยังมีคนถือคบเพลิงเสมือนว่ากำลังจะเผากระท่อมของเขา หยางไค่ไม่มีวันยอมอย่างแน่นอน เขาจึงเดินไปกล่าวถาม ไม่คิดเลยว่าซู่มู่กำลังมาหาเรื่องเขา

ผู้สั่งการอปรากฎอยู่ตรงหน้า ซู่มู่ที่เผากระท่อมไม่สำเร็จไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย แต่เขากลับรู้สึกตื่นเต้น ชี้ไปที่หยางไค่และกล่าว : “หยางไค่ อย่ากล่าวว่าข้าไม่ให้โอกาสเจ้า เพียงแค่เจ้า……………………”

“เจ้ารอก่อน” หยางไค่ยกมือหยุดยั้งเขา จากนั้นเขาได้เดินเข้าไปในกระท่อม

“เฮ้ย…………….” ซู่มู่กลืนคำพูดของเขาเข้าไปในท้อง เขารู้สึกเหมือนว่าได้กินแมลงวันตัวหนึ่งเข้าไป และยังเป็นแมลงวันที่เพิ่งบินขึ้นมาจากมูลสัตว์ ทำให้เขาเกิดความรู้สึกที่ทรมาณและอึดอัดอย่างมาก

“นายน้อยซู่ มันไม่ให้เกียรตินายน้อยเลย” มีใครบางคนกล่าวหาความยุติธรรมให้แก่ซู่มู่

“ฮึ !!” ซู่มู่หัวเราะอย่างเยือกเย็น “ข้าจะทุบตีมันให้สาสมใจ ได้ยินมาว่าไอ่เด็กเหลือขอคนนี้ไม่เคยยอมแพ้ ดังนั้นอย่างหวังว่าข้าจะใจอ่อนข้อให้ วันนี้ต้องสั่งสอนให้มันรู้ถึงผลที่ตามมาของการมีเรื่องกับนายน้อยซู่”

“ใช่ !!”

หยางไค่เดินเข้าไปในกระท่อม เอาถุงที่อยู่บนหลังลงมา ในถุงผ้าของเขามีสมุนไพรที่เขาใช้เวลาค้นหาเก็บเกี่ยวถึงสามวัน ถ้ายังไม่เอามันลงมาไว้ในที่ปลอดภัย หยางไค่ยังคงไม่วางใจ

หลังจากที่วางถุงผ้าไว้ในสถานที่ปลอดภัย หยางไค่เดินออกไปอีกครั้ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความจริงจังมองไปยังซู่มู่และกล่าวต่อเขา : “เมื่อสักครู่เจ้าจะกล่าวอะไร ?”

ซู่มู่มองเขาด้วยสีหน้าที่เกลียดชัง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น เสมือนกำจังจะกระอักเลือดออกมา

คำพูดที่เขาจะกล่าวเมื่อสักครู่ เขาได้ฝึกซ้อมมาอย่างดี แต่ยังไม่ทันที่จะกล่าวจบกลับถูกหยางไค่ขัดจังหวะ ในตอนนี้เขายังวกกลับมากล่าวถามอีกครั้ง เขาจึงตะโกนอย่างไม่รีรอ : “หยางไค่ อย่าหาว่าข้าไม่ให้โอกาสเจ้า เพียงแค่เจ้าคุกเข่าให้ข้า เรียกข้าว่านายท่าน ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า !! ไม่เช่นนั้น……….ฮึฮึฮึ………………….”

เสียง ฮึฮึฮึนั้นยาวเหยียดอย่างมาก ทำให้เกิดความรู้สึกที่กำลังถูกกดดันอย่างหนัก

เมื่อเขากล่าวเสร็จ เขามองไปยังหยางไค่ด้วยใบหน้าที่มีความต้องการแก้แค้น เสมือนว่าเขาจะฆ่าหยางไค่จริงๆ

หยางไค่พยักหน้าช้าๆ มองไปยังซู่มู่ด้วยจิตใจที่ขมขื่น

“ทำไม ?” ซู่มู่รู้สึกสงสัย เพราะใบหน้าของหยางไค่เต็มไปด้วยความสงบ ทำให้จิตใจของเขารู้สึกระสับกระส่าย ในหมู่บ้านวู่เหม่ยหยางไค่เคยทำให้เขารู้สึกอับอาย ทำให้จิตใจของเขายังคงบอบช้ำจากประสบการณ์ในครั้งนั้น

“อกตัญญู !! ’ หยางไค่ถอนหายใจ

ฝูงชนที่อยู่รอบบริเวณตะลึง ซู่มู่ตะลึง จิตใจของพวกเขาต่างครุ่นคิดว่าทำไมถึงอกตัญญู ?

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร ?” ซู่มู่กล่าวถามอย่างดุดัน

“ไม่เข้า ? ข้าจะสอนเจ้าเอง !!” ใบหน้าของหยางไค่เต็มไปด้วยเจตนาดี เขาได้กล่าวอย่างอ่อนโยน : “ข้าขอถามเจ้า เจ้ามีผู้อาวุโสอยู่ในหอประลองยุทธ์หลิงเซี่ยวใช่ไหม ?”

“เหมือนว่าเจ้าจะมีดวงตา !!” หางของซู่มู่เกือบจะลอยขึ้นสู่สวรรค์

หยางไค่หัวยิ้มเบาๆ ในใจเขาคิดว่าการที่ซู่มู่ประโคมเข้ามาแก้แค้นเขา เพราะว่าเขามีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ถ้าหากไม่มีผู้สนับสนุนที่อยู่เบื้องสูง เขาคงไม่กล้าทำอะไรที่บุ่มบ่ามและเปิดเผยเช่นนี้ และซู่มู่ยังจะเผากระท่อมของเขาด้วย

“ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเขาคงไม่ใช่คนที่อยู่ในตำแหน่งเล็กๆ” หยางไค่ได้กล่าวถามต่อ

“ผู้อาวุโส !!” ซู่มู่สบท : “ข้ายังมีพี่สาวคนหนึ่งที่เป็นศิษย์ที่เก่งกล้าของที่นี้ !! เพียงแค่เขาลงมือด้วยนิ้วมือเพียงนิ้วเดี่ยวก็สามารถฆ่าเจ้าได้ !!”

หยางไค่เริ่มเข้าใจทุกอย่าง เริ่มเข้าใจเกี่ยวกับซู่มู่ เขาจึงตบไหล่ตนเองและกล่าว : ‘มันก็ถูกแล้ว เจ้ามันอกตัญญู !! ”

“อะไรคือสิ่งที่ถูกหรือผิด ?” ซู่มู่เกรี้ยวโกรธ เขาถูกหยางไค่ปั่นหัวจนเกือบจะเสียสติ และยังคงไม่รู้ว่าหยางไค่ต้องการพูดอะไร

“เรื่องง่ายๆแค่นี้ไม่ต้องคิดก็สามารถเข้าใจได้ สมองของเจ้าเติบโตมาได้อย่างไร ?” หยางไค่ขมวดคิ้ว มองไปยังซู่มู่ด้วยสายตาที่น่าสมเพชและอดทนกล่าวอธิบาย : “พี่สาวของเจ้าก็คือศิษย์พี่ของข้า ข้าจะเรียกเจ้าว่าอย่างไร พี่สาวของเจ้าจะเรียกเจ้าว่าอย่างไร ? ผู้อาวุโสท่านนั้นจะเรียกเจ้าว่าอย่างไร ? อกตัญญู !! อกตัญญูจิรงๆ ถ้าหากข้าเป็นผู้อาวุโสท่านนั้น ข้าจะจับเจ้าขังไว้ในคุกมังกร ชั่วชีวิตนี้ไม่ให้เจ้าออกมาจากคุกแห่งนั้น”

ร่างกายของซู่มู่สั่นสะท้าน ใบหน้าซีดขาว คุกมังกร เป็นสถานที่น่าหวาดกลัวที่สุดของหอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยว หอประลองยุทธุ์หลิงเซี่ยวก่อตั้งมาหลายร้อยปี มีศิษย์สาวกหลายสิบรุ่น มีศิษย์จำนวนหนึ่งที่อออกจากสำนักของอาจารย์แล้วกระทำเรื่องที่เลวร้าย ก่อเรื่องชั่วร้ายที่สั่นสะเทือนไปถึงสวรรค์ เมื่อศิษยืเหล่านี้ถูกจับ จะถูกทำลายวิชายุทธุ์ที่ฝึกฝนมาทั้งหมด ถูกโยนเข้าไปในคุกมังกร คนที่เข้าไปในคุกแห่งนี้ก็ได้แต่รอความตายเท่านั้น

คุกมังกร ทั้ง 3 คำ เป็นสถานที่ที่โหดเหี้ยมซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้สึกกันอย่างกว้างขวาง

ซู่มู่ไม่ได้หวาดกลัวหยางไค่ แต่เมื่อได้ยินคำว่า คุกมังกร ทำให้เขาค่อนข้างที่จะหวาดกลัว

เมื่อสัมผัสได้ว่ากิริยาของซู่มู่ไม่ปกติ คนที่ติดตามเขามารีบกล่าวอย่างกะทันหัน : “นายน้อยซู่ ไอ่เด็กเหลือขอคนนี้มันปากดี มันมีความมั่นใจกับคำพูดของมัน ในวันนี้พวกเราจึงมาช่วยระบายความโกรธแค้นของนายน้อย”

“อืม” ซู่มู่ฟื้นคืนสติ เขารู้สึกอับอายและกล่าวอย่างโกรธเคือง : “หยางไค่ อย่ากล่าวอะไรที่มันไม่มีจริง ถ้าหากวันนี้เจ้าไม่คุกเข่าเพื่อขอโทษข้า ข้าจะทำให้เจ้ารู้สึกผิดที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ !!”

ดวงตาของหยางไค่ประกายด้วยความเย็นชา เขาลูบหมัดของตนเองและกล่าว : “ศิษย์น้องซู่ต้องการประลองยุทธุ์กับข้า ?”

ซู่มู่กล่าวตอบด้วยความเกลียดชัง : “ข้าอยากลอง แต่ว่าเจ้ามันอ่อนแอ ไม่มีคุณสมบัติเช่นนั้น !! เขตแดนของข้าอยู่ในระดับกายาเริงอารมณ์ขั้นที่ 9 !!”

เมื่อได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ หยางไค่เข้าใจในทันที สำนักออกกฎให้ศิษย์สาวกประลองยุทธุ์ได้โดยมีความแตกต่างระดับขั้นไม่เกิน 3 ขั้น ซู่มู่มั่นใจว่าเขาไม่สามารถประลองยุทธุ์กับหยางไค่ได้ เพราะระดับขั้นของพวกเขาแตกต่างเกินไป

นี้ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมซู่มู่ถึงนำพาคนมามากมาย คนเหล่านี้ไม่ได้มาเพื่อชื่นชมการประลองยุทธุ์เท่านั้น

ซู่มู่มองไปที่หยางไค่ด้วยใบหน้าที่เกลียดชัง เขาแสะยิ้มที่มุมปากเอียงศรีษะและกล่าว : “ทุกท่าน ศิษย์พี่หยางไค่ท่านี้ได้ฝึกฝนวิชายุทธุ์จนถึงขั้นกายาเริงอารมณ์ขั้นที่ 3 ศิษย์พี่ศิษย์น้องคนไหนต้องการจะประลองยุทธุ์กับเขาหรือไม่ ?

“ระดับกายาเริงอารมณ์ขั้นที่ 3 ระดับขั้นที่สูงมาก !!” คนส่วนหนึ่งหัวเราะเยาะเย้ยเขา ฝูงชนที่อยู่ในเหตุการณ์ ทุกคนต่างเข้าสำนักหลังจากเขา แต่เขตแดนของพวกเขากลับสูงกว่าเขา

“นายน้อยซู๋ ข้าเอง !! เขตแดนของข้าต่ำที่สุด เป็นเพียงกายากเริงอารมณ์ขั้นที่ 5 คงจะสามารถเล่นสนุกกับศิษย์พี่หยางได้ !!” ศิษยืคนหนึ่งได้กล่าวต่อหน้าฝูงชน เขาเดินออกมา มองไปยังหยางไค่ด้วยสายตาที่เหยียดหยาม

หยางไค่มองไปที่เขาและหัวเราะ หัวเราะที่ข้อมูลของพวกเขาเหลื่อมล้ำเช่นนี้

ห้าวันก่อนเขตแดนของเขาอยู่ในระดับกายาเริงอารมณ์ขั้นที่ 3 แต่ในวันนี้มันไม่ใช่ระดับเดียวกันอีกแล้ว

แต่แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้หยางไค่ไม่มีวันเผยแพร่ออกไปห้าวันก้าวข้ามเขตแดน 2 ขั้น ความเร็วของมันผิดแปลกไป

คนที่มาพร้อมกับซู่มู่ได้กล่าว : “ศิษย์พี่หยาง ข้าชื่อจ้าวฮู่ ศิษย์พี่ต้องจำเอาไว้ว่าวันนี้ใครที่เป็นคนทุบตีท่าน !!”

“ข้าจำเอาไว้แล้ว” ใบหน้าของหยางไค่เต็มไปด้วยความจริงจัง

ดูเหมือนว่าจ้าวฮู่พยายามที่จะกู้หน้าให้แก่ซู่มู่ ก่อนที่เขาจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อเผชิญหน้ากับกับการต่อสู้ เขาพุ่งไปหาหยางไค่เกี่ยวก้อยกับหยางไค่และกล่าว : “ศิษย์พี่หยาง อย่ากล่าวว่าศิษย์น้องที่ไม่ไว้หน้าท่าน ข้าจะยอมให้ท่าน 3 กระบวนท่า ถ้าหากว่าท่านสามารถทำให้ขาของเคลื่อนที่ได้ก็ถือว่าท่านชนะ ถ้าหากว่าไม่สำเร็จ อย่าหาว่าศิษย์น้องคนนี้เหี้ยมโหด”

การกระทำที่ยั่วยุนี้ ทำให้ซู่มู่รู้สึกปลาบปลื้มใจ จิตใจของเขาสบทด้วยความสะใจ จ้าวฮู่คนนี้นั้นทำงานได้ดีเยี่ยม เขารู้จักวิธีฉีกหน้าผู้อื่น วิธีที่ทำให้ผู้อื่นอับอาย เขาทำเรื่องนี้ได้อย่างดีเยี่ยม

แม้ว่ากายาเริงอารมณ์ขั้นที่ 3 จะแตกต่างกับกายาเริงอารมณ์ขั้นที่ 5 เพียง 2 ขั้น แต่เขตแดนทั้ง 2 ขั้นมีช่องว่างขนาดใหญ่ที่ดำรงอยู่ ความสามารถและความแข็งแกร่งที่จะแสดงออกมาย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเสมือนสวรรค์และฟ้าดินที่ไม่มีวันบรรจบกัน

จบบทที่ ตอนที่ 21 ข้ายอมให้เจ้า 3 กระบวนท่า

คัดลอกลิงก์แล้ว