- หน้าแรก
- วันโลกแตกฟ้าถล่ม หมู่บ้านผมทะลุมิติมาด้วย
- บทที่ 57 วีรบุรุษช่วยสาวงาม?
บทที่ 57 วีรบุรุษช่วยสาวงาม?
บทที่ 57 วีรบุรุษช่วยสาวงาม?
ใกล้กับจัตุรัสกลางหมู่บ้าน หน่วยลาดตระเวนแปดคนกำลังเดินตรวจตราอย่างเชื่องช้า
พวกเขาคือชายฉกรรจ์ที่หลิวกั๋วต้งคัดเลือกมาจากบรรดาคนที่เต็มใจออกแรง โดยมีจ้าวหู่ อดีตทหารปลดประจำการเป็นหัวหน้าทีม
ในเวลานี้ เส้นประสาทที่ตึงเครียดมาทั้งวันได้ผ่อนคลายลงบ้างแล้ว เหล่าลูกทีมต่างก็คุยกันจ้อกแจ้กจอแจ และหัวข้อสนทนาก็หนีไม่พ้นเรื่อง “การอัปเกรดหน้าต่างระบบ” ที่กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วทั้งหมู่บ้านเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา
“แม่งเอ๊ย นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าไอ้หน้าต่างระบบนี่มันจะอัปเกรดได้ด้วย! พวกแกคิดว่าพออัปเกรดแล้วมันจะมีประโยชน์อะไรวะ? พละกำลังจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเลยหรือเปล่า?”
ชายหนุ่มที่ชื่อหลี่เว่ยแกว่งท่อเหล็กในมือไปมา บนใบหน้าเต็มไปด้วยความใฝ่ฝัน
“ฉันว่าต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่!” ลูกทีมอีกคนรับช่วงต่อ เขากดเสียงต่ำลง ทำท่าทางลึกลับซับซ้อน
“ฉันได้ยินคนแถวตึกสิบสี่เล่ามาว่า รปภ. ลูกน้องหัวหน้าหลิวคนที่ได้อัปเกรดเป็นคนแรกน่ะ พอลับหลังเขาก็ลองวิชาดู ปรากฏว่าต่อยกำแพงทีเดียวปูนลอกเป็นแผ่นเลยนะเว้ย! หยั่งกะซูเปอร์แมนในหนังเลย!”
“เชี่ยเอ๊ย จริงดิ?”
“จะโกหกทำไมเล่า! มีคนเห็นตั้งหลายคน! คิดดูสิวะ ถ้าฉันได้อัปเกรดบ้าง วันหลังเข้าป่าก็ไม่ต้องกลัวไอ้เสือเขี้ยวดาบบ้าบอนั่นอีกต่อไปแล้ว! พ่อจะซัดให้หงายเงิบหมัดละตัวเลยคอยดู!”
“สุดยอดไปเลยว่ะเพื่อน!”
จินตนาการฟูฟ่องล่องลอยไปในยามค่ำคืนอันเงียบสงัด แปรเปลี่ยนเป็นความปรารถนาอันแรงกล้าต่อพลังอำนาจ
บนดินแดนที่แปลกตานี้ อะไรก็ตามที่สามารถเพิ่มพูนขีดความสามารถในการเอาชีวิตรอดได้ ล้วนเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้คนธรรมดายอมทุ่มเทสุดตัวเพื่อไขว่คว้ามันมา
ในระหว่างที่คุยกัน พวกเขาก็เฝ้าฝันว่าตัวเองจะรีบๆ สะสมแต้มสมทบส่วนรวมให้ครบ เพื่อแลกโอกาสในการอัปเกรดสักครั้ง แล้วก้าวขึ้นเป็นชนชั้นนำ ถึงตอนนั้นก็จะได้กินเนื้อทุกมื้อ แถมเวลาออกไปข้างนอกก็ไม่ต้องคอยหวาดระแวงอีกต่อไป
ในตอนนั้นเอง ลูกทีมคนหนึ่งที่ดูหัวหมอหน่อย ก็กระเถิบเข้าไปใกล้จ้าวหู่ บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มประจบประแจง พร้อมกับยื่นบุหรี่ให้มวนหนึ่ง
“พี่หู่ครับ มาครับ สูบสักมวน พี่หู่ ได้ยินมาว่าหัวหน้าหลิวอัปเกรดหน้าต่างระบบให้พี่เป็นกลุ่มแรกเลยเหรอครับ? รีบเล่าให้พวกเราฟังหน่อยสิครับ ว่าอัปเกรดแล้วมันต่างจากเดิมยังไง? เปิดหูเปิดตาให้พวกเราหน่อยเถอะครับ”
คนอื่นๆ เงียบกริบทันที ทุกสายตาพุ่งเป้าไปที่จ้าวหู่ด้วยความอิจฉา
จ้าวหู่กำลังดื่มด่ำกับความรู้สึกที่ถูกรายล้อมราวกับเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล
เขาไม่ได้ปฏิเสธบุหรี่มวนนั้น ทำเพียงแค่ล้วงบุหรี่จงหัวซองอ่อนออกมาจากกระเป๋าตัวเอง ดึงออกมามวนหนึ่งแล้วคาบไว้ในปาก หลี่เว่ยที่อยู่ข้างๆ ก็รู้หน้าที่ รีบจุดไฟแช็กจ่อให้ทันที
“ฟู่~”
จ้าวหู่อัดควันเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะพ่นควันสีเทาหม่นออกมาเป็นวงกว้าง ควันบุหรี่บดบังรอยยิ้มกระหยิ่มย่องบนใบหน้าของเขาจนดูเลือนราง
เขาปรายตามองกลุ่มคนที่ทำหน้าตาคาดหวังแวบหนึ่ง แสร้งทำเป็นเล่นตัว ก่อนจะพูดเนิบๆ ว่า “ข้อดีน่ะ มันต้องมีอยู่แล้ว ไม่งั้นคนตั้งเยอะแยะจะแย่งกันเอาแต้มสมทบส่วนรวมไปประเคนให้ทำไมล่ะ? หวังอะไรกันงั้นเหรอ?”
เขายกมือขึ้น กำหมัดหลวมๆ กระดูกข้อนิ้วลั่นกรอบแกรบดังฟังชัด
“แต่ไอ้เรื่องที่จะกลายร่างเป็นซูเปอร์แมนอะไรนั่นน่ะ ลืมไปได้เลย พวกเราต้องเชื่อมั่นในหลักวิทยาศาสตร์สิวะ”
“แถมมันยังมีเวลานับถอยหลังอีกตั้งยี่สิบสี่ชั่วโมง ใครจะไปรู้ล่ะว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง”
“พวกนายก็อย่ามัวแต่อิจฉาไปเลย” จ้าวหู่เคาะเถ้าบุหรี่ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเหนือกว่าราวกับกำลังให้ทาน
“ตั้งใจทำงานเข้าไว้ วันข้างหน้าก็ต้องมีส่วนของพวกนายแน่ๆ หัวหน้าหลิวเป็นคนยุติธรรม มีความชอบก็ตบรางวัล มีความผิดก็ลงโทษ เขาไม่ทอดทิ้งพวกเดียวกันหรอกน่า”
คำพูดประโยคนี้ ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นการให้กำลังใจ แต่กลับเผยให้เห็นถึงระบบชนชั้นและสิทธิพิเศษในการเข้าถึงทรัพยากรที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ
ภายในค่ายของหลิวกั๋วต้งอย่างไม่ได้ตั้งใจ คำว่า “พวกเดียวกัน” นั้น เห็นได้ชัดว่าหมายถึงกลุ่มคนที่มีอภิสิทธิ์เหนือกว่าผู้เอาชีวิตรอดทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด
ลึกๆ แล้ว จ้าวหู่รู้สึกพึงพอใจกับสิทธิพิเศษนี้มาก เขาคิดว่ามันคือสิ่งที่เขาควรได้รับ ในฐานะบุคลากรทางการทหารระดับมืออาชีพที่สวามิภักดิ์ต่อหลิวกั๋วต้งเป็นกลุ่มแรก เขาต้องรับหน้าที่ฝึกสอนทีม รปภ. ดูแลความสงบเรียบร้อย ซ้ำยังเคยเผชิญหน้ากับเสือเขี้ยวดาบในป่ามาแล้ว
เขาเสียสละทั้งเลือดและหยาดเหงื่อ การจะได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุดจึงเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว
“พี่หู่ครับ แล้ว... แล้วต้องใช้แต้มสมทบส่วนรวมสักเท่าไหร่ ถึงจะยื่นขออัปเกรดได้สักครั้งล่ะครับ?”
ใครคนหนึ่งถามขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ
จ้าวหู่แค่นหัวเราะ โบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจ “แต้มสมทบส่วนรวมน่ะเหรอ? ไอ้ของพรรค์นั้นมันมีไว้สำหรับพวกคนนอกต่างหาก นอกจากฉันแล้ว พวก ‘บุคลากรเฉพาะทาง’ อย่างหมอหลิน หรืออาจารย์ฉิน ก็ได้สิทธิ์อัปเกรดก่อนใครเพื่อนทั้งนั้นแหละ ส่วนเรื่องแต้มสมทบส่วนรวมอะไรนั่น มันก็แค่คำสั่งคำเดียวของหัวหน้าหลิวเท่านั้นแหละ”
คำพูดของเขา ราวกับก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในสระน้ำ ก่อให้เกิดคลื่นกระเพื่อมไหวในใจของเหล่าลูกทีม
ความอิจฉาบนใบหน้าของพวกเขา แปรเปลี่ยนเป็นความยำเกรง หรือแม้กระทั่งความริษยาอย่างรวดเร็ว
ที่แท้ แต้มสมทบส่วนรวมไม่กี่แต้มที่พวกเขาต้องเดินลาดตระเวนจนขากลากทั้งวันถึงจะได้มา มันกลับไม่มีค่าอะไรเลยในสายตาของคนวงในระดับแกนนำ อำนาจบารมีของหลิวกั๋วต้ง แผ่ขยายไปไกลจนสามารถจัดสรร “ทรัพยากรเหนือมนุษย์” ที่สามารถพลิกชะตาชีวิตคนได้ตามใจชอบเสียแล้ว
สายตาที่พวกเขามองจ้าวหู่ ยิ่งทวีความเร่าร้อนขึ้นไปอีก ราวกับกำลังมองดูแม่แบบของอนาคตที่มีชีวิตก็ไม่ปาน
และในขณะที่แต่ละคนกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง บรรยากาศการสนทนาก็เริ่มเปลี่ยนไป เสียง “โครม! โครม!” ทึบๆ ก็แว่วมาจากทิศทางของเขตวิลล่าทางทิศเหนือ
เสียงนั้นไม่ได้ดังมากนัก แต่กลับดังกังวานทะลุทะลวงความเงียบสงัดของยามค่ำคืนได้อย่างชัดเจน
ส่วนใหญ่ยังคงหมกมุ่นอยู่กับคำพูดของจ้าวหู่ จึงไม่ทันสังเกตเห็นเสียงผิดปกตินี้
แต่ลูกทีมคนหนึ่งที่หูไว กลับเงยหน้าขึ้นขวับ เอียงหูฟังอย่างตั้งใจ สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
“พี่หู่ครับ พี่ลองฟังดูสิ” เขาแตะแขนจ้าวหู่ด้วยความตื่นตระหนก “นั่นเสียงอะไรน่ะครับ?”
ทุกคนเงียบกริบ เงี่ยหูฟังอย่างใจจดใจจ่อ
“โครม! ...โครม! ...”
เสียงกระแทกทึบๆ ดังแว่วมาอีกครั้ง ดังขึ้นทีละจังหวะๆ อย่างสม่ำเสมอ
“เหมือนจะเป็น... เสียงทุบกำแพงหรือเปล่า?” หลี่เว่ยพูดขึ้นอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก
“ตดเหม็นๆ! ใครที่ไหนมันจะบ้าลุกขึ้นมาทุบกำแพงตอนดึกดื่นค่อนคืนวะ?” ลูกทีมอีกคนเถียงกลับ “ฉันว่าเหมือนเสียงคนพังประตูมากกว่านะ”
คิ้วของจ้าวหู่ขมวดเข้าหากันแน่น
เขาทิ้งบุหรี่ที่เพิ่งสูบไปได้แค่ครึ่งมวนลงพื้น แล้วใช้ปลายเท้าขยี้จนดับ
ในฐานะทหารผ่านศึก สัญชาตญาณความเป็นทหารที่ฝังรากลึกอยู่ในสายเลือด บอกเขาทันทีที่ได้ยินเสียง ว่านี่ไม่ใช่เสียงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างแน่นอน
นี่มันเสียงคนกำลังทำลายข้าวของชัดๆ!
แถมทิศทางที่เสียงดังมา ก็คือเขตวิลล่า...สถานที่ที่ในความทรงจำของทุกคน คือแหล่งรวมตัวของคนรวย มีเสบียงอุดมสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นสถานที่ที่ลึกลับและอันตรายที่สุดด้วย
“ทุกคนเตรียมพร้อม!”
“หยิบอาวุธ! ตามฉันไปดูซิว่าเกิดอะไรขึ้น!”
เขากระชากกระบองเหล็กยืดหดสีดำออกมาจากเอว แล้วสะบัดออกดัง “พรึ่บ”
“พวกมึงทุกคนหูตาไวกันหน่อยนะเว้ย! หุบปากให้สนิท แล้วค่อยๆ คุ้มกันสลับกันเดินหน้าไป!”
บรรยากาศของหน่วยลาดตระเวน เปลี่ยนจากการเดินกินลมชมวิวมาเป็นโหมดเตรียมพร้อมรบทันที
ลูกทีมที่เมื่อครู่นี้ยังวาดฝันถึงอนาคตอันสวยหรู พากันหน้าซีดเผือด กำท่อเหล็กและท่อนไม้ในมือแน่น หัวใจเต้นโครมครามอย่างควบคุมไม่ได้
พวกเขาเดินตามหลังจ้าวหู่ไป ย่องฝีเท้าให้เบาที่สุด ลอบเร้นเข้าไปทางต้นกำเนิดเสียงอย่างเงียบเชียบ
ในเวลาเดียวกัน ภายในพุ่มไม้รกทึบด้านนอกวิลล่าหลังที่กำลังถูกโจมตี เงาร่างสองสายยังคงซุ่มซ่อนตัวอยู่
เมื่อเห็นจ้าวหู่นำหน่วยลาดตระเวนแอบย่องเข้ามา หมิงเต้าที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด กลับไม่มีทีท่าหวาดวิตกเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม แววตาของเขากลับฉายแววตื่นเต้นและคาดหวังออกมาให้เห็น
มาแล้วสินะ...
ปลาที่เขารอคอย ในที่สุดก็ว่ายมาติดแหทีละตัวๆ แล้ว
ส่วนหวังฉู่ที่อยู่ข้างๆ สภาพดูไม่จืดเอาซะเลย
เขากลัวว่าจะโดนจับได้ แล้วถูกลากออกไปซ้อมปางตาย
“พี่... พี่หมิง...”
“นั่น... นั่นคนของหลิวกั๋วต้งนี่นา! พวกมันก็มาด้วย! พวกเรา... จะเอายังไงกันดี? ถอยก่อนดีไหม? ถ้าพวกมันเจอเราเข้า มีหวังศพไม่สวยแน่!”
ฝั่งนึงก็พวกเดนตาย อีกฝั่งก็ รปภ. ของทางการที่มาพร้อมกับรังสีอำมหิต
พวกเขาสองคนถูกขนาบอยู่ตรงกลาง ก็เหมือนกับแฮมแผ่นบางเฉียบในแซนด์วิชนั่นแหละ อาจจะถูกบดขยี้แหลกเหลวจากการปะทะกันของทั้งสองฝ่ายได้ทุกเมื่อ
“จะปอดแหกหาพระแสงอะไรวะ!”
เขากดไหล่หวังฉู่ ดันตัวให้หมอบต่ำลงไปอีก เพื่อให้ซ่อนตัวลึกเข้าไปในเงามืดของพุ่มไม้ แล้วกระซิบที่ข้างหู
“แค่นายอยู่นิ่งๆ ก็ไม่มีใครหาเจอหรอกน่า”