- หน้าแรก
- ระบบมอบความเป็นอมตะ ข้าทนอยู่จนทุกคนตายหมด
- บทที่ 58 ผู้แข็งแกร่งระดับหลอมสูญ เล่ย์อวิ๋นและค่ายกลฟ้าดินปิดชีพ
บทที่ 58 ผู้แข็งแกร่งระดับหลอมสูญ เล่ย์อวิ๋นและค่ายกลฟ้าดินปิดชีพ
บทที่ 58 ผู้แข็งแกร่งระดับหลอมสูญ เล่ย์อวิ๋นและค่ายกลฟ้าดินปิดชีพ
บทที่ 58 ผู้แข็งแกร่งระดับหลอมสูญ เล่ย์อวิ๋นและค่ายกลฟ้าดินปิดชีพ
“อ๊ากก!”
สายฟ้าแผ่กระจายไปทั่วนภา ครอบคลุมรัศมีพันลี้โดยรอบ
แม้แต่อสูรร้ายที่ยืนชมอยู่ห่างออกไปห้าร้อยลี้ก็ยังโดนลูกหลง
ความโกรธ
นั่นคืออารมณ์เดียวที่มีอยู่ในใจของเล่ย์อวิ๋นเวลานี้
ตั้งแต่เผ่าสายฟ้าถือกำเนิดมา ไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตใดกล้าคิดจะใช้พวกมันเป็นอาหาร
แต่บัดนี้กลับมีสิ่งมีชีวิตหนึ่งกล้าฆ่าอสูรสายฟ้าราวกับเป็นวัวแกะแห่งโรงเชือด
ไม่เพียงดูแคลนตน หากแต่เป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเผ่าสายฟ้าทั้งหมด
“เวรเอ๊ย!”
“เจ้าเล่ย์อวิ๋นนั่นมันเสียสติไปแล้วหรือไง!”
“มันคิดว่าเผ่าสายฟ้าไร้เทียมทานหรือไง”
เหล่าอสูรร้ายที่ถูกสายฟ้าครอบคลุมพากันรีบล่าถอย พลางบ่นด่าอย่างหัวเสีย
ก็ใครเล่าจะยอมให้สายฟ้าฟาดหัวฟรี ๆ แบบไม่รู้เรื่องรู้ราว
สายฟ้าเกรี้ยวกราดปกคลุมไปทั่วอยู่นานถึงหนึ่งเค่อเต็ม ๆ
เมื่อครบเวลา พื้นที่พันลี้โดยรอบก็แปรสภาพเป็นดินแดนไหม้เกรียม
“ออกมาเดี๋ยวนี้!”
เสียงตะโกนของเล่ย์อวิ๋นสั่นสะเทือนไปทั่วผืนปฐพี
แม้ยังไม่สามารถหาต้นตอของศัตรูได้ด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ แต่เล่ย์อวิ๋นแน่ใจ
อีกฝ่ายยังซ่อนตัวอยู่ที่นี่แน่นอน
“โธ่เอ๊ย ใจเย็นหน่อย ข้านี่ไง ออกมาแล้ว”
ทันใดนั้น เงาร่างนับไม่ถ้วนก็โผล่พรวดขึ้นมาจากอุโมงค์ใต้ดิน
ชาวเผ่าหมอผีกว่าสามหมื่นนาย ผนึกกำลังโอบล้อมเผ่าสายฟ้าไว้รอบด้าน
เล่ย์อวิ๋นมองร่างเล็ก ๆ เบื้องล่างด้วยความโมโห
“ให้หัวหน้าพวกเจ้ามาโผล่หน้าซะ ไอ้พวกสองขาอย่างพวกเจ้ายังไม่มีสิทธิ์ฆ่าลูกข้า!”
“ฮ่ะฮะฮ่ะ!”
“พูดเหมือนอสูรสายฟ้าเป็นสิ่งมีชีวิตสูงส่งไร้เทียมทานอย่างนั้นแหละ ใครฆ่าพวกมันไม่ได้หรือไง?”
“ด้วยพลังของเจ้า ไม่น่าจะยากนักหรอกมั้งที่จะสัมผัสได้ว่าพวกเรามีกลิ่นของลูกเจ้าติดตัวอยู่”
“ใช่แล้ว ลูกของเจ้าถูกพวกเรากินเข้าไปเรียบร้อยแล้ว”
คำพูดของเฉินฉางเซิง ทำให้แววตาของเล่ย์อวิ๋นเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเดิม
“ปากดีนัก หวังว่าเวลาข้าสะกดวิญญาณ เจ้าจะยังกล้าอวดดีแบบนี้อีก!”
ใช่ ในใจเล่ย์อวิ๋นยังคงปักใจเชื่อว่าเฉินฉางเซิงไม่ใช่คนฆ่าเล่ย์ซาน
เพราะเฉินฉางเซิงเป็นเพียงมนุษย์ระดับแปรเทพขั้นต้น
ขณะที่เล่ย์ซานนั้นมีพลังถึงแปรเทพขั้นกลางแถมยังมีพลังโดยกำเนิดเป็นอาวุธอีก
ต่อให้เป็นแปรเทพขั้นปลายก็ยังอาจฆ่ามันไม่ได้ด้วยซ้ำ
แน่ละ คนที่ฆ่าลูกตนต้องเป็นผู้แข็งแกร่งลึกลับคนอื่นแน่นอน
เฉินฉางเซิงเห็นอีกฝ่ายยังไม่เชื่อก็ได้แต่ส่ายหัวเบา ๆ
“พลังโดยกำเนิดก็ใช่ย่อยหรอกนะ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไร้เทียมทาน”
“มนุษย์ถึงอยู่รอดในแผ่นดินนี้ได้ก็เพราะมีเหตุผลของมัน”
“วันนี้ข้าจะให้เจ้าลิ้มรสพลังโดยกำเนิดของเผ่ามนุษย์เอง!”
พูดจบ เฉินฉางเซิงตบมือลงพื้น
พื้นที่พันลี้โดยรอบเริ่มสั่นสะเทือน แผ่นดินเปลี่ยนรูปทันตา
จากนั้นท้องฟ้าก็พลันมืดสนิทด้วยม่านความมืดสุดขั้ว
เมื่อค่ายกลเริ่มทำงาน เล่ย์อวิ๋นพลันรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที
มันพยายามเรียกพลังสายฟ้าฟาดทำลายค่ายกล
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันไม่สามารถสื่อสารกับพลังแห่งฟ้าและดินได้อีกแล้ว
เฉินฉางเซิงแย้มยิ้ม
“เป็นไง? รู้สึกว่าดึงพลังฟ้าดินไม่ได้ใช่ไหม?”
“ขอแนะนำหน่อย นี่คือค่ายกลฟ้าดินปิดชีพ”
“ตัดฟ้า ตัดดิน ตัดแม้แต่ชีวิต!”
เล่ย์อวิ๋นเหลือบมองเฉินฉางเซิงเล็กน้อย พลางกล่าวอย่างเย็นชา
“ค่ายกลนี้ก็ไม่เลวนัก แต่เสียดาย...เจ้าไม่มีวาสนาใช้มันให้สมบูรณ์!”
โครม
ยังไม่ทันจบคำ เฉินฉางเซิงก็ถูกพลังมหาศาลกระแทกกระเด็นไป
แรงปะทะนั้นทำให้เขาทะลวงภูเขาไปถึงสามลูก
แค่ก
กระอักเลือด เฉินฉางเซิงคลานออกมาจากซากหินถล่ม
เล่ย์อวิ๋นยืนอยู่ที่จุดเดิมที่เฉินฉางเซิงเคยยืน
เมื่อครู่มันใช้เขาแหลมบนหัวกระแทกเต็มแรง
หากเฉินฉางเซิงไม่รู้ตัวล่วงหน้าแล้วเอาหน้าทองแปดเก้าเสวียนขึ้นรับไว้ก่อน
ป่านนี้ร่างเขาคงกลายเป็นเศษเนื้อไปแล้ว
เมื่อเห็นเฉินฉางเซิงยังไม่ตาย เล่ย์อวิ๋นก็รู้สึกแปลกใจ
“รอดจากการโจมตีของข้าได้ นับว่าเจ้าก็ไม่เลว”
“ตอนนี้...ข้าเชื่อแล้วว่าเจ้าฆ่าลูกข้าจริง”
“แค่ก!”
เฉินฉางเซิงถุยเลือดออกจากปาก โยนเกล็ดที่แตกบนตัวทิ้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ระดับพลังของเจ้าคงถึงขั้นที่หกแล้วกระมัง ข้าฝึกมาแบบไม่ค่อยเป็นทางการ เลยไม่รู้ว่าเรียกขั้นนี้ว่าอะไร”
“ช่วยบอกทีได้ไหม?”
“หลอมสูญ”
เฉินฉางเซิงพยักหน้าเบา ๆ
“ขอบคุณ”
“อีกอย่าง...พวกเจ้าจะสู้ทีละตัวหรือจะรุมพร้อมกันดีล่ะ?”
“ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเจ้าตายง่ายเกินไปหรอก ทุกคนจะมีชีวิตอยู่ต่อ”
“แต่เสียงกรีดร้องของพวกเจ้าจะดังก้องฟ้าดินไปอีกนาน”
“เข้าใจแล้ว ลุย!”
เฉินฉางเซิงคำรามกึกก้อง
คนเผ่าหมอผีแบ่งออกเป็นกลุ่มละห้าร้อยคน สร้างรูปขบวนรบไล่สังหารอสูรสายฟ้าที่อ่อนแอกว่า
ศาสตร์แห่งค่ายกลของแคว้นเสวียนอู่เลื่องชื่อไปทั่วแผ่นดินและเฉินฉางเซิงที่อ่านตำราทั้งหมดในหอเสวียนอู่ก็เข้าใจถ่องแท้
เขาวางแผนเตรียมการมาสิบปีก็เพื่อวันนี้
ในทันใด เสียงการต่อสู้ก็แผ่กระจายไปทั่วสนามรบ
เมื่อเห็นพวกพ้องเริ่มล้มตาย เล่ย์อวิ๋นก็ประหลาดใจไม่น้อย
เพราะแม้จะอยู่ในค่ายกลที่ไม่อาจดึงพลังจากฟ้าดิน
แต่ในร่างของอสูรสายฟ้ายังมีพลังสายฟ้าไร้ขอบเขต
แต่เหล่ามนุษย์เบื้องล่างหลายคนดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้านต่อพลังสายฟ้าและทุกการโจมตีกลับพุ่งตรงไปยังจุดตายของอสูรสายฟ้าอย่างแม่นยำ
ระหว่างที่เล่ย์อวิ๋นเผลอไผล เสียงของเฉินฉางเซิงก็ดังขึ้นข้างหู
“ฝ่าเทียนเซี่ยงตี้!”
ร่างของเฉินฉางเซิงขยายขึ้นเรื่อย ๆ จนมีขนาดเท่ากับเล่ย์อวิ๋น
ใช่แล้ว เฉินฉางเซิงใช้ไพ่ตายสุดท้าย
วิชาฝ่าเทียนเซี่ยงตี้จากเคล็ดแปดเก้าเสวียน
หนึ่งในวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับสุดยอดของเคล็ดนี้สื่อถึงการจำลองสภาพของฟ้าดิน
แม้จะอยู่ในค่ายกลฟ้าดินปิดชีพและดึงพลังจากธรรมชาติไม่ได้
แต่เฉินฉางเซิงคือผู้ควบคุมค่ายกลนี้
เขาจึงสามารถดึงพลังจากค่ายกลมาใช้แทนได้
พลังความมืดจากค่ายกลหลั่งไหลเข้าร่างยักษ์ของเฉินฉางเซิง
ร่างจำแลงของเขาถูกย้อมเป็นสีดำและพลังของเขาก็พุ่งขึ้นสู่ระดับ แปรเทพสมบูรณ์
“ตายซะเถอะ!”
เฉินฉางเซิงตะโกนลั่น ก่อนจะปล่อยหมัดใส่เล่ย์อวิ๋นด้วย
หมัดไร้นามของเซียนผู้พ่ายร้อยครั้ง
เมื่อเห็นมนุษย์เบื้องหน้าแสดงวิชาอันน่าตกตะลึงไม่หยุด เล่ย์อวิ๋นก็เริ่มเอาจริง
โครม! โครม! โครม!
ผืนดินสั่นสะเทือน
การปะทะของทั้งสองทำลายขุนเขาและแม่น้ำไปนับไม่ถ้วน
เหล่าอสูรร้ายที่แอบมองจากไกลพันลี้พากันตะลึงพรึงเพริด
เพราะไม่เคยคิดเลยว่ามนุษย์จากภูเขาแสนหล้าจะมีระดับพลังขนาดนี้
ตั้งแต่ได้หมัดไร้นามของเซียนผู้พ่ายร้อยครั้งมา
เฉินฉางเซิงฝึกหมัดทุกวันไม่เคยขาดตลอดร้อยปี
ยิ่งสู้ยิ่งแข็งแกร่ง
จากแรกเริ่มที่เขาถูกกดไว้ฝ่ายเดียว ในที่สุดเฉินฉางเซิงก็สามารถยืนหยัดต่อกรกับเล่ย์อวิ๋นได้
เมื่อเวลาผ่านไป ค่ายกลฟ้าดินปิดชีพเริ่มบีบตัวและในชั่วพริบตาที่ค่ายกลปิดตัวลง
เฉินฉางเซิงก็หยิบกระดูกชิ้นใหญ่ขึ้นมาตีใส่หัวของเล่ย์อวิ๋น
กัง!
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นทำเอาอสูรสายฟ้าทั้งหมดชะงักตัว
ส่วนบนใบหน้าเฉินฉางเซิงก็เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
เฉินฉางเซิง: ???
เมื่อกี้มันสามารถหลบได้แท้ ๆ แล้วทำไมถึงไม่หลบ
ช่างเถอะ ตีมันอีกสักหลายทีค่อยว่ากัน