- หน้าแรก
- ระบบมอบความเป็นอมตะ ข้าทนอยู่จนทุกคนตายหมด
- บทที่ 56 แสงจันทร์แห่งอดีต สะท้อนปัจจุบัน เพลิงโทสะจากเผ่าสายฟ้า
บทที่ 56 แสงจันทร์แห่งอดีต สะท้อนปัจจุบัน เพลิงโทสะจากเผ่าสายฟ้า
บทที่ 56 แสงจันทร์แห่งอดีต สะท้อนปัจจุบัน เพลิงโทสะจากเผ่าสายฟ้า
บทที่ 56 แสงจันทร์แห่งอดีต สะท้อนปัจจุบัน เพลิงโทสะจากเผ่าสายฟ้า
ไม่นานนัก อาหลีก็เรียกคนจากเผ่าหมอผีมาครบทุกคน
เมื่อเห็นกองก้อนเนื้อขนาดมหึมาตรงหน้า ทุกคนต่างตกตะลึงจนตาแทบถลน
เฉินฉางเซิงยิ้มบาง ๆ พลางกล่าวว่า
“เนื้อของอสูรสายฟ้านั้นอร่อยเป็นพิเศษ พวกเจ้าควรรีบลิ้มรสให้เร็ว”
“แต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องแจ้งไว้ก่อน สัตว์อสูรพวกนี้จมูกไวมาก”
“หากกินเนื้ออสูรสายฟ้าเข้าไป ยังไงพวกมันตัวอื่นก็ต้องได้กลิ่นแน่นอน”
“พูดอีกอย่างก็คือ หากก้าวออกไปในเส้นทางนี้แล้ว ย่อมไม่มีวันหวนกลับ”
เมื่อพูดจบ เฉินฉางเซิงก็ยิ้มตาหยี มองไปยังคนเผ่าหมอผีทั้งกลุ่ม
สิบปีสำหรับพวกเขาแล้วเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน
นานพอจะทำให้ลืมเลือนเป้าหมายที่เคยมี
การต่อกรกับเผ่าสายฟ้าไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เฉินฉางเซิงอาจยอมรับได้หากไม่มีใครช่วยเหลือ แต่เขาจะไม่มีวันยอมให้ใครทรยศในช่วงเวลาสำคัญ
หัวหน้าเผ่าหมอดำเข้าใจความหมายในคำพูดของเฉินฉางเซิงในทันที
โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย หัวหน้าเผ่าหมอดำกล่าวเสียงดังว่า
“พวกเรารออะไรกันอยู่ รีบก่อไฟย่างเนื้อเลย!”
“นี่เป็นของที่ท่านเทพผู้มาโปรดประทานให้พวกเราเชียวนะ!”
เมื่อมีคำสั่งจากหัวหน้าเผ่าหมอดำ คนเผ่าหมอผีก็เริ่มขยับอย่างพร้อมเพรียง
เห็นพวกเขาตัดสินใจแน่วแน่แล้ว เฉินฉางเซิงจึงยิ้มเล็กน้อย แล้วหันหลังจากไปยังปากถ้ำ
...
บนยอดเขา
เฉินฉางเซิงนั่งเพียงลำพังอยู่บนก้อนหินใหญ่ แหงนมองจันทราในคืนฟ้าเปิด
อาม่านเดินเข้ามา ใบไม้สะอาดห่อเนื้อย่างยังอุ่นไว้ในมือ
“พี่ชายฉางเซิง ลองชิมดูสิ นี่ข้าย่างเองกับมือ”
เฉินฉางเซิงเผยรอยยิ้มพลางว่า
“ยังดีที่มีอาม่านอยู่บ้าง ไม่เหมือนเจ้าอาหลีจอมเห็นแก่ตัว เจอของดีหน่อยก็มัวแต่กินเองคนเดียว”
หลังจากชมอาม่าน เฉินฉางเซิงก็ค่อย ๆ เคี้ยวเนื้อย่างด้วยท่าทีสบายใจ
ขณะที่อาม่านนั่งเท้าคาง ดวงตาเป็นประกายแห่งความสุขจ้องมองเขา
“พี่ชายฉางเซิง หลังจากจัดการเรื่องอสูรสายฟ้าแล้ว ท่านคิดจะทำอะไรต่อ?”
“แน่นอนว่าก็จะจากที่นี่ไป แล้วกลับไปทำสิ่งที่ข้าเคยทำยังไงล่ะ”
แม้อาม่านจะพอเดาไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินคำตอบก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหดหู่
“พี่ชายฉางเซิง ท่านมีเรื่องอะไรที่ฝังใจขนาดนั้นกันแน่?”
“ไม่มีอะไรมาก ข้ากำลังตามหาใครคนหนึ่งอยู่”
“นางหนีไปไกลนัก ข้าใช้เวลาตามหามาเกือบร้อยปีก็ยังไม่เจอ ไม่รู้เลยว่าจะต้องใช้เวลาอีกเท่าไร”
ทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น ดวงตาอาม่านก็แดงรื้นขึ้นทันที
“เป็นผู้หญิงใช่ไหม?”
“ใช่”
เมื่อได้รับคำตอบยืนยัน อาม่านก็เงียบลงไปทันที
ผ่านไปพักใหญ่ นางจึงกัดริมฝีปาก ฝืนยิ้มพลางเอ่ยว่า
“คนที่ทำให้พี่ชายฉางเซิงตามหานานถึงเพียงนี้...”
“ท่านคงรักนางมากสินะ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า!”
เฉินฉางเซิงหัวเราะ พลางเอื้อมมือลูบศีรษะของอาม่าน
“ยัยเด็กคนนี้ เอาแต่คิดเรื่องพวกนี้ทั้งที่อายุยังน้อย”
“ใครบอกว่าตามหาสตรีนานหลายปีแปลว่ารักกันล่ะ?”
อาม่านมีสีหน้าฉงน
“ถ้าไม่ใช่เพราะรัก แล้วอะไรที่ทำให้พี่ชายฉางเซิงยังคงตามหานางมาจนถึงวันนี้?”
“ความรักทำให้คนมีความสุขก็จริง แต่สิ่งที่ผลักดันให้คนเรายืนหยัดต่อไปไม่ใช่มีแค่ความรักหรอก”
“คนที่ข้าตามหา เป็นคนที่เพื่อนเก่าไว้วานข้าไว้ก่อนตาย”
“ข้าต้องแน่ใจว่านางยังปลอดภัย ถ้านางตายแล้ว ข้าก็ต้องนำร่างของนางกลับไปฝังให้ได้”
“นี่คือคำมั่นสัญญา...และเป็นการถนอมความทรงจำในอดีตด้วย”
อาม่านเช็ดน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา แล้วกล่าวว่า
“พี่ชายฉางเซิง...เล่าเรื่องในอดีตให้ข้าฟังได้ไหม?”
“ได้สิ!”
เฉินฉางเซิงยิ้ม แล้วเริ่มเล่าเรื่องราวเรียบง่ายในอดีตนั้น
...
สายลมแผ่วพัด แสงจันทร์ยังคงสาดส่อง
อาม่านกัดฟันแน่น ดวงตาแดงก่ำจ้องเฉินฉางเซิงเขม็ง
“นางชอบท่าน!”
“ใช่”
“แต่ท่านก็ปฏิเสธนาง!”
“ใช่”
“ข้ารู้ทุกอย่างแม้แต่ความรู้สึกที่เนี่ยนเซิงมีต่อข้า”
เมื่อพูดจบ อาม่านก็ลุกขึ้นด้วยความเดือดดาล
“แล้วข้าล่ะ?”
“เจ้าก็จะถูกข้าปฏิเสธ เหมือนกับที่ข้าปฏิเสธนาง”
สีหน้าเฉินฉางเซิงสงบนิ่ง
“ทำไมกัน?”
“ท่านไม่ได้หลงใหลในการฝึกฝน ทำอะไรตามใจไปวัน ๆ ถ้าเป็นแบบนั้น ท่านจะมาคอยปฏิเสธทำไมซ้ำแล้วซ้ำเล่า?”
“ถ้าท่านตั้งใจจะปฏิเสธตั้งแต่แรก เหตุใดถึงต้องดีต่อคนรอบข้าง?”
“ทำไมไม่ใจแข็งตั้งแต่เริ่มต้น?”
เฉินฉางเซิงไม่ตอบในทันที หากแต่เงยหน้ามองจันทร์เหนือเขาเทียน แล้วเอ่ยว่า
“ผู้คนในวันนี้ไม่อาจเห็นจันทร์ของวันวาน แต่จันทร์ในวันนี้...เคยส่องแสงถึงคนในอดีต”
“มีคำกล่าวว่า คนเราจะรู้คุณค่าก็ต่อเมื่อสูญเสียสิ่งนั้นไป”
“แล้วหากเจ้ารู้ล่วงหน้าว่าสิ่งนั้นจะต้องสูญเสีย เจ้าจะกล้าห้ามใจไม่ให้รักมั้ย?”
“ท่านกำลังแถ คนเราไม่มีทางรู้อนาคต แล้วท่านมีสิทธิ์อะไรไปตัดสินว่าจะต้องสูญเสีย?”
“ใครว่าทำไม่ได้? การมองเห็นอนาคต เจ้าเองก็มีได้เหมือนกัน”
“เช่น...พวกพ้องในเผ่าหมอผีของเจ้า จะตายจากไปทีละคน เรื่องนี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้และเป็นอนาคตที่คาดหมายล่วงหน้าแล้ว”
อาม่านชะงักนิ่ง
แม้เฉินฉางเซิงจะยังไม่พูดตรง ๆ แต่อาม่านก็เข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการสื่อ
อาม่านพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
“พี่ชายฉางเซิง...ท่านมองเห็นอนาคตของทุกคนจริง ๆ หรือ?”
“ใช่”
เมื่อได้รับคำตอบ ดวงตาอาม่านก็แดงก่ำ นางยกมือขวาขึ้นสัมผัสใบหน้าของเขาเบา ๆ
นางมองใบหน้าหล่อเหลาที่ดูอ่อนเยาว์ของเฉินฉางเซิง แล้วกล่าวอย่างเจ็บปวด
“ผ่านอะไรมาเยอะขนาดนี้...ใจท่านคงเจ็บไม่น้อยเลยสินะ”
“ถ้าเจ็บจนชิน มันก็ไม่เจ็บอีกแล้ว นั่นคือเหตุผลว่าทำไมข้าถึงชอบเก็บศพให้คน”
“เพราะการเก็บศพให้คนรู้จัก คือการเก็บความทรงจำของพวกเขาไว้ในใจ...และฝังพวกเขาไว้ในใจด้วยเช่นกัน”
อาม่านนิ่งเงียบตลอดหลังได้ยินคำตอบนั้น
จับมือกันจนแก่เฒ่าคือพรสูงสุดสำหรับคนมีรัก
แต่หากคำอวยพรนี้มอบให้พี่ชายฉางเซิงก็คงกลายเป็นคำสาปที่ร้ายแรงที่สุดในโลก
การได้เห็นคนที่รักแก่เฒ่า แล้วตายจากไป จนกลายเป็นเพียงผงธุลี
มีคำสาปใดจะโหดร้ายไปกว่านี้อีกเล่า?
...
ที่ชุมนุมของอสูรสายฟ้า
“ครืน”
สายฟ้าขนาดเท่ากระบอกน้ำฟาดลงบนภูเขาโลหะเสียงดังสนั่น เงาร่างขนาดมหึมาพุ่งทะยานจากยอดเขา
“ใครกัน?”
“ใครฆ่าลูกของข้า!”
อสูรสายฟ้าร่างยักษ์ลอยอยู่กลางอากาศ เกล็ดบนร่างของมันต่างจากอสูรสายฟ้าตัวอื่น เพราะมีสีม่วงอ่อน ๆ แทรกอยู่
เพลิงโทสะอันไร้ขอบเขตพลุ่งพล่านอยู่ในใจมัน เพราะเมื่อครู่นี้มันเพิ่งสัมผัสได้ว่าลูกของตนตายไปแล้ว
ไม่นาน อสูรสายฟ้าตัวอื่น ๆ ในภูเขาก็บินออกมา
เมื่อเห็นพวกพ้องปรากฏตัวครบถ้วน อสูรสายฟ้าสีม่วงก็ประกาศอย่างเกรี้ยวกราด
“ลูกของข้าเล่ย์ซานยอดอัจฉริยะของเผ่าสายฟ้าได้สิ้นชีพลงแล้ว!”
“ไม่ว่าใครเป็นคนฆ่า ข้าและเผ่าสายฟ้าจะต้องล้างแค้นให้สาสมด้วยเลือด!”
เมื่อสิ้นคำ เสียงคำรามอันเกรี้ยวกราดนับไม่ถ้วนก็พุ่งทะลุฟากฟ้า
เผ่าสายฟ้ากำลังเตรียมเปิดศึกเต็มกำลัง