เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 41 ดอกไม้โปรยปรายนั้นมีใจ สายน้ำไหลผ่านนั้นไร้เยื่อใย ส่งศพให้ท่านอาจารย์ปู่

บทที่ 41 ดอกไม้โปรยปรายนั้นมีใจ สายน้ำไหลผ่านนั้นไร้เยื่อใย ส่งศพให้ท่านอาจารย์ปู่

บทที่ 41 ดอกไม้โปรยปรายนั้นมีใจ สายน้ำไหลผ่านนั้นไร้เยื่อใย ส่งศพให้ท่านอาจารย์ปู่


บทที่ 41 ดอกไม้โปรยปรายนั้นมีใจ สายน้ำไหลผ่านนั้นไร้เยื่อใย ส่งศพให้ท่านอาจารย์ปู่

เมื่อจักรพรรดิซั่วปล่อยหมัดออกไปหนึ่งหมัด ก็มีหม้อทองแดงขนาดยักษ์ใบหนึ่งบินออกมาจากเขตต้องห้ามของแคว้นเย่วเยวี่ย โจมตีสวนกลับไปยังจักรพรรดิซั่ว

เฉินฉางเซิงมองดูการต่อสู้อันสะท้านฟ้าสะเทือนดินตรงหน้า แล้วอดไม่ได้ที่จะเม้มปากพึมพำ

“โลกแห่งการฝึกตนนี่มันอันตรายจริง ๆ โชคดีที่ข้าไม่ชอบการต่อสู้”

พึมพำจบ เฉินฉางเซิงก็รีบบินตรงไปยังที่ที่อีว์ซิ่วและคนอื่น ๆ อยู่ทันที

เมื่อเห็นเฉินฉางเซิงที่หายตัวไปห้าสิบปีปรากฏตัวอีกครั้ง ความรู้สึกยินดีปรีดาจากการได้พบกันหลังพลัดพรากก็เอ่อล้นขึ้นในใจของทุกคน

“พี่ฉางเซิง ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านต้องกลับมาแน่นอน!”

ซ่งหยวนซานรีบวิ่งเข้ามาทักทายด้วยความตื่นเต้น

เฉินฉางเซิงมองสำรวจซ่งหยวนซานที่สวมชุดเต๋าอยู่เต็มยศ แล้วก็หัวเราะพลางพูดว่า “ไม่ได้เจอกันตั้งหลายสิบปี เจ้าตัวติดตามข้าตลอดในวันวานก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้วสินะ”

“ดีมาก สมกับที่พี่สามของเจ้าอบรมสั่งสอนอย่างสุดใจ”

การสนทนาระหว่างเฉินฉางเซิงและซ่งหยวนซาน ทำให้สตรีงามผู้หนึ่งที่ดูมีเสน่ห์ปะปนกลิ่นอายดิบเถื่อนเล็กน้อยทำท่าทีลังเลอยากเอ่ยปากพูด

นางผู้นี้ก็คือองค์หญิงแห่งแคว้นเย่วเยวี่ย หว่านเอี๋ยนเยวี่ย

“ต่อจากนี้เจ้าคิดจะทำอะไร?”

ท้ายที่สุด หว่านเอี๋ยนเยวี่ยก็อดใจไม่ไหว เอ่ยปากถามขึ้น

เฉินฉางเซิงได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มพลางตอบกลับ “จะทำอะไรได้นอกจากเดินไปในเส้นทางของตัวเอง”

หว่านเอี๋ยนเยวี่ยมองไปยังกองทัพของแคว้นเสวียนอู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดก่อนพูดขึ้นเบา ๆ

“เจ้าจะจากไปจริง ๆ หรือ?”

แม้คำพูดของหว่านเอี๋ยนเยวี่ยจะยังคลุมเครือ แต่เฉินฉางเซิงก็สัมผัสได้ถึงความอาลัยอาวรณ์บางอย่างจากน้ำเสียงของนาง

เห็นเช่นนั้น เฉินฉางเซิงก็ยิ้มตอบกลับ “ก็ไม่ถือว่าเป็นการจากหรอก”

“ทุกคนต่างมีสิ่งที่ต้องทำ มีที่ของตนที่ควรไป ข้าแค่กำลังจะไปยังที่ที่ข้าควรไปและทำในสิ่งที่ข้าควรทำเท่านั้น”

“ทำไมล่ะ?”

ซ่งหยวนซานถามขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ

“เรื่องยุ่งยากก็จัดการหมดแล้ว สำนักชิงชิงกวนกำลังจะฟื้นฟูขึ้นใหม่ พี่ฉางเซิง ท่านจะไม่อยู่ช่วยดูแลเลยหรือ?”

เฉินฉางเซิงตบไหล่เขาเบา ๆ แล้วกล่าวว่า

“การฟื้นฟูสำนักชิงชิงกวนเป็นภารกิจของเจ้า ไม่ใช่ของข้า”

“โชคชะตาของคนเรานั้นต่างกัน บางคนเกิดมาเพื่อหยั่งรากปักฐานอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง ขณะที่บางคนเหมาะจะเป็นพเนจรไปทั่วทุกสารทิศ”

“ทางแห่งเต๋านั้นเน้นคำว่า ‘วาสนา’ ข้ากับพวกเจ้านั้นหมดวาสนาต่อกันแล้ว เช่นนั้นก็ควรเอ่ยคำอำลา”

เมื่อได้ฟังคำพูดของเฉินฉางเซิง ซ่งหยวนซานก็กำหมัดแน่น

อันที่จริงตั้งแต่เฉินฉางเซิงเข้ามาเป็นศิษย์ สำนักชิงชิงกวนก็พอจะคาดเดาได้อยู่แล้วว่าวันหนึ่งเขาจะต้องจากไป

แม้เฉินฉางเซิงจะทำหน้าที่ได้ดีเพียงใด แต่ทุกคนกลับไม่เคยสัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่จะหยุดพักอย่างแท้จริงจากเขาเลย

จะพูดให้ตรงกว่านั้นก็คือ ซ่งหยวนซานมองว่าสำนักชิงชิงกวนคือบ้าน ส่วนเฉินฉางเซิงกลับมองว่ามันเป็นแค่ที่พักชั่วคราว

คนเราจะเดินทางไปได้หลายที่และอาจผูกพันกับบางแห่ง

แต่สถานที่ที่สามารถทำให้คนหยุดอยู่ได้มีเพียง ‘บ้าน’ เท่านั้น

เฉินฉางเซิงไม่ได้มองว่าสำนักชิงชิงกวนเป็นบ้านเพราะเช่นนั้นไม่ว่าเขาจะผูกพันเพียงใด สุดท้ายเขาก็ต้องจากไปอยู่ดี

พูดจบ เฉินฉางเซิงก็หันไปมองอีว์ซิ่วซึ่งมีสีหน้าสงบนิ่ง

“เณรน้อย ข้ากับเจ้าเป็นคนที่รู้จักกันมานานที่สุด”

“ตอนนี้ข้ากำลังจะจากไปแล้ว เจ้าไม่คิดจะรั้งข้าไว้บ้างเลยหรือ?”

เมื่อได้ยินคำถามนั้น อีว์ซิ่วก็กลอกตาให้เขาทันที แล้วพูดอย่างไม่แยแสว่า

“เฉินฉางเซิงเจ้าจะไป ใครจะไปห้ามได้”

“พวกเราก็เหมือนต้นไม้ใบหญ้าบนแผ่นดินนี้ ส่วนเจ้านั้นเป็นเพียงนกที่แวะมาเกาะพักชั่วครู่”

“นกนั้นต่อให้หยุดนานเท่าใด ท้ายที่สุดก็ต้องโบยบินจากไป ข้าน่ะรู้ดีว่าต้องมีวันนี้เกิดขึ้นแน่”

ระหว่างที่อีว์ซิ่วพูด จักรพรรดิซั่วที่กำลังต่อสู้อยู่ไกล ๆ ก็ปิดฉากศึกลงพอดี

เห็นเช่นนั้น เฉินฉางเซิงก็ยิ้มพลางพูดว่า “ผ่านมาหลายสิบปี ฝีมือพุทธธรรมของเจ้าก็ยังพัฒนาได้ดีอยู่นะ”

“ตั้งใจฝึกต่อไป แล้วก็พยายามเป็นพระมหาเถระให้ได้ในอนาคตล่ะ”

“เรื่องทางนั้นก็จบแล้ว ข้าต้องไปเก็บศพคนรู้จักสักคนหน่อย”

พูดจบ เฉินฉางเซิงก็หมุนตัวเดินตรงไปยังเขตต้องห้าม

ทั้งสามคนมองแผ่นหลังของเขาด้วยความอาลัยอย่างยิ่ง

ทว่าในแววตาของหว่านเอี๋ยนเยวี่ยนั้น กลับมีความรู้สึกที่มากไปกว่าความอาลัยเจืออยู่เล็กน้อย

เห็นเช่นนั้น อีว์ซิ่วก็ถอนหายใจแล้วพูดขึ้นว่า

“อย่ามองเลย เจ้าหมอนี่ไม่มีทางหยุดอยู่เพราะใครทั้งนั้น”

“อีกอย่างนะ ตลอดห้าสิบปีที่ผ่านมา เจ้าก็เอาแต่พูดว่าจะอัดเฉินฉางเซิงให้ยับ เพื่อแก้แค้นที่เขาเคยทำให้เจ้าขายหน้า”

“ตอนนี้เขาก็มาให้เจ้าเห็นเต็มตาแล้ว ทำไมถึงไม่ลงมือซะล่ะ?”

ได้ยินคำพูดของอีว์ซิ่ว หว่านเอี๋ยนเยวี่ยก็พูดด้วยเสียงเย็นเยียบว่า “เขาแข็งแกร่งมาก ข้าไม่ใช่คู่มือเขาในตอนนี้”

“ข้าช่วยเจ้าได้นะ!”

“เขาจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้เก่งเรื่องต่อสู้อะไรนักหรอก เราสองคนจับมือกัน อาจจะมีโอกาสสั่งสอนเขาสักตั้งก็ได้!”

เจออีว์ซิ่วพูดกระตุกอารมณ์แบบนี้ หว่านเอี๋ยนเยวี่ยก็โวยกลับทันทีว่า “พุทธศาสนามุ่งเน้นความเมตตา เจ้ากลับพูดจาเต็มไปด้วยโทสะ ข้าว่าอีกไม่นานเจ้าคงเข้าทางมารแน่”

พอเหน็บอีว์ซิ่วเสร็จ หว่านเอี๋ยนเยวี่ยก็หมุนตัวเดินจากไป

ทว่าพอเดินไปได้ครึ่งทาง นางก็หยุดฝีเท้าลงเล็กน้อย

“จะได้เจอเขาอีกไหมนะ?”

“พูดยาก แต่ถ้าอยู่ให้นานพอ โอกาสก็ยังมีอยู่ล่ะ”

เมื่อได้ยินคำตอบจากอีว์ซิ่ว หว่านเอี๋ยนเยวี่ยก็จากไปโดยไม่หันกลับมาอีก

บางที ตั้งแต่วันที่เส้นผมของนางถูกย้อมเป็นสีดำลง หัวใจของนางก็อาจจะจดจำผู้ชายที่แปลกประหลาดผู้นั้นไว้ลึก ๆ แล้วกระมัง

...

เขตต้องห้ามแคว้นเยวี่ยเยวี่ย

เฉินฉางเซิงแบกโลงศพหรูหราใบหนึ่งไว้บนบ่า เดินเลี่ยงบ่อต่าง ๆ อย่างระมัดระวังจนมาถึงหน้าวิหารสำริด

ตุบ

โลงศพหนักอึ้งถูกวางลง เฉินฉางเซิงมองดูอวี้ฮว่าเจินเหรินที่ถูกผนึกอยู่ใต้วิหารสำริดก่อนจะยิ้มพูดว่า

“ท่านอาจารย์ปู โลงใบนี้ศิษย์หลานลงมือทำด้วยตัวเอง ท่านดูแล้วพอใจไหม?”

ได้ยินเช่นนั้น อวี้ฮว่าเจินเหรินก็มองดูโลงศพแล้วหัวเราะกล่าวว่า “ไม่เลว ดูออกเลยว่าเจ้าตั้งใจทำมาก”

“ตอนที่เจ้าแอบหนีรอดไปได้เมื่อครั้งก่อน ข้าก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจอยู่ตลอด”

“แต่ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะกลับมาเร็วขนาดนี้ แล้วยังพาผู้ช่วยที่แข็งแกร่งขนาดนี้มาด้วย”

เฉินฉางเซิงเหลือบมองจักรพรรดิซั่วที่กำลังตรวจสอบวิหารสำริดอยู่ก่อนจะตอบว่า

“ก็ช่วยไม่ได้ ท่านอาจารย์ปูเก่งขนาดนี้ ข้าจะมาจัดการงานศพท่านคนเดียวได้ยังไงกันเล่า”

“มาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าขอถามอะไรสักสองสามข้อได้ไหม?”

“ได้สิ”

“ในแดนลับไร้ขอบเขตก็มีวิหารสำริด ทำไมท่านถึงมาลงมือวางแผนที่แคว้นเย่วเยวี่ยแทน?”

“สิ่งที่ถูกผนึกอยู่ใต้แดนลับไร้ขอบเขตนั่นถูกกำจัดไปแล้ว ข้าจึงย้ายมาที่แคว้นเย่วเยวี่ยแทน”

“อย่างนี้นี่เอง!”

“งั้นข้าขอถามอีกคำถาม...ตอนที่ท่านฆ่าท่านอาจารย์พวกนั้น ท่านเคยรู้สึกเสียใจบ้างไหม?”

เมื่อเอ่ยถาม เฉินฉางเซิงก็จ้องเขม็งไปที่ดวงตาของอวี้ฮว่าเจินเหริน พยายามค้นหาคำตอบที่แท้จริงจากแววตาคู่นั้น

ผ่านไปพักใหญ่ อวี้ฮว่าเจินเหรินก็ถอนหายใจเบา ๆ แล้วกล่าวว่า

“ก็แค่ลมฝนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเท่านั้น”

“ผู้เดินบนเส้นทางแห่งเต๋า การเสียสละเพื่อแสวงหาหนทางอายุยืนเป็นเรื่องธรรมดา”

“วันหนึ่งหากมีหนทางหลุดพ้นได้ ถึงต้องกินบอระเพ็ดสดก็ยังรู้สึกหวาน”

“ฮ่าฮ่าฮ่า!”

ได้ยินคำตอบนี้ เฉินฉางเซิงก็หัวเราะออกมาและหัวเราะอย่างเบิกบานที่สุด

“ยอดเยี่ยม ‘ถึงต้องกินบอระเพ็ดสดก็ยังรู้สึกหวาน’ ท่านอาจารย์ปู่มั่นคงในเต๋า ข้านับถือจริง ๆ!”

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ให้ศิษย์หลานส่งท่านเป็นครั้งสุดท้ายเถอะ”

พอสิ้นเสียง จักรพรรดิซั่วก็ปรากฏตัวขึ้นข้างเฉินฉางเซิง

แม้จะเห็นจักรพรรดิซั่วผู้เป็นคนที่โค่นตนลงกับตา แต่อวี้ฮว่าเจินเหรินกลับไม่มีร่องรอยหวาดหวั่นแม้แต่น้อย

“หากข้าไม่ถูกกักไว้ล่ะก็ เจ้าคงฆ่าข้าได้ไม่ง่ายนักหรอก”

จบบทที่ บทที่ 41 ดอกไม้โปรยปรายนั้นมีใจ สายน้ำไหลผ่านนั้นไร้เยื่อใย ส่งศพให้ท่านอาจารย์ปู่

คัดลอกลิงก์แล้ว