เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 วิหารสำริดปรากฏอีกครั้ง กิ่งมะกอกจากแคว้นเสวียนอู่

บทที่ 32 วิหารสำริดปรากฏอีกครั้ง กิ่งมะกอกจากแคว้นเสวียนอู่

บทที่ 32 วิหารสำริดปรากฏอีกครั้ง กิ่งมะกอกจากแคว้นเสวียนอู่


บทที่ 32 วิหารสำริดปรากฏอีกครั้ง กิ่งมะกอกจากแคว้นเสวียนอู่

เฉินฉางเซิงกำลังรักษาอาการเจ็บป่วยให้ผู้คนอยู่

ทันใดนั้น พลังกดดันอันรุนแรงหลายสายก็แผ่ซ่านมาจากที่ไกล

เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้ เหล่าผู้ฝึกตนระดับล่างของแคว้นเสวียนอู่ต่างก็เปิดทางให้กันอย่างคล่องแคล่ว

“ซั่วซิงเหอคารวะคุณชาย”

ชายหนุ่มในชุดหรูหราผู้หนึ่งคารวะเฉินฉางเซิงอย่างนอบน้อม

เห็นดังนั้น เฉินฉางเซิงก็ทำหน้าเบื่อหน่ายเต็มประดาก่อนกล่าว

“ข้าชักจะเสียใจที่เคยช่วยเจ้าครั้งนั้นแล้วสิ ทุกปีเจ้าก็ต้องมาขอร้องข้าสักหนหนึ่ง นี่ก็ครบสิบปีแล้ว เจ้าไม่เบื่อบ้างหรือไง?”

ได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มในชุดหรูหราก็ยิ้มตอบ

“หากสามารถเชิญคุณชายได้ล่ะก็ ต่อให้สิบปีไม่พอ ให้สิบปีอีกก็ยังคุ้ม”

“หากสิบปีก่อนมิใช่คุณชายช่วยไว้ ซิงเหอผู้นี้คงกลายเป็นวิญญาณไปนานแล้ว”

“แต่ที่ซิงเหอไม่เข้าใจก็คือ คุณชายมีความสามารถถึงเพียงนี้ ไยจึงยินดีซ่อนตัวอยู่ในที่เล็ก ๆ เช่นนี้?”

“หากคุณชายเต็มใจ แคว้นเสวียนอู่ยินดีแต่งตั้งท่านเป็นอาจารย์หลวง!”

ได้ยินคำนี้ เฉินฉางเซิงก็แลบลิ้นเล็กน้อยแล้วกล่าว

“ข้าไม่ไปเมืองหลวงของแคว้นเสวียนอู่ ไม่ใช่เพราะข้าเย่อหยิ่ง หรือตั้งเงื่อนไขสูงเกินไปหรอกนะ”

“แต่เพราะเมืองหลวงมันเทียบกับเมืองคู่ไห่ไม่ได้ต่างหาก!”

“เมืองคู่ไห่อยู่ตรงขอบเขตของเทือกเขาอสูร ที่นี่มีสมุนไพรสดใหม่กับไม้วิเศษปริมาณมากทุกวัน”

“ข้าเปิดร้านขายโลงกับเปิดโรงหมอ สิ่งเหล่านี้สำคัญกับข้ามากจริง ๆ”

เผชิญกับข้ออ้างเช่นนี้ ซั่วซิงเหอเพียงยิ้ม ไม่ได้โต้แย้ง

เหตุผลนี้เฉินฉางเซิงใช้มาแล้วสิบปีและเขาก็ได้ยินมาสิบปีเช่นกัน

“คุณชายกล่าวถูกต้อง แต่แคว้นเสวียนอู่กำลังต้องการผู้มีฝีมืออย่างมาก ซิงเหอจึงได้นำของบางอย่างติดมือมาด้วย หวังว่าจะสามารถชดเชยความเสียหายของคุณชายได้”

พูดพลาง ซั่วซิงเหอก็เปิดผ้าสีแดงบนถาดข้างตัวออก เผยให้เห็นสมุนไพรสองต้นกับหยกจารึกหนึ่งชิ้น

“ต้นหญ้าเจ็ดดารานี้คือสมบัติล้ำค่าของราชวงศ์เสวียนอู่ ถูกเก็บรักษามานานกว่าสามร้อยปีแล้ว”

“ส่วนหลิงจือพันปีต้นนี้ แคว้นเสวียนอู่ใช้ความพยายามอย่างมากจึงหามาได้”

“สำหรับเคล็ดวิชานี้ คือเก้าเวียนเสวียนกงอันเลื่องชื่อ แม้จะมีแค่สามบทแรก หากครบทั้งเล่มก็มีสิทธิเข้าขั้นเคล็ดฟ้าทีเดียว”

“หากคุณชายยินดีเดินทางไปเมืองหลวง สมบัติเหล่านี้ล้วนเป็นของท่าน”

เมื่อเห็นของกำนัลจากซั่วซิงเหอ เฉินฉางเซิงก็อดใจไหวอยู่บ้าง

แคว้นเสวียนอู่ให้ความสำคัญกับการฝึกฝนร่างกาย ความแข็งแกร่งทางกายภาพเหนือกว่าราชวงศ์ต้าชวี่มาก

อีกทั้งระดับของเคล็ดวิชาในแคว้นเสวียนอู่ก็แตกต่างจากฝั่งต้าชวี่

ที่นี่แบ่งเคล็ดวิชาออกเป็นระดับ เทียน ตี้ เสวียน หวง โดยเคล็ดฟ้าอยู่สูงสุด เคล็ดหวงอยู่ต่ำสุด

ทั่วทั้งแคว้นเสวียนอู่ ปรากฏเพียงเคล็ดฟ้าหนึ่งเดียวที่ได้รับการถ่ายทอดเฉพาะสายกษัตริย์ คือเคล็ดฟ้าต้วนกายเทียนกัง

แต่ซั่วซิงเหอกลับสามารถนำเคล็ดวิชาที่ได้ชื่อว่าอันดับหนึ่งรองจากเคล็ดฟ้าต้วนกายเทียนกังออกมาได้ เรียกได้ว่าเดิมพันอย่างสุดตัว

คิดถึงตรงนี้ เฉินฉางเซิงก็เดินมาหยุดตรงหน้าซั่วซิงเหอ แล้วตรวจดูสิ่งของบนถาด

“หลิงจือพันปี หญ้าเจ็ดดารา ทั้งสองอย่างล้วนเป็นวัตถุดิบหลักของโอสถหลิวลี่ในตำนาน”

“ได้ยินว่าหากกินลงไปจะสร้างร่างกายเพชรหลิวลี่ กำลังภายในสามารถย้ายภูเขาโค่นทะเล”

“หากเทียบกับขอบเขตของบ้านข้า ก็น่าจะมีเพียงผู้ฝึกแปรเทพขึ้นไปเท่านั้นถึงจะทำลายได้”

ได้ยินคำพูดนี้ แววตาของซั่วซิงเหอพลันเปล่งประกาย

แต่การกระทำต่อมาของเฉินฉางเซิงกลับทำให้เขาต้องผิดหวังอย่างแรง

...

เพราะเฉินฉางเซิงกลับใช้ผ้าสีแดงคลุมของพวกนั้นไว้เหมือนเดิม

เห็นดังนั้น ซั่วซิงเหอจึงถามอย่างงุนงง

“คุณชาย หรือว่าสิ่งของพวกนี้ยังไม่คู่ควรกับท่าน?”

“หากคุณชายต้องการสิ่งใดก็ขอเพียงเอ่ยมา ขอแค่ซิงเหอสามารถหาให้ได้ ไม่ว่าเงื่อนไขใดซิงเหอก็ยินดีรับ”

เฉินฉางเซิงถอนหายใจเบา ๆ แล้วกล่าว

“คุณชายซิงเหอ มิใช่ว่าข้าไม่รู้บุญคุณ แต่ข้าเพียงไม่อยากเข้าไปพัวพันกับเรื่องของราชวงศ์”

“ยิ่งเจ้าตั้งราคาสูง ก็ยิ่งแปลว่าเรื่องที่อยากให้ข้าทำยุ่งยากมาก”

“ข้าเห็นว่าตนยังไร้ฝีมือเพียงพอ คุณชายไปหาคนที่เก่งกว่าน่าจะดีกว่า”

พูดจบ เฉินฉางเซิงก็โบกมือ แล้วหันหลังเตรียมกลับร้านโลงศพของตน

แต่ขณะนั้นเอง ซั่วซิงเหอก็พูดขึ้นว่า

“คุณชาย ไม่อยากรู้ข่าวของวิหารสำริดแล้วหรือ?”

ทันทีที่ได้ยินคำนี้ ฝีเท้าของเฉินฉางเซิงก็หยุดชะงัก

“เจ้า...เจอแล้วจริงหรือ?”

“แน่นอน สิบปีก่อนคุณชายเคยพูดขึ้นมาลอย ๆ แม้คุณชายจะไม่ได้ใส่ใจ แต่ซิงเหอกลับจำไว้ไม่เคยลืม”

“ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ซิงเหอสืบหามาโดยตลอด ในที่สุดก็พบเบาะแสบางอย่างเข้าแล้ว”

“นอกจากนี้ ร่องรอยของวิหารสำริดยังเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ในเมืองหลวงด้วย หากคุณชายอยากรู้อีกขั้น เกรงว่าคงต้องไปยังเมืองหลวงแล้ว”

คำพูดของซั่วซิงเหอทำให้เฉินฉางเซิงรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกขึ้นมาทันที

ตั้งแต่ทราบว่าเนี่ยนเซิงหายตัวไปในวิหารสำริด เฉินฉางเซิงก็พยายามตามหาเบาะแสอื่นของวิหารนี้มาโดยตลอด

แต่ต่อให้สืบมาสิบกว่าปี เขาก็ไม่เคยได้ข่าววิหารสำริดในแคว้นเสวียนอู่เลยแม้แต่นิด

เวลาผ่านไปนานจนเฉินฉางเซิงแทบลืมเรื่องนี้ไปแล้ว

วิหารสำริดทั้งสิบแปดตั้งอยู่แห่งหนใดไม่รู้ โลกนี้กว้างใหญ่ไพศาลยิ่ง

ใครจะไปรู้ว่าวิหารทั้งสิบแปดจะกระจัดกระจายอยู่มุมใดของโลก ในประเทศใด มุมใดของแผนที่

บัดนี้กลับได้ยินข่าวของมันอีกครั้ง จะไม่หวั่นไหวก็คงเป็นไปไม่ได้

คิดได้ดังนี้ เฉินฉางเซิงก็เอ่ยว่า

“ข่าวของเจ้าทำให้ข้าลำบากใจจริง ๆ”

“ก็ได้ ข้าจะไปกับเจ้าสักเที่ยว”

“แต่ข้าขอพูดไว้ก่อน เรื่องเมืองหลวงข้าจะช่วยได้แค่ไหนก็เท่านั้น สำเร็จหรือไม่ ข้าไม่อาจรับรอง”

“ข้าขอกลับไปเก็บของก่อน แล้วจะออกเดินทางพร้อมเจ้า”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซั่วซิงเหอก็กล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า

“เช่นนั้นซิงเหอจะรออยู่หน้าร้านคุณชาย”

...

เมื่อกลับเข้าร้านโลงศพ เฉินฉางเซิงก็เก็บข้าวของทั้งหมดลงในพื้นที่ระบบ

เขามองโลงศพหรูหราที่อยู่มุมห้องแล้วพึมพำกับตนเอง

“ใช้เวลาห้าปีเก็บศพที่แคว้นเยว่เยวี่ย พอมาแคว้นเสวียนอู่ก็ขายโลงต่ออีกสี่สิบสามปี”

“คำนวณคร่าว ๆ ข้าก็ออกจากสำนักชิงชิงกวนได้เกือบสี่สิบเก้าปีแล้วสินะ”

“ตอนนั้นศิษย์พี่สามบาดเจ็บถึงรากฐาน คงมีอายุขัยได้ไม่เกินห้าสิบปี”

“ตอนนี้มรสุมเริ่มก่อตัวอีกครั้ง สวรรค์กำลังบอกข้าหรือเปล่าว่า...ถึงเวลาต้องไปเก็บศพศิษย์พี่สามแล้ว?”

พูดพลาง เฉินฉางเซิงก็ลูบโลงศพที่จารึกอาคมเต็มทั่วทั้งใบ

โลงศพใบนี้ เฉินฉางเซิงใช้เวลาถึงสี่สิบปีในการเตรียมการ

และผู้ที่จะนอนในโลงนี้ในอนาคตก็คืออวี้ฮว่าเจินเหริน ผู้ที่เคยบีบให้เขาหนีมาถึงแคว้นเสวียนอู่

“ท่านอาจารย์ปูของข้าเอ๋ย...”

“เก็บศพหนึ่งก็เหมือนเก็บศพสอง”

“ศิษย์พี่สามของข้าใกล้ตายแล้ว ท่านเองก็ไม่ต้องอยู่ต่อแล้วล่ะ”

“ศิษย์หลานอุตส่าห์ใช้เวลาสี่สิบปีเตรียมโลงชั้นเยี่ยมให้ท่าน หวังว่าท่านจะหลับอย่างสงบได้เสียทีนะ”

พูดจบ เฉินฉางเซิงก็แสยะยิ้ม แล้วเก็บโลงศพลงระบบ ก่อนจะหมุนตัวจากร้านโลงศพที่เขาอาศัยอยู่มานานถึงสี่สิบสามปีไปในทันที

จบบทที่ บทที่ 32 วิหารสำริดปรากฏอีกครั้ง กิ่งมะกอกจากแคว้นเสวียนอู่

คัดลอกลิงก์แล้ว