- หน้าแรก
- ตื่นมาก็เวลอัพ ชีวิตสโลว์ไลฟ์ในห้องเช่าที่มีดันเจี้ยน
- ตอนที่ 24 ฝึกหนัก
ตอนที่ 24 ฝึกหนัก
ตอนที่ 24 ฝึกหนัก
ตอนที่ 24 ฝึกหนัก
“แต่ถ้าคุณอยากเรียนจริง ๆ ก็ถือว่ามาถูกที่แล้ว เพราะผมศึกษาเรื่องนี้มาลึกซึ้งพอสมควร ว่าแต่คุณอยากเรียนการใช้อาวุธประเภทไหนล่ะ”
ฉู่เกอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เวลาลงดันเจี้ยนเขาต้องลุยเดี่ยว ต้องรับดาเมจเองคนเดียว งั้นเลือกดาบโล่น่าจะเหมาะที่สุด อย่างน้อยก็ปลอดภัยกว่า อาวุธสองมืออาจจะดูเท่และเคลียร์มอนสเตอร์ไว แต่ถ้าเจอบอสโหด ๆ คงเสี่ยงเกินไป
“อาวุธมือเดียวคู่กับโล่เป็นไงครับ ดาบโล่หรือกระบี่โล่ก็ได้”
เว่ยซินหมิงพยักหน้า “ดาบโล่เป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด แล้วในชีวิตจริง ถ้าไม่มีโล่ คุณยังพอใช้เสื้อพันแขนแทนโล่ได้ ความสามารถในการประยุกต์ใช้ค่อนข้างสูง”
พูดจบเขาก็หยิบโล่ไม้และดาบไม้จากชั้นวางมาสองชุด ส่งให้ฉู่เกอชุดหนึ่ง
“เอาล่ะ เรามาเริ่มจากท่าจับโล่กันก่อน โดยทั่วไปการจับโล่จะมีสามท่าหลัก ๆ ขึ้นอยู่กับศัตรูที่เจอ”
ฉู่เกอแปลกใจเล็กน้อย นึกว่าจะพูดเกริ่นนำยาวเหยียด แต่พอบทจะสอนก็เข้าเรื่องทันที เขาจึงรีบปรับอารมณ์และตั้งใจฟัง
“ท่าที่หนึ่ง เรียกว่า ท่ากำบัง ท่านี้ใช้รับมือศัตรูที่ใช้อาวุธระยะไกล เช่น ธนูหรือหน้าไม้ คุณต้องหันหน้าโล่เข้าหาศัตรู โดยใช้ลำตัวท่อนบนเป็นแกนหมุนในการบังทิศทางของลูกธนู พยายามใช้โล่ปิดจุดสำคัญของร่างกายให้มากที่สุด ข้อดีของท่านี้คือสามารถขยับโล่ขึ้นลงเพื่อป้องกันทั้งตัวได้อย่างรวดเร็ว จำไว้ว่า โล่คือกำแพงเคลื่อนที่ คุณต้องใช้มันเป็นกำแพงปกป้องตัวเอง”
“ท่าที่สอง เรียกว่า ท่าต่อสู้ ท่านี้ใช้รับมือศัตรูที่ใช้อาวุธมีคมทั่วไป จำไว้ว่าในท่านี้ โล่ไม่ใช่แค่เครื่องป้องกัน แต่เป็นอาวุธโจมตีด้วย ในสงครามยุคโบราณ ขอบโล่มักจะหุ้มโลหะไว้เพื่อใช้กระแทกศัตรู แถมโล่ยังมีน้ำหนัก ใช้ทุบเหมือนอาวุธทุบตีได้ด้วย เวลาดาบปะทะกับโล่ ฝ่ายที่เสียเปรียบคือคนถือดาบ ดังนั้นเมื่อต้องสู้ระยะประชิด อย่าเอาแต่ตั้งรับ แต่ต้องรู้จักใช้โล่รุกด้วย แบบนี้”
เว่ยซินหมิงพูดจบก็กระแทกโล่ออกมา ตูม แรงกระแทกทำเอาฉู่เกอเซถอยหลังไปหลายก้าว
“ใช้โล่ปัดอาวุธศัตรู แล้วใช้อาวุธในมือขวาจัดการเผด็จศึก หรือจะใช้โล่กระแทกหน้ามันตรง ๆ เลยก็ได้”
เว่ยซินหมิงสาธิตให้ดูสองสามท่า แล้วอธิบายต่อ
“ท่าที่สาม เรียกว่า ท่าผ่อนแรง ท่านี้ต้องเอียงโล่เล็กน้อย แบบนี้ ท่านี้ใช้รับมือศัตรูที่ใช้อาวุธหนัก คุณต้องรู้ว่าถ้าศัตรูเอาค้อนยักษ์ฟาดใส่ แล้วคุณรับด้วยโล่ตรง ๆ แรงปะทะทั้งหมดจะถ่ายทอดมาที่ตัวคุณ ถ้าเป็นดาบยังพอไหว แต่ถ้าเป็นอาวุธหนัก กล้ามเนื้อคุณจะฉีก กระดูกอาจจะร้าว หรือรุนแรงถึงขั้นอวัยวะภายในบอบช้ำ ดังนั้นเมื่อเจอกับอาวุธหนัก ต้องถือโล่ให้ห่างจากตัวเล็กน้อย และเอียงหน้าโล่เพื่อแฉลบแรง จังหวะที่อาวุธกระทบโล่ ต้องรู้จักผ่อนแรง ท่านี้ต้องจับโล่แบบหลวม ๆ อย่าเกร็งรับตรง ๆ ถ้าจำเป็นจริง ๆ อาจต้องยอมทิ้งโล่เพื่อรักษาแขนไว้”
ฉู่เกอฟังคำอธิบายแล้วก็นึกย้อนไปถึงตอนสู้กับนอลล์ มิน่าล่ะตอนนั้นแขนเขาถึงชาไปหมด ที่แท้มันมีหลักการแบบนี้นี่เอง
จากนั้นเว่ยซินหมิงก็สอนเรื่องการประสานงานระหว่างอาวุธกับโล่
“ไม่ว่าจะใช้ดาบโล่ หรือขวานโล่ หลักการพื้นฐานเหมือนกันหมด คือการทำงานร่วมกันระหว่างโล่และอาวุธมือเดียว”
“เพราะคนเรามักจะมีสมาธิโฟกัสได้แค่ทีละอย่าง โดยทั่วไปจังหวะการต่อสู้จะเป็น ป้องกัน สวนกลับ ป้องกัน สวนกลับ วนไปเรื่อย ๆ”
“อาวุธมือเดียวมีพลังทำลายต่ำกว่าอาวุธสองมือ ยากที่จะปลิดชีพศัตรูในดาบเดียว ดังนั้นเป้าหมายคือการสร้างความเสียหายสะสม ปรัชญาของดาบโล่คือการ ตอดเล็กตอดน้อย อาศัยความได้เปรียบในการป้องกัน ค่อย ๆ บั่นทอนกำลังกายและกำลังใจของศัตรู จนเกิดช่องโหว่ให้เราเผด็จศึก...”
ฉู่เกอตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ แต่จู่ ๆ เว่ยซินหมิงก็หยุดพูด
“แล้วไงต่อครับ” ฉู่เกอถาม
“จบแล้ว ที่เหลือคือการฝึกปฏิบัติ”
“จบแล้ว? สอนเสร็จเร็วจังครับ”
ฉู่เกอไม่อยากจะเชื่อ พูดยังไม่ถึงสิบนาทีเลยมั้ง
เว่ยซินหมิงตาโต “จะบ้าเหรอ หลักการต่อสู้ด้วยอาวุธเย็นจริง ๆ มันมีแค่นี้แหละ พูดไม่กี่คำก็จบ แต่ถ้าจะเก่งต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนัก อาจต้องใช้เวลาเป็นปี ๆ กว่าจะเข้าถึงแก่นแท้ คุณคิดว่ามีคัมภีร์ยุทธ์วิเศษท่องจำแล้วเก่งเลยหรือไง ของแบบนั้นไม่มีจริงหรอก ของจริงต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ ต้องฝึกซ้ำ ๆ จนทักษะพวกนี้ซึมซับเข้าไปในสัญชาตญาณและการตอบสนองของร่างกาย”
“มาเถอะ จ่ายเงินแล้วก็มาเริ่มฝึกกัน”
ฉู่เกอพยักหน้า “ได้ครับ ลุยเลย”
ทั้งสองคนถือโล่และดาบไม้เริ่มฝึกซ้อมกัน
ตูม เสียงโล่กระทบกันดังสนั่น ทันทีที่ฉู่เกอถอยหลัง ดาบไม้ของเว่ยซินหมิงก็พุ่งเข้ามาเหมือนงูฉก ลอดผ่านช่องว่างของโล่ จิ้มเข้าที่หน้าอกเสื้อเกราะของฉู่เกออย่างแม่นยำ
“ไม่ไหวแล้ว แขนล้าไปหมด”
ฉู่เกอนั่งแปะลงกับพื้นด้วยความหมดสภาพ พอได้สู้กับยอดฝีมือจริง ๆ ถึงได้รู้ว่าตัวเองยังห่างชั้นนัก
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แขนสองข้างของเขาหนักอึ้งเหมือนถ่วงด้วยตะกั่ว ยกแทบไม่ขึ้น ตลอดการฝึกเขาโดนไล่ต้อนอยู่ฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นพละกำลัง ความเร็ว เทคนิค หรือความอึด เขาแพ้ราบคาบทุกประตู
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้อะไรเลย อย่างน้อยในช่วงหลัง ๆ เขาก็เริ่มใช้โล่รับการโจมตีและโต้ตอบได้บ้าง แม้จะสงสัยว่าอีกฝ่ายยอมอ่อนข้อให้หรือเปล่าก็เถอะ
“งั้นพักก่อน คุณไปนวดผ่อนคลายที่ห้องนวดได้นะ ช่วงบ่ายจะฝึกต่อไหม หรือจะไปเล่นฟิตเนส”
“ฝึกต่อแน่นอนครับ” ฉู่เกอตอบอย่างมุ่งมั่น “แต่ขอไปเล่นฟิตเนสเรียกเหงื่อก่อนแล้วค่อยมาซ้อม” เขาค้นพบแล้วว่าเทคนิคดาบโล่มีอยู่ไม่กี่ท่าจริง ๆ แต่พละกำลังและความว่องไว โดยเฉพาะพละกำลัง มีผลอย่างมากในการใช้เทคนิคเหล่านั้นให้ได้ผล
คำตอบนี้ทำให้เว่ยซินหมิงแปลกใจเล็กน้อย ดูเหมือนเขาจะคิดว่าฉู่เกอคงถอดใจไปแล้ว “งั้นเจอกันตอนบ่าย”
นับตั้งแต่นั้น ฉู่เกอก็เข้าสู่โหมดฝึกนรก
ตอนเช้าเข้าฟิตเนส ตอนบ่ายฝึกต่อสู้กับเว่ยซินหมิง พร้อมกับกินอาหารโปรตีนสูงตามที่ครูฝึกแนะนำอย่างเคร่งครัด
เหนื่อยแทบขาดใจ แต่ฉู่เกอกลับมีความสุข ชีวิตที่ผ่านมาของเขาเรียบง่ายและน่าเบื่อ ไร้แรงกดดันและไร้เป้าหมาย แม้จะสบายแต่ก็รู้สึกเหมือนใช้ชีวิตไปวัน ๆ ไร้ค่า แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าชีวิตมีไฟและมีความหมาย
นอกจากวิชาดาบโล่ ฉู่เกอยังได้เรียนรู้การใช้อาวุธสองมือบ้างเล็กน้อย ดูเหมือนเว่ยซินหมิงคนนี้จะรอบรู้ไปซะทุกเรื่อง ซึ่งทำให้ฉู่เกอพอใจมากที่เลือกเรียนกับเขา
หลังจากฝึกหนักมาตลอดหนึ่งสัปดาห์เต็ม ในที่สุดก็ถึงวันที่ระบบดันเจี้ยนพร้อมใช้งาน ฉู่เกอกลับมาที่บ้าน เปิดคอมพิวเตอร์ เตรียมพร้อมเปิดประตูสู่ดันเจี้ยนแห่งใหม่
(จบตอน)