- หน้าแรก
- ตื่นมาก็เวลอัพ ชีวิตสโลว์ไลฟ์ในห้องเช่าที่มีดันเจี้ยน
- ตอนที่ 1 บทนำ: บ่ายวันหนึ่งเมื่อสิบปีก่อน
ตอนที่ 1 บทนำ: บ่ายวันหนึ่งเมื่อสิบปีก่อน
ตอนที่ 1 บทนำ: บ่ายวันหนึ่งเมื่อสิบปีก่อน
ตอนที่ 1 บทนำ: บ่ายวันหนึ่งเมื่อสิบปีก่อน
มันคือบ่ายวันหนึ่งเมื่อสิบปีก่อน ฉู่เกอกับเซี่ยเทียนกงน้าชายของเขากำลังนั่งอยู่ในร้านกาแฟเปิดใหม่ จิบกาแฟพลางทอดสายตามองผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมานอกหน้าต่าง
สำหรับฉู่เกอแล้ว น้าเซี่ยเทียนกงน่าจะเป็นคนที่เขาชื่นชมที่สุดในชีวิต ตลอดมาตัวของเซี่ยเทียนกงมักถูกปกคลุมด้วยออร่าแห่งความลึกลับ เขาไม่ค่อยกลับบ้านเกิด ส่วนใหญ่ใช้เวลาเดินทางรอนแรมไปทั่ว ดูยุ่งวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา จนถึงตอนนี้ฉู่เกอก็ยังไม่รู้เลยว่าน้าของเขาทำงานอะไรกันแน่ รู้เพียงแค่งานนี้ทั้งได้เงินดีและมีเวลาว่าง ทุกครั้งที่กลับมา น้ามักจะหอบหิ้วของแปลกใหม่มาฝาก พาเขาไปเที่ยว สอนปรัชญาชีวิต และมักจะเล่าเรื่องราวการผจญภัยที่น่าสนใจให้ฟังเสมอ เรื่องเล่าเหล่านั้นล้วนตื่นเต้นมหัศจรรย์ ยิ่งกว่านิยายผจญภัยที่ฉู่เกอเคยอ่านเสียอีก
ตามคำบอกเล่าของเซี่ยเทียนกง เรื่องเหล่านี้คือประสบการณ์ผจญภัยที่เขาพบเจอมากับตัว สมัยยังเด็กฉู่เกอปักใจเชื่ออยู่เป็นเวลานาน จนกระทั่งเริ่มโตขึ้นถึงได้ตระหนักว่าเรื่องผจญภัยเหล่านั้นไม่มีทางเกิดขึ้นจริงในโลกใบนี้ โลกนี้ไม่มีลิงที่พูดภาษาคน ไม่มีมนุษย์เงือกที่อาศัยอยู่ในนครใต้สมุทร และยิ่งไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘สิ่งมีชีวิตในชั้นบรรยากาศ’ ดำรงอยู่
แต่ถึงอย่างนั้น ฉู่เกอกับเซี่ยเทียนกงก็ยังคงสนิทสนมกันมาก เขามักรู้สึกว่าบนตัวเซี่ยเทียนกงมีคุณสมบัติบางอย่างที่คนธรรมดาไม่มี เวลาอยู่กับน้า เขามักรู้สึกเหมือนว่าเรื่องมหัศจรรย์อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เซี่ยเทียนกงมักจะมีรอยยิ้มยียวนแบบคนไม่ยึดติดโลก ราวกับว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรทำให้น้าลำบากใจหรือหวาดกลัวได้ และดูเหมือนเซี่ยเทียนกงเองก็จะเอ็นดูฉู่เกอเป็นพิเศษเช่นกัน
สรุปสั้น ๆ ก็คือ ฉู่เกอกับเซี่ยเทียนกงสนิทกันมาก ทั้งสองเป็นทั้งญาติและเพื่อนสนิท
ดังนั้นเมื่อฉู่เกอเห็นเซี่ยเทียนกงปรากฏตัวในชุดเตรียมพร้อมออกเดินทางไกลอีกครั้ง โดยคำนึงว่าการไปครั้งหนึ่งอย่างน้อยก็หลายเดือน อย่างมากก็ปีสองปี ฉวยโอกาสสุดท้ายนี้ ฉู่เกอจึงถามข้อสงสัยที่ค้างคาใจในช่วงนี้ออกมา
“น้าครับ ทำไมผมถึงรู้สึกเป็นทุกข์จัง ทั้งที่ชีวิตผมก็ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง งานการก็โอเค แถมไม่ได้ลำบากอะไร เวลาว่างก็เยอะ ชีวิตแทบไม่มีความกดดัน ตามหลักแล้วผมควรจะมีความสุขไม่ใช่เหรอ ทำไมผมถึงเอาแต่รู้สึกว่าชีวิตมันไร้ความหมาย จืดชืด น่าเบื่อ หรือถึงขั้นเป็นทุกข์เลยล่ะครับ?”
เซี่ยเทียนกงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มบาง ๆ “ไม่แปลกหรอก คนยุคนี้ส่วนใหญ่ก็มีความคิดแบบนี้กันทั้งนั้น ต่างกันแค่เป็นมากหรือน้อย โดยเฉพาะพวกที่ไม่ต้องดิ้นรนเรื่องปากท้องอย่างแก ถ้าต้องวิ่งเต้นทำงานงก ๆ เพื่อหาเลี้ยงชีพทุกวัน แกคงไม่มีเวลามามีความรู้สึกพรรค์นี้หรอก”
ฉู่เกอเดิมคิดว่าจะโดนน้าหัวเราะเยาะเสียอีก นึกไม่ถึงว่าจะได้รับคำตอบที่เรียบง่ายสบาย ๆ แบบนี้ จึงอดประหลาดใจไม่ได้ “เรื่องนั้น? ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะครับ?”
“ง่ายมาก เพราะแกไม่สามารถหาความพึงพอใจและความสำเร็จจากชีวิตประจำวันได้ไงล่ะ ระดับความพึงพอใจในจิตใจของมนุษย์เรา ขึ้นอยู่กับสองปัจจัย”
“ข้อแรก ปริมาณความปรารถนาของตัวเอง กับระดับการตอบสนองความปรารถนานั้น”
“ข้อสอง ระดับความยากของอุปสรรคที่เจอ กับความรู้สึกแห่งความสำเร็จเมื่อเอาชนะมันได้”
“พูดถึงข้อแรกก่อน แกทู้ไหมว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของคนสมัยใหม่คืออะไร? คือการที่ได้เห็นมากเกินไป แต่ครอบครองได้น้อยเกินไป ในยุคโบราณที่ข้อมูลข่าวสารปิดตาย คนธรรมดาคนหนึ่งทำได้แค่อยู่แต่ในหมู่บ้าน ผู้หญิงที่สวยที่สุดที่เคยเห็น อาจเป็นแค่ดอกไม้ประจำหมู่บ้านที่หน้าตาธรรมดา อาหารดีที่สุดที่ได้กิน อาจเป็นแค่เนื้อหมูไม่กี่ชิ้นในช่วงเทศกาล ความสำเร็จสูงสุดที่ใฝ่ฝัน อาจเป็นแค่การได้เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน หรือสอบผ่านเป็นบัณฑิตซิ่วไฉ ให้ชาวบ้านอิจฉาเล่น นาน ๆ ทีได้เข้าเมืองสักครั้งก็ตื่นเต้นจะแย่แล้ว ถ้าได้ความรักจากดอกไม้ประจำหมู่บ้าน ได้แต่งงานกับ ‘เมียสวย’ สักคน ชีวิตก็ถือว่าสมบูรณ์แบบแล้ว”
“คนส่วนใหญ่ในยุคนั้นล้วนเป็นแบบนี้ ต่อให้เป็นคนมีตำแหน่งใหญ่โต สิ่งที่พวกเขาได้สัมผัสและไขว่คว้า เมื่อเทียบกับชาวบ้านตาสีตาสา ก็ต่างกันแค่คุณภาพและปริมาณ โดยเนื้อแท้แล้วไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ และเทียบกับคนยุคปัจจุบันไม่ได้เลย”
“สำหรับสิ่งที่อยู่นอกเหนือขอบเขตชีวิต จินตนาการอันแห้งแล้งของมนุษย์ไม่อาจทำให้พวกเขาวาดฝันอะไรได้มากนัก จึงไม่ได้ตั้งความหวังไว้สูงเกินไป เมื่อไม่มีความคาดหวัง ย่อมรู้สึกพึงพอใจได้ง่ายกว่า”
“แต่คนยุคปัจจุบันต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อเทียบกับคนโบราณที่ใสซื่อ พวกเราถูกกรอกข้อมูลใส่หัวมากเกินไป ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางทะเลข้อมูลข่าวสารทุกวัน ในข่าว ในภาพยนตร์ เราเห็นแต่หนุ่มหล่อสาวสวยที่สุดในโลก ชีวิตหรูหราของมหาเศรษฐีระดับโลก การผจญภัยสุดระทึกเหนือจินตนาการ ชีวิตอันยอดเยี่ยมของผู้ที่มีพลังพิเศษ พอคนเราย้อนกลับมาดูชีวิตจริงของตัวเอง ก็มักจะพบว่าความจริงมันช่างธรรมดาจืดชืด ไร้ซึ่งความเร้าใจ”
“ยิ่งแกสัมผัสมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งอยากได้มากเท่านั้น แต่ความเป็นจริงก็คือ... คนส่วนใหญ่ไม่มีทางคว้าสิ่งที่อยากได้เหล่านั้นมาครองได้ หรือแม้แต่เฉียดก็ยังไม่ได้ ความแตกต่างอันมหาศาลนี้ก่อให้เกิดความผิดหวังและความว่างเปล่าที่รุนแรง แกถึงได้รู้สึกเป็นทุกข์ เพราะแกเห็นมาเยอะ กิเลสเยอะ แต่ความสามารถของแกกลับห่างไกลจากการตอบสนองสิ่งที่แกต้องการ”
“ทีนี้มาพูดถึงข้อสอง เรื่องความรู้สึกแห่งความสำเร็จ”
“ชีวิตก็เหมือนเกม ที่มักจะต้องเจอความท้าทายรูปแบบต่าง ๆ ในเกมยิ่งความยากสูง ความพยายามที่แกทุ่มเทลงไปยิ่งมาก พอได้รับชัยชนะ ความอิ่มเอมใจที่ได้รับก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น ความยากลำบากเสี่ยงตายที่จ่ายไปย่อมสัมพันธ์กับความสำเร็จที่ได้รับกลับมา ถ้าเกมมันง่ายแสนง่าย ไม่มีความท้าทายอะไรเลย หลับตาเล่นยังผ่าน แบบนั้นต่อให้แกล้มบอสได้ หรือเคลียร์เนื้อเรื่องจบ แกก็ไม่มีทางรู้สึกถึงความสำเร็จใด ๆ”
“ดังนั้นผู้เล่นหน้าใหม่เลยสนุกกับเกมได้ง่ายกว่า แต่พอแกรู้แจ้งเห็นจริงในเกมนั้นแล้ว ความยากของเกมไม่สามารถมอบความท้าทายให้แกได้อีกต่อไป เกมนั้นก็จะหมดความสนุกที่พึงมี”
“และชีวิตจริงของแกตอนนี้ก็คือเกมง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้สมอง ชีวิตของแกมันสบายเกินไป ขาดการผจญภัย ขาดความท้าทาย แกกิน นอน ทำงาน เที่ยวเล่นไปวัน ๆ สิ่งเหล่านี้สำหรับแกมันเป็นแค่การทำซ้ำที่น่าเบื่อ ไม่ใช่การผจญภัย และยิ่งไม่ใช่ความท้าทาย แกไม่ต้องใช้ความพยายามหรือแบกรับความเสี่ยงใด ๆ ดังนั้นพอทำเรื่องพวกนี้สำเร็จ แกย่อมสัมผัสไม่ได้ถึงความสำเร็จ และไม่ได้รับความพึงพอใจ”
“ความจริงแล้ว คนสมัยนี้จำนวนมากก็เจอปัญหาเดียวกับแก ถึงได้มีคนชอบเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมเยอะแยะ ถึงได้มีคนติดการพนันงอมแงม แล้วก็มีคนติดเกมมากมายขนาดนั้น”
“ทุกคนต่างใช้วิธีที่แตกต่างกันเพื่อเติมเต็มความว่างเปล่าในใจ ตามหาความรู้สึกแห่งความสำเร็จที่ขาดหายไป”
“แน่นอน แกจะเริ่มทำตัวเป็นคนหูหนวกตาบอดตั้งแต่วันนี้เลยก็ได้ รับรู้เรื่องราววุ่นวายให้น้อยลง หรือเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง ทำตัวเป็นฤาษีในเมือง ตัดกิเลสให้หมด เดี๋ยวความอยากมีอยากได้ก็จะน้อยลงเอง”
ฉู่เกอพลันตาสว่างวาบ ความสงสัยที่มีมาตลอดเหมือนได้รับคำอธิบายจนกระจ่างแจ้ง “น้าหมายความว่า เพราะคนเราต้องการความท้าทาย ถึงได้ไปเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม เพราะอยากสัมผัสชีวิตที่แตกต่าง ถึงได้ไปเล่นเกม? เพราะอยากผจญภัยหาความตื่นเต้นถึงได้ไปเล่นพนัน? ซึ่งจริง ๆ แล้วทั้งหมดนี้คือการแสดงออกถึงความไม่พอใจในโลกความเป็นจริงสินะครับ”
“ถูกต้อง” เซี่ยเทียนกงพยักหน้า “มันก็เรื่องแค่นั้นแหละ โดยส่วนตัวน้าแนะนำให้แกไปเล่นเกมซะ ในโลกของเกม ผู้คนสามารถสัมผัสชีวิตที่แตกต่างได้ แกจะเป็นฮีโร่กู้โลกหรือจอมมารล้างโลกก็ได้ จะไขว่คว้าพลังไร้เทียมทาน หรือสาวงามสารพัดรูปแบบก็ได้ ความตื่นเต้นทุกอย่างที่แกต้องการหาได้ในเกม”
“ถึงประสบการณ์พวกนั้นจะกลวงเปล่าและจอมปลอมไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็ช่วยปลอบประโลมใจได้บ้าง ถ้าใช้คำพูดเชย ๆ ก็คือ ‘แค่ให้หายอยาก’ แต่อย่างน้อยการผจญภัยแบบนั้นก็ปลอดภัย ไม่ต้องให้แกเอาชีวิตไปเสี่ยง”
“แน่นอน ถ้าแกมีเงินและใจถึงพอ จะไปเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมเพื่อหาความสุขระหว่างความเป็นความตาย หรือจะไปเล่นพนันเพื่อสัมผัสความตื่นเต้นตอนทุ่มเงินไม่อั้นก็ได้ สนองความต้องการเสพความตื่นเต้นของแก แต่ฉันขอเตือนอย่างยิ่งว่าอย่าทำแบบนั้น ถ้าแม่แกรูู้ว่าฉันยุให้แกไปเล่นกีฬาเสี่ยงตายหรือเล่นพนัน มีหวังฆ่าฉันตายแน่ แกไปเล่นเกมเถอะ เกมปลอดภัยจะตาย จ่ายเงินนิดหน่อยก็ได้แล้ว เผลอ ๆ ไม่ต้องออกจากบ้านด้วยซ้ำ”
ฉู่เกอฟังแล้วก็ได้แต่อมยิ้ม “ผมไม่อยากได้ ‘แค่ให้หายอยาก’ หรอกครับ ผมต้องการการผจญภัยของจริง” พูดจบเขาก็ถอนหายใจ “แต่ผมก็ไม่อยากไปเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมหรือเล่นพนันเหมือนกัน”
“ฉันรู้” เซี่ยเทียนกงพูด สายตาที่มองฉู่เกอแฝงแววชื่นชม “ในบรรดาลูกหลานตระกูลฉู่กับตระกูลเซี่ย แกเป็นคนที่มีจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยมากที่สุด ฉันมองเห็นสิ่งนี้ในตัวแก แกไม่ยอมจำนนต่อความธรรมดา ข้อนี้สำคัญมาก ถ้ามีโอกาสดี ๆ ไม่แน่ว่าแกอาจจะสร้างตำนานของตัวเองได้เลยนะ”
“งั้นผมขอติดตามไปกับน้าเลยได้ไหมครับ” ฉู่เกอโพล่งขึ้นมา น้าไม่เคยเล่าเรื่องชีวิตข้างนอกให้ฟังเลย ถึงจะไม่น่ามหัศจรรย์เหมือนในเรื่องเล่า แต่ต้องสนุกตื่นเต้นกว่าชีวิตเดิม ๆ ของเขาแน่ พอคิดได้แบบนี้ ฉู่เกอก็อดรู้สึกโหยหาขึ้นมาไม่ได้
เซี่ยเทียนกงส่ายหน้า “อันนี้ไม่ได้หรอก การเดินทางของฉันรอบนี้เกรงว่าจะอันตรายเกินไป ไม่เหมาะกับหนุ่มน้อยอย่างแก”
พูดถึงตรงนี้เขาก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังใช้ความคิด สายตากวาดมองสำรวจตัวฉู่เกอ ดูลังเลใจชอบกล ไม่รู้ทำไม ในวินาทีนั้น ฉู่เกอรู้สึกสังหรณ์ใจลึก ๆ ว่าเขากำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนของชีวิตเป็นครั้งแรก จนหัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นอย่างห้ามไม่อยู่
ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดเซี่ยเทียนกงก็ตัดสินใจได้ “เอาอย่างนี้แล้วกัน รอฉันกลับมาจากรอบนี้ ถ้าแกยังอยากผจญภัยอยู่ ยังไม่เปลี่ยนใจ ถึงตอนนั้นฉันจะพาแกออกไปด้วย ดีไหม?”
“รอบนี้น้าต้องไปนานแค่ไหนครับ?”
เซี่ยเทียนกงคำนวณเวลา “ถ้าทุกอย่างราบรื่น ก็คงราว ๆ หนึ่งปี”
“งั้นพวกเราตกลงตามนี้นะครับ” ฉู่เกอรับคำ ในใจเริ่มเฝ้ารอคอยสิ่งที่เรียกว่าการผจญภัยนั้นอย่างจดจ่อ
(จบตอน)